เชื่อว่าการมีรูปร่าง สวย สมส่วน หรือที่เรียกกันว่า “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” เป็นที่ปรารถนาของใครหลาย ๆ คน ไม่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่ต้องการมีมวลกล้ามเนื้อหน้าท้อง ผู้หญิงก็ให้ความสนใจในการปั้นซิกแพค เพื่อกระชับสัดส่วน และช่วยลดเซลลูไลท์ซึ่งเป็นตัวปัญหาทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม ซิกแพคคืออะไร การปั้นซิกแพค เหมาะกับใคร ทำไมต้องปั้นซิกแพค กับศัลยแพทย์ ที่เมโกะ คลินิก บทความนี้มีคำตอบ ค่ะ

ซิกแพค คืออะไร

ซิกแพค (Six Pack) คือกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ทุกคนมีเหมือนกัน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่อาจมีไม่เท่ากัน หรือไม่พบซิกแพคในแต่ละบุคคล เนื่องจากถูกบดบังด้วยชั้นไขมัน โดยทั่วไปซิกแพค หรือกล้ามเนื้อท้องจะพบเรียงคู่กัน ข้างซ้าย 3 มัด ข้างขวา 3 มัด รวมเป็น 6 มัด จึงเป็นที่มาของคำว่า “ซิกแพค” 

ลักษณะของซิกแพค

คนที่มีซิกแพค ลักษณะกล้ามเนื้อท้องจะแบนเรียบ ดูแข็งแกร่ง และเกิดขึ้นได้บริเวณเดียวเท่านั้นคือบริเวณหน้าท้อง กล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างขึ้นมา แต่เนื่องจากหน้าท้องของผู้หญิงและผู้ชายมีความแตกต่างกัน ทำให้ซิกแพคมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น 

  • ซิกแพคผู้หญิง ผู้หญิงที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ซิกแพคที่เห็นจะมีลักษณะเป็นเพียงแนวเส้น เป็นร่องคล้ายเลข 11 เพราะฮอร์โมนเพศหญิงจะกักเก็บไขมันไว้มากกว่าผู้ชาย ทำให้เห็นซิกแพคไม่ชัด แต่ซิกแพคที่เห็นจะมีความสวยงาม แลดู Sexy
  • ซิกแพคผู้ชาย ผู้ชายที่ออกกำลังกาย และเล่นเครื่องเล่นเพื่อสร้างซิกแพคโดยเฉพาะ ผลลัพธ์จะทำให้เห็นซิกแพคหรือกล้ามเนื้อหน้าท้องได้ชัดเจน ซึ่งกล้ามเนื้อหน้าท้องจะมีลักษณะเป็นลูก ๆ ทำให้บอดี้ หรือรูปร่างโดยรวม ดูแข็งแรง สุขภาพดี

ซิกแพค และการปั้นซิกแพค มีประโยชน์อย่างไร

การปั้นซิกแพค หรือทำให้มีหน้าท้องแบนราบแต่ดูแข็งแกร่ง นอกจากเป็นเทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมของคนวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานแล้ว ยังเป็นการดูแลรูปร่าง ช่วยให้สัดส่วนกระชับ เพิ่มความแข็งแรงของร่างกายทุกส่วน เพราะการมีซิกแพคหมายถึงบุคคลนั้นได้กำจัดไขมันส่วนเกินออกไป หรือภายในร่างกายมีไขมันส่วนเกินน้อย และการปั้นซิกแพคยังมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

  1. การมีกล้ามเนื้อหน้าท้อง ช่วยการทรงตัว และช่วยให้การเคลื่อนไหวของร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น
  2. การมีซิกแพค ช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่บริเวณช่องท้องและสามารถปกป้องอวัยวะภายในของเราได้
  3. การมีกล้ามเนื้อหน้าท้อง หรือมีซิกแพคทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ช่วยสร้างความสวยงามของหน้าท้อง ให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของใครหลายคน
  4. การมีหน้าท้องเฟิร์มกระชับ ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการแต่งกายมากขึ้น
  5. ซิกแพค บ่งบอกถึงความมีสุขภาพดี เพราะร่างกายไม่มีไขมันส่วนเกิน
  6. การมีกล้ามเนื้อหน้าท้อง และมีซิกแพค ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ลดขนาดหน้าท้องที่ไม่ต้องการลง
  7. การมีซิกแพค เป็นการปรับบุคลิกภาพให้ดูดี 
  8. การมีกล้ามเนื้อหน้าท้อง ช่วยเสริมให้รูปร่างน่ามองและมีเสน่ห์มากขึ้น

วิธีสร้างซิกแพค ที่ผู้ชายและผู้หญิงทำได้

การมีกล้ามเนื้อหน้าท้อง เป็นเทรนด์การดูแลสุขภาพ รวมไปถึงการดูแลรูปร่าง ให้รูปร่างดี ดูฟิตแอนด์เฟิร์ม ซึ่งการปั้นซิกแพคหรือสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง สามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่เนื่องจากสรีระของผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการสร้างซิกแพคนอกจากแตกต่างกันแล้ว ยังมีหลากหลายวิธีที่ผู้ชายและผู้หญิงทำร่วมกันได้ หรือเลือกวิธีที่เหมาะสมสำหรับตนเอง หลัก ๆ การสร้างซิกแพคทำได้ ดังนี้

1.ควบคุมอาหารและรับประทานอาหารสร้างกล้ามเนื้อ

ซิกแพคคือกล้ามเนื้อหน้าท้อง ที่ทุกคนมีกันอยู่แล้วไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่มองเห็นไม่ชัดเจนหรือไม่มีกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพราะถูกบดบังด้วยชั้นไขมัน การจะมีซิกแพคจึงต้องลดหรือกำจัดไขมันบริเวณหน้าท้อง วิธีกำจัดไขมันที่ทำได้ง่ายก็คือการควบคุมอาหาร และเลือกรับประทานอาหารสร้างกล้ามเนื้อ แม้วิธีนี้จะเห็นผลช้าแต่ก็ได้ผลลัพธ์ชัดเจน เช่น การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย ได้แก่ อาหารโปรตีนสูง ผัก ผลไม้ ธัญพืช และไขมันดี ดังนี้

อาหารโปรตีนสูง

อาหารที่มีโปรตีนสูงจะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ โดยได้จากสัตว์และเช่น  โปรตีนที่ได้จากสัตว์ ได้แก่ ไก่ เนื้อวัว หมู แกะไม่ติดมัน ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน นม ชีส โยเกิร์ต และ เต้าหู้  และโปรตีนที่ได้จากพืช ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว ถั่วเลนทิล ถั่วลันเตา ถั่วชิกพี อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดเจีย และ เมล็ดแฟลกซ์ จากการศึกษายังมีข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า การบริโภคโปรตีน ให้มากขึ้นวันละ 1.5-2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม มีส่วนช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและช่วยลดการสูญเสียกล้ามเนื้อเมื่ออายุมากขึ้นอีกด้วย

ผัก ผลไม้ และธัญพืช

พืช ผัก และผลไม้ รวมทั้งธัญพืช มีแคลอรีต่ำ แต่อุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น เช่น ไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุ การรับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืช มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว เพิ่มการเผาผลาญไขมัน ส่งเสริมการสร้างซิกแพค โดยเฉพาะการทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

2.สร้างซิกแพคด้วยการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเพื่อสร้างซิกแพคหรือทำให้มีกล้ามเนื้อหน้าท้อง  ทำได้หลายรูปแบบทั้งการใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายเพื่อสร้างซิกแพคโดยเฉพาะ และการออกกำลังกายโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เป็นการใช้ท่าออกกำลังกายช่วงหน้าท้องส่วนกลาง ซึ่งนอกจากช่วยลดไขมันหน้าท้องแล้ว ยังปั้นซิกแพคทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องดูแข็งแรง สุขภาพดี นอกจากนั้นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเผาผลาญไขมัน แต่ทั้งนี้การสร้างซิกแพคด้วยการออกกำลังกาย จะต้องเป็นการออกกำลังกายที่ถูกต้อง มีระเบียบวินัยในตนเอง และต้องทำเป็นประจำเพื่อให้ได้ซิกแพคตามที่ต้องการ 

3.สร้างซิกแพค ด้วยมือแพทย์

ปัจจุบันการปั้นซิกแพค เพื่อให้มีกล้ามเนื้อหน้าท้องและสามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว  โดยไม่ต้องออกกำลังกาย หรือคุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ทำได้ไม่ยากเพราะมีนวัตกรรมที่ช่วยลดไขมันหน้าท้องได้อย่างเห็นผลและปลอดภัย ด้วยเครื่องดูดไขมันที่มีประสิทธิภาพสูง  เมื่อกำจัดไขมันให้ลดน้อยลง การสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องหรือซิกแพคจึงมีความสวยงามและดูธรรมชาติมากขึ้น เพราะเป็นการปั้นซิกแพคด้วยมือแพทย์ 

การดูดไขมันสร้างซิกแพค คืออะไร

การดูดไขมันซิกแพคเป็นเทคนิคพิเศษ ที่แพทย์จะใช้เครื่องดูดไขมันกำจัดไขมันส่วนเกินชั้นใต้ผิวหนัง ออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเฉพาะจุด กรณีต้องการสร้างซิกแพคจะเป็นการดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง โดยแพทย์จะทำวาดตามร่องรอยกล้ามเนื้อ   จากนั้นกำหนดตำแหน่งของแผล ซึ่งแผลที่เกิดจากการดูดไขมันมีขนาดเล็ก ทำให้หลังทำซิกแพคแล้ว มีรอยแผลเป็นขนาดเล็กมากหรืออาจมองไม่เห็นเลย  

การดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 สร้างซิกแพคได้อย่างไร

การดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 เป็นเทคนิคพิเศษที่ เมโกะ คลินิก นำมาสลายไขมันบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเป็นวิธีสร้างซิกแพคหรือทำให้มีกล้ามหน้าท้อง ที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนและรวดเร็ว เพราะร่างกายของทุกคนทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีกล้ามเนื้อหน้าท้องอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ถูกบดบังด้วยไขมันทำให้เห็นซิกแพคไม่ชัดเจน เมื่อไขมันลดลงหรือถูกกำจัดออกไป การสร้างซิกซ์แพ็กให้ดูชัดก็ทำได้ไม่ยาก ซึ่งแพทย์ที่เชี่ยวชาญ จะสามารถดีไซน์การสร้างซิกซ์แพ็ก ได้เป็นรายบุคคล ตามลักษณะของกล้ามเนื้อ เพื่อให้สวยงามและดูเป็นธรรมชาติที่สุด

ข้อดี ของการดูดไขมัน สร้างซิกแพค ด้วย เครื่อง Vaser Smooth 2.2

  1. การดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 สามารถดูดไขมันเฉพาะส่วนได้ดี พร้อมกับมีอุปกรณ์เสริมพิเศษในการสร้างร่องซิกแพค เช่น การดูดไขมันบริเวณท้อง นอกจากทำให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องได้ชัดเจนขึ้น ยังทำให้การสร้างซิกแพค เป็นเรื่องง่าย
  2. เป็นการดูดไขมันด้วยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ ทำให้ไขมันแตกตัวเป็นของเหลว ง่ายต่อการดูดออกมา
  3. การดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Vaser Smooth 2.2 สามารถดูดไขมันออกมาได้ในปริมาณมากในคราวเดียว
  4. การดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Vaser Smooth 2.2 มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้ระยะเวลาในการทำประมาณ 3- 4  ชั่วโมง หลังทำเสร็จอาจใช้เวลาสังเกตอาการอีกประมาณ 1 ชั่วโมง และไม่จำเป็นต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
  5. กระบวนการดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 จาก เมโกะ คลินิก เป็นนวัตกรรมที่ไม่ทำให้เนื้อเยื่อข้างเคียงอย่างเส้นเลือดและเซลล์ประสาทบริเวณรอบ ๆ ได้รับความเสียหายหรือถูกกระทบกระเทือน ช่วยลดการเกิดรอยฟกช้ำ และบวม หลังการรักษา ทำให้แผลหายเร็ว ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

จุดที่เหมาะสม ต่อการดูดไขมันซิกแพค

ทั้งนี้ การดูดไขมันปั้นซิกแพคไม่ได้เหมาะสำหรับผู้ชายเท่านั้น ปัจจุบันผู้หญิงก็ต้องการมีรูปร่างที่สมส่วน เอว S ร่อง 11 บริเวณด้านหน้าท้องอีกด้วย จุดที่เหมาะสมต่อการดูดไขมันซิกแพค ได้แก่

  • บริเวณหน้าท้อง และปีกเอว
  • บริเวณห่วงยางรอบเอว
  • บริเวณสะโพก
  • ไขมันรอบสะดือ

ใครบ้างเหมาะกับการดูดไขมันสร้างซิกแพค

การจะปั้นซิกแพคหรือสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้เห็นได้ชัดเจนจำเป็นจะต้องลดไขมันบริเวณหน้าท้อง จากหลากหลายวิธีเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและใหญ่ขึ้น เช่น การออกกำลังกาย การควบคุมและเลือกรับประทานอาหารให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ ลดอาหารไขมันสูง และคาร์โบไฮเดรท เพิ่มโปรตีนเพื่อช่วยซ่อมแซมและเพิ่มกล้ามเนื้อที่ถูกทำลาย ซึ่งวิธีต่าง ๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลารวมทั้งต้องมีวินัย มีความมุ่งมั่นที่มากพอ การดูดไขมันเป็นการสร้างซิกแพคด้วยแพทย์ เป็นทางเลือกที่ไม่ต้องออกกำลังกายแต่มีหน้าท้องแบนราบ และสามารถปั้นซิกแพคให้เห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว การดูดไขมันสร้างซิกแพค เหมาะกับใครบ้าง

  1. การดูดไขมันสร้างซิกแพค เหมาะกับทุกคนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ที่ต้องการปั้นซิกแพคให้มีกล้ามเนื้อหน้าท้องที่กระชับ โดยควรมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณท้อง และต้องการปั้นซิกแพคให้มองเห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องได้อย่างชัดเจน
  3. คนที่ต้องการมีซิกแพคในเวลาอันรวดเร็ว เพราะไม่มีเวลาในการออกกำลังกาย เพราะการดูดไขมันใช้เวลาไม่นาน
  4. คนที่ต้องการให้รูปร่างดูเป๊ะขึ้น และออกกำลังกายมานานแล้วแต่ซิกแพคหรือกล้ามหน้าท้องไม่ขึ้น
  5. คนที่มีไขมันใต้ชั้นผิวหนัง ต้องการปั้นซิกแพค และมีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว 

ขั้นตอนการดูดไขมันสร้างซิกแพค 

การดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 เป็นการกำจัดไขมันส่วนเกินชั้นใต้ผิวหนังเฉพาะจุด ที่สามารถดูดไขมันบริเวณร่างกายได้หลายส่วน และบริเวณท้องคือส่วนที่ตกแต่งให้เกิดรูปร่างซิกแพคเป็นลอนสวยงามได้รูปทรงโดยไม่ต้องออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ดังนี้

  1. แพทย์จะกำหนดจุดบริเวณลายเส้นเกล้ามเนื้อ ที่ต้องการดูดไขมัน เพื่อออกแบบรูปร่างและซิกแพคที่ตอบโจทย์ความต้องการ และเหมาะกับรูปร่างของผู้รับบริการให้ได้มากที่สุด
  2. การดูดไขมัน ที่ เมโกะ คลินิก จะให้ผู้รับบริการดมยาสลบทุกเคส ไม่เจ็บและปลอดภัย เพราะมีวิสัญญีแพทย์ดูแลตลอดทุกขั้นตอนการดูดไขมัน
  3. ขั้นตอนการดูดไขมัน แพทย์ที่ให้บริการเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ระยะเวลาของขั้นตอนการทำขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันในแต่ละสัดส่วนของบริเวณที่ดูดไขมัน
  4. หลังการดูดไขมัน แพทย์จะให้พักฟื้นประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว หากไม่พบความผิดปกติ สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้
  5. หลังการดูดไขมันปั้นซิกแพค ผู้รับบริการสามารถกลับมาทำงานได้ภายในไม่กี่วัน และสามารถกลับมาทำกิจกรรม หรือใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
  6. การดูดไขมันสร้างซิกแพค กล้ามเนื้อจะเริ่มเข้ารูปมากขึ้นเมื่อครบ 1 เดือน และจะดูเป็นธรรมชาติภายใน 2-3 เดือน

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังดูดไขมันปั้นซิกแพค

  1. หลังการดูดไขมัน อาจเกิดอาการบวม ช้ำ เขียว ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่อาการจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยอาการจะดีขึ้นภายใน 3-4 สัปดาห์
  2. หลังการดูดไขมัน อาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่ดูดไขมันออกไปไม่เรียบ เหลือเป็นรอยลักษณะเป็นคลื่นอยู่ สาเหตุเกิดจากนำไขมันออกในชั้นผิวที่ไม่ลึกมากพอ หรือบางรายผิวอาจแข็ง เนื่องจากเนื้อเยื่อแข็งขึ้น แต่สามารถรักษาได้โดยการนวด 
  3. การติดเชื้อของแผลอาจเกิดขึ้นได้ ควรรักษาแผลให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ

การดูแลตนเอง ทั้งก่อนและหลังดูดไขมัน

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 และการดูแลหลังดูดไขมันปั้นซิกแพค ควรเตรียมตัวดังนี้คะ

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน

ก่อนดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 จากเมโกะ คลินิก ควรพบแพทย์เพื่อพูดคุยถึงความคาดหวัง และเป้าหมายของการทำ แจ้งข้อมูลของตนเองเกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา การใช้ยารักษาโรค อาหารเสริม หรือมีการใช้สมุนไพรชนิดใดหรือไม่ จากนั้นศัลยแพทย์ของจะแนะนำให้หยุดใช้ยาบางชนิด เช่น ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรือยาลดการอักเสบ ก่อนการเข้ารับการทำอย่างน้อย 2 สัปดาห์

การดูแลตนเองหลังดูดไขมันปั้นซิกแพค 

  1. การดูดไขมันปั้นซิกแพค แม้ไขมันที่ดูดออกไปแล้วจะมีผลถาวร แต่ก็สามารถมีไขมันเพิ่มมาได้ใหม่ นอกจากบดบังกล้ามเนื้อหน้าท้องยังส่งผลต่อการปั้นซิกแพค หากต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หลังการดูดไขมันปั้นซิกแพคแล้ว ต้องควบคุมการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมต่อไป 
  2. หลังจากขั้นตอนการดูดไขมัน  ศัลยแพทย์อาจให้สวมใส่ชุดบีบกระชับสัดส่วน เป็นเวลาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อช่วยในการควบคุมอาการบวมที่เกิดขึ้น 
  3. หลังดูดไขมัน อาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นในบางราย กรณีนื้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศัลยแพทย์
  4. ช่วงสัปดาห์ที่ 3-4 ขึ้นไป ควรใช้มือนวดบริเวณซิกแพคเป็นประจำเพื่อลดการเกิดก้อนแข็งที่หน้าท้อง
  5. พบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามผล

ปั้นซิกแพค กับหมอศัลยแพทย์ ที่เมโกะ ดีอย่างไร

  1. การปั้นซิกแพคสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง ที่ เมโกะ คลินิก  เป็นการดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 เป็นเทคโนโลยีที่นำสมัย ได้ผลลัพธ์ตอบโจทย์ตามที่ต้องการ เชื่อมั่นได้จากการรีวิวของลูกค้าที่มีทั้ง ดารา นักร้อง เน็ตไอดอล และบุคคลที่มีชื่อเสียง
  2. เมโกะ คลินิก จดทะเบียนถูกต้องตามมาตรฐานสถานพยาบาล และมีใบอนุญาตประกอบการจากกระทรวงสาธารณสุข ปลอดภัย ห้องพยาบาลและเครื่องมือที่ใช้ทันสมัยได้มาตรฐานระดับสากล
  3. เมโกะ คลินิก ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมได้รับการเทรนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำซิกแพคโดยตรงจากต่างประเทศทุกขั้นตอนการดูดไขมันปั้นซิกแพค ให้การดูแลโดยศัลยแพทย์ทีที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
  4. บริการศัลยกรรมเสริมความงามครบวงจร ทั้งศัลยกรรมใบหน้า เสริมหน้าอก ดูดไขมัน ปรับรูปร่างให้สวยสมส่วน ดูแลผิวพรรณให้ขาวใส ทำให้ไม่ต้องเสียเวลา เพราะ “สวยครบ จบในที่เดียว”
  5. นายแพทย์มนัส ฉายาวิจิตรศิลป์ ผู้ก่อตั้งคลินิก เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมและเปิดให้บริการตามมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า  40 ปี

สรุป

การมีรูปร่าง สวย สมส่วน มีซิกแพคหรือกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นลอนสวยงามได้รูปทรง ขั้นตอนสำคัญก็คือการกำจัดไขมันหน้าท้อง การดูดไขมันด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 เป็นการดูดไขมันด้วยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ ซึ่งสามารถดูดไขมันเฉพาะส่วนได้ดี โดยเฉพาะการดูดไขมันหน้าท้องเพื่อสร้างซิกแพค ช่วยให้มีลอนซิกแพคได้อย่างรวดเร็ว และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีควรออกกำลังกายร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้องหรือซิกแพคที่ได้มีความชัดเจนและคงทนถาวรมากยิ่งขึ้น

ทำความรู้จักกับการเสริมจมูกแบบ Open พร้อมข้อดีและเสีย

เสริมจมูกไร้ซิลิโคนเต็มรูปแบบ ด้วยเทคนิค Open

เมโกะ คลินิก เป็นคลินิคที่มีเคสยืดจมูกมากสุดอันดับ 1 ของเอเชีย จนได้การยอมรับและขนานนามว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแก้จมูกที่สั้นเนื้อน้อยให้สโลปพุ่งสวยได้ ด้วยเทคนิคยืดจมูกด้วยเนื้อก้นกบ

เสริมจมูกแบบเปิดหรือเสริมจมูกแบบ Open (Open Rhinoplasty) คือการผ่าตัดเปิดโครงสร้างจมูกทำให้เห็นโครงสร้างจมูกได้อย่างชัดเจนจึงสามารถปรับโครงสร้างภายในของจมูกได้ทั้งหมดเพื่อแก้ไขความผิดปกติต่าง ๆ ได้ทุกปัญหา เช่น สันจมูกคด, สันจมูกเป็น hump ขนาดใหญ่, จมูกงุ้ม, ปลายจมูกใหญ่, แก้ปลายจมูกบางจากการเสริมจมูกแบบปิด, ปลายจมูกสั้น หรือต้องการให้จมูกโด่งมากไม่สามารถใช้ซิลิโคนเพียงอย่างเดียวได้

เสริมจมูกแบบ Open ไม่ใช่ซิลิโคนเต็มรูปแบบ

 

เสริมจมูกแบบ Open เป็นการผ่าตัดเปิดโครงสร้างจมูก

การผ่าตัดเสริมจมูกแบบเปิด มักจะต้องใช้กระดูกอ่อนจากส่วนอื่นของร่างกายเพื่อนำมาเป็นโครงสร้างของจมูกที่จะเสริมใหม่ โดยกระดูกอ่อนที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ กระดูกอ่อนหลังหู (Ear cartilage), กระดูกอ่อนแกนจมูก (Septal cartilage), และกระดูกอ่อนซี่โครง (Costal cartilage) ที่จะช่วยยืดจมูกให้ปลายพุ่งสวยมากกว่าและป้องกันการทะลุ

เสริมจมูกแบบ Open เมโกะ คลินิก
กระดูกอ่อนที่นิยมนำมาใช้ร่วมกับการเสริมแบบ Open

กระดูกอ่อนแกนจมูกและกระดูกอ่อนหลังหู ข้อดีคือสามารถเอามาได้ง่ายหรือถ้าเคยใช้กระดูกอ่อนแกนจมูกและหลังหูไปแล้ว อาจพิจารณาใช้กระดูกอ่อนซี่โครงแทน ดังนั้นหากต้องการเข้ารับการผ่าตัดเสริมจมูก ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยละเอียด รับทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลการผ่าตัดตามที่คาดหวังไว้ และหลังจากเข้ารับการผ่าตัดก็ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อผลการผ่าตัดที่ดีที่สุด

วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูกแบบ Open Reconstruction

การผ่าตัดเสริมจมูก เป็นศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยมและมีหลายเทคนิควิธี การเสริมจมูกแบบ Open Reconstruction คือเทรนด์การเสริมจมูกแบบเกาหลี หรือผ่าตัดเสริมจมูกแบบเปิด เทคนิคนี้เป็นวิธีที่แพทย์สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างตรงจุด เพราะเป็นการเปิดแผลบริเวณใต้ฐานจมูกและกรีดผ่าเป็นแนวดิ่ง เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในจมูกได้ทั้งหมด ทั้งกระดูกจมูก ผนังกั้นโพรงจมูก กระดูกอ่อนจมูก และปลายจมูก การเสริมจมูกแบบ Open Reconstruction จะไม่มีการใช้ซิลิโคนเลย วัสดุที่ใช้ได้แก่

  1. กระดูกอ่อนซี่โครงของตัวเอง วัสดุชนิดนี้เหมาะกับคนที่เคยทำจมูกและมีการแก้จมูกมาหลายครั้ง จมูกเนื้อน้อย หรือคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างจมูก
  2. กระดูกอ่อนผนังกั้นจมูก เป็นกระดูกอ่อนจากร่างกายตนเองที่สามารถยืดปลายจมูกให้พุ่งออกมาแทนการใช้ซิลิโคนได้
  3. กระดูกอ่อนหลังหู สามารถแต่งปลายจมูกให้สวยงามได้ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาปลายจมูกเนื้อน้อย และยังป้องกันการทะลุได้ เนื่องจากร่างกายจะไม่ต่อต้านเพราะเป็นเนื้อเยื่อในร่างกายของตนเองไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม
  4. เนื้อเยื่อไขมัน เป็นเนื้อเยื่อไขมันจากหลังหูที่มีความนิ่ม ยืดหยุ่น สามารถช่วยเพิ่มมิติ ทำให้ปลายจมูกดูหวานละมุน เนียนเป็นธรรมชาติ
  5. เนื้อเยื่อเทียม เป็นวัสดุที่ผลิตจากคอลลาเจน และมีความใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อของมนุษย์เรามากที่สุด อีกทั้งมี อย. ไทย รับรองมาตรฐาน ทำให้เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยม
  6. กอร์เท็กซ์ เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ไม่อันตราย การเสริมจมูกจะให้ความสวยงามเป็นสไตล์ธรรมชาติ

ขั้นตอนการเสริมจมูกแบบโอเพ่น

การเสริมจมูกแบบโอเพ่นหรือการผ่าตัดเสริมจมูกแบบเปิด  เป็นการเสริมจมูกแบบปรับโครงสร้างหรือใช้สำหรับแก้ไขโครงสร้างจมูกโดยตรง เพราะวิธีผ่าตัดช่วยให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างภายในจมูกได้ทั้งหมด สามารถทำได้หลายเทคนิควิธี นอกจากการใช้กระดูกอ่อนจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น กระดูกอ่อนหลังหู กระดูกอ่อนแกนจมูก และกระดูกอ่อนซี่โครงของตนเองเพื่อนำมาเป็นโครงสร้างของจมูกที่จะเสริมใหม่ ยังมีเทคนิคเฉพาะของเมโกะคลินิก คือการใช้ซิลิโคนร่วมกับการใช้กระดูกอ่อนเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด สำหรับขั้นตอนการเสริมจมูกแบบโอเพ่น มีดังนี้

  1. การเสริมจมูกแบบโอเพ่น แพทย์จะใช้การดมยาสลบ ในระหว่างการผ่าตัดคนไข้จึงไม่รู้สึกเจ็บ
  2. ศัลยแพทย์ทำการเปิดแผลตรงกลางจมูกเพื่อเข้าไปแก้ไขโครงสร้างโดยตรง
  3. จากนั้น ทำการเลาะไขมันบริเวณปลายจมูกออก เพื่อปรับให้จมูกเรียวเล็กลง 
  4. กรณีปรับแก้การเสริมจมูกที่เคยทำมาก่อน แพทย์จะต้องเลาะสารเหลว สารตกค้าง หรือซิลิโคนเหลวออกด้วย
  5. แก้ไขปัญหาให้ตอบโจทย์ผู้รับบริการ เช่น ตัดฮัมพ์ ตัดฐานกระดูก ตอกบานจมูก ปรับสันจมูกให้เข้าที่มากขึ้น หรือแก้ไขสันจมูกนูนผิดรูป ให้สโลปสวย
  6. ปรับโครงสร้างด้วยการยืดผนังกั้นจมูก เสริมปลายจมูกด้วยกระดูกอ่อน เช่น กดระดูกอ่อนหลังหู แกนจมูก หรือกระดูกอ่อนซี่โครง ตามความเหมาะสมหรือขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
  7. ตัดแต่งลดขนาดกระดูกอ่อน ให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ 
  8. หลังจากแก้ไขจมูกเสร็จเรียบร้อย ศัลยแพทย์จะเย็บปิดแผล และดามจมูกด้วยเฝือก  
  9. นอนพักฟื้นให้หายจากอาการมึนหลังวางสลบ โดยนอนดูอาการที่โรงพยาบาลหรือคลินิก
  10. กรณีที่มีญาติมาด้วย หลังนอนพักฟื้นแล้ว อาจเดินทางกลับบ้านได้ และมาพบแพทย์ตามนัด เพื่อตัดไหมหลังผ่าตัดเสริมจมูกแบบโอเพ่นแล้วประมาณ 7 วัน

เสริมจมูก Open เทคนิค Hybrid Nose เทคนิคเฉพาะที่เมโกะ

เทคนิค Hybrid Nose เทคนิคเฉพาะของเมโกะคลินิกคือการใช้ซิลิโคนร่วมกับการใช้กระดูกอ่อนเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด

เสริมจมูกเทคนิค Hybrid nose ยืดผนังกั้นจมูก ปลายพุ่งไร้ซิลิโคน-1
เสริมจมูกเทคนิค Hybrid nose ยืดผนังกั้นจมูก ปลายพุ่งไร้ซิลิโคน-2

จุดเด่น

  1. แก้ไขปัญหารูปร่างจมูกได้ครบทุกรูปแบบ
  2. ไม่เกิดการทะลุ ลดโอกาสปัญหาเบี้ยวเอียงของซิลิโคน
  3. สัมผัสเนียนไม่มีรอยต่อของซิลิโคน
  4. ลดขนาดฐานจมูกให้แคบลง
  5. สันเรียวสวยดูธรรมชาติ
  6. ยืดผนังกั้นจมูกให้ยาวขึ้น ทำให้เพิ่มปลายพุ่งได้มากกว่าเดิม
  7. มองไม่เห็นแผล

ข้อจำกัด

  1. ใช้เวลาในการผ่าตัด
  2. ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของแพทย์มากกว่า
  3. ระยะเวลาพักฟื้นนานกว่า
  4. ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

 

ผนังกั้นจมูกฮัมพ์ ฐานกระดูกจมูก อยู๋ตรงไหน
เสริมจมูกแบบ Open เมโกะ คลินิก
ตารางเปรียบเทียบ ระหว่างการเสริมจมูกแบบ Close กับ Open เทคนิค Hybrid Nose
เสริมจมูกแบบ open เหมา่ะกับปัญหาจมูกแบบไหน

รีวิวเสริมจมูก Open เทคนิค Hybrid Nose

รีวิวปรับจมูกแข็งทื่อ ด้วยเทคนิค Open
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
แก้จมูกปลายตกด้วยเทคนิค open
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
แก้จมูกมีฮัมพ์ด้วยเทคนิค open
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
แก้จมูกเอียงคดด้วยเทคนิค open
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
แก้จมูกงุ้มด้วยเทคนิค open
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
แก้จมูกมีฮัมพ์ด้วยเทคนิค open
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
แก้จมูกปลายงุ้มด้วยเทคนิค open
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
แก้จมูกใหญ่ด้วยเทคนิค open
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-1
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-2
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-3
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-4
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-5
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-6
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-7
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-8
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
เสริมจมูกแบบ Open เมโกะ คลินิก
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
เสริมจมูกแบบ Open เมโกะ คลินิก
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
เสริมจมูกแบบ Open เมโกะ คลินิก
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-8
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-9
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-10
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-11
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-12
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
เสริมจมูกแบบ Open เมโกะ คลินิก
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-13
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
รีวิวแก้จมูกด้วยเทคนิค open-14
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล
https://www.youtube.com/watch?v=s5AbDjputa4&t=8s
ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้วแต่บุคคล

 

สวัสดีค่ะสาวๆ ใครที่เคยผ่าตัดหน้าอกมาแล้วแต่ยังคิดว่าไม่เป็นที่พอใจ อยากแก้หน้าอกใหม่ให้ถูกใจมากกว่าเดิม วันนี้เมโกะคลินิกของเรามีตัวช่วยดีๆมาแนะนำสาวๆกันอีกเช่นเคยนะคะ ทุกเรื่องเกี่ยวกับความสวยงามไม่ใช่ปัญหา แค่มาปรึกษาที่เมโกะคลินิก เรายินดีช่วยเหลือคุณเต็มที่เช่นเคยค่ะ

เหตุผลที่เราควรตัดสินใจแก้หน้าอกเลาะพังผืด

ก่อนอื่นสาวๆต้องทำความเข้าใจก่อนนะคะ ว่าการผ่าตัดเสริมหน้าอกที่สวยงามและมีประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับความสมดุลของขนาด รูปทรง ตำแหน่งของหัวนม และความสมส่วนของสรีระร่างกายของเราแต่ละคนด้วยนะคะ

การแก้หน้าอกเลาะพังผืด-3

และสิ่งที่เป็นปัญหาที่ทำให้เราต้องตัดสินใจแก้หน้าอกกันก็มีหลายกรณีดังนี้เลยค่ะ

  1. ปัญหาเกิดพังผืดที่ห่อหุ้มถุงเต้านมเทียมรัดตัว (Capsular Contracture) เป็นปฏิกริยาปกติของร่างกายที่สร้างเนื้อเยื้อมาห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายจนกลายเป็นพังผืดค่ะ และเนื้อเยื่อพังผืดที่ว่านี้ก็จะมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น ทั้งมีความหนา เหนียว แข็งขึ้น แล้วขั้นต่อมาคือจะมีการรัดถุงเต้านมเทียมจนทำให้ถุงเต้านมเทียมไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ทำให้ผิดรูป แข็ง และเจ็บนั่นเองค่ะ
  2. ต้องการเปลี่ยนขนาดเต้านมให้ใหญ่ขึ้น หรือเล็กลงกว่าที่เคยเสริมมาครั้งแรก ในกรณีนี้ศัลยแพทย์อาจพิจารณาแก้ไขเสริมเต้านมร่วมกับการยกกระชับหน้าอกนะคะ เพราะจะต้องคำนึงถึงผิวหนังที่เหลือของเราด้วย และการเปลี่ยนขนาดเต้านมก็อาจจะทำให้เต้านมห้อยตกลงมากว่าปกติอีกด้วยค่ะ
  3. ปัญหาเนื้อนมเป็นริ้วๆ (Rippling) กรณีนี้เกิดได้จากคนที่มีผิวหนังและกล้ามเนื้อบาง ซึ่งหลังการผ่าตัดเสริมหน้าอกจะพบปัญหานี้ได้บ่อยกว่าคนทั่วไปค่ะ
  4. ปัญหาถุงเต้านมเทียมแตกหรือรั่ว (Leakage and Ruptured) จะทำให้เต้านมข้างที่มีการรั่วซึมแฟบลง ขนาดของเต้านมสองข้างจึงไม่เท่ากันค่ะ แต่วิธีนี้ต้องได้รับการตรวจสอบที่ได้มาตรฐานจากเครื่องอัลตราซาวน์ เครื่องตรวจเต้านม (Mammogram ) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ร่วมด้วยเพื่อยืนยันว่ามีการแตกหรือรั่วแน่นอนนะคะ ซึ่งหากพบว่าเกิดปัญหาจริงต้องรีบผ่าตัดเปลี่ยนถุงเต้านมเทียมทันทีค่ะ
  5. ปัญหานมลอย/ นมสูง (Upward position Implant) เกิดจากการเสริมเต้านมแล้ว ถุงเต้านมเทียมของเราเกิดการลอยสูงกว่าตำแหน่งเต้านมปกตินะคะ ซึ่งพอสังเกตจากภายนอกก็จะทำให้หน้าอกของเราดูไม่เป็นธรรมชาตินั่นเองค่ะ
  6. ปัญหานมห่าง (Cleavage Breast) กรณีนี้เราจะสังเกตเห็นจากภายนอกได้เลยว่าเต้านมทั้งสองข้างของเราอยู่ห่างกันมากเกินไป ทำให้ไม่เป็นธรรมชาติและไม่สวยงามนั่นเองค่ะ
  7. ปัญหานมแฝด ( Symmastia Uniboob) กรณีนี้เต้านมจะมีลัษณะชิดกันมากเกินไป จนทำให้มองดูแล้วแทบจะไม่มีร่องอกเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติคือตำแหน่งของหัวนมจะชี้ออกด้านข้าง ทำให้มองดูไม่เป็นธรรมชาตินั่นเองค่ะ
  8. ถอดซิลิโคนเต้านมออกเนื่องจากกังวลการเป็นมะเร็งชนิด BIA-ALCL (Breast implant Associated – Anaplastic Large Cell Lymphoma) ซึ่งมะเร็งชนิดนี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้เอง แต่ไม่ใช่ชนิดเดียวกับมะเร็งเต้านมนะคะ

โดยทั่วไปที่พบคนไข้จะมีอาการหน้าอกใหญ่ขึ้น รู้สึกว่าหน้าอกไม่เท่ากัน กดเจ็บ มีก้อนที่ต่อมน้ำเหลืองหรือใต้รักแร้ ผิวหนังแดงขึ้น มีเต้านมแข็ง ซึ่งเกิดได้หลังจากเสริมเต้านมไปแล้วประมาณ 1ปี บางคนพบได้หลังจาก 8-10ปีก็มีค่ะ ถ้าหากมีอาการดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งควรรีบพบแพทย์ทันทีนะคะ

และในวันนี้ทางเมโกะคลินิกของเราจะขอเน้นไปที่เรื่องของการเกิดพังผืดที่ห่อหุ้มถุงซิลิโคนรัดตัว (Capsular Contracture) นะคะ เพราะเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่สาวๆมักจะเกิดปัญหากันได้ค่อนข้างบ่อยหลังจากผ่าตัดเสริมหน้าอกค่ะ

การแก้หน้าอกเลาะพังผืด-2

การแก้หน้าอกเลาะพังผืดหลังการเสริมหน้าอก

บอกได้เลยว่าสาเหตุที่พบได้บ่อยครั้งที่สุดของการผ่าตัดแก้ไขหลังเสริมหน้าอกก็คือกรณีเนื้อเยื่อพังผืดหดรั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อซิลิโคนซึ่งร่างกายของเรามองว่าเป็นวัสดุแปลกปลอม เลยส่งผลให้เนื้อเยื่อโดยรอบถุงเต้านมเกิดการหนาตัวขึ้นจนกลายเป็นพังผืดนั่นเองค่ะและสาเหตุที่พบได้บ่อยของการเกิดเนื้อเยื่อพังผืดก็เกี่ยวข้องกับเทคนิคของศัลยแพทย์โดยตรงนะคะ

เรียกได้ว่าหากใครได้รับการแก้หน้าอกเลาะพังผืดกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องนี้ค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆอีกคือคุณภาพของซิลิโคน รวมถึงปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคนที่มีต่อซิลิโคนนั่นเองค่ะ โดยแนวทางการแก้หน้าอกเลาะพังผืดก็สามารถทำได้ 2 วิธีการ ดังนี้ค่ะ

  1. สำหรับผู้ป่วยที่มีเนื้อเยื่อพังผืดระดับ 1-2 ซึ่งเต้านมยังคงอ่อนนุ่ม มีรูปร่างและขนาดปกติเป็นธรรมชาติ ไปจนถึงเต้านมแข็งขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่มีรูปร่างผิดปกติ ศัลยแพทย์จะทำการขยายเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มอยู่ค่ะ
  2. สำหรับผู้ป่วยที่มีเนื้อเยื่อพังผืดระดับ 3-4 ซึ่งเต้านมแข็งมากขึ้น ไปจนถึงเต้านมแข็ง กดแล้วเจ็บ ร่วมกับมีรูปร่างผิดปกติร่วมด้วย กรณีนี้ศัลยแพทย์จะทำการเลาะเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มซิลิโคนออกค่ะ
การแก้หน้าอกเลาะพังผืด-4

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนไหนในการผ่าตัดเสริมหน้าอกหรือแม้แต่การแก้หน้าอก สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามเลยนั่นก็คือการเลือกเสริมหน้าอกกับแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมตกแต่งที่มีเทคนิคที่ดี และมีประสบการณ์ยาวนาน

และเลือกคลินิกศัลยกรรมความงามที่สะอาด ปลอดภัย มีรีวิวที่น่าเชื่อถือได้นั่นเองค่ะ และที่เมโกะคลินิกของเราก็ตอบโจทย์ข้อนี้ได้มากที่สุด เพราะมีคุณหมออนนท์ ชยสดมภ์ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทางที่มีชื่อเสียงในวงการศัลยกรรมหน้าอกและยังมีประสบการณ์มากกว่า 40 ปีซึ่งทำการผ่าตัดร่วมกับวิสัญญีแพทย์ทุกเคสและยังมีห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐานในระดับสากลอีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่นี่ครบจบทุกปัญหาหน้าอกกันเลยทีเดียวค่ะ

ในยุคที่เทคโนโลยีความสวยความงามมีความล้ำสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ และยังมีความปลอดภัยอีกด้วย สาวๆที่มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเสริมหน้าอกให้ดูสวย Sexy เข้ารูปเป็นธรรมชาติ จึงมีทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากเทคนิคการเสริมหน้าอกก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย และเราก็สามารถที่จะเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับตัวเองได้อีกด้วย ขอบอกเลยว่าการเสริมหน้าอกนอกจากจะเป็นการเพิ่มไซซ์หน้าอกให้ได้อย่างที่พอใจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มบุคลิกภาพความมั่นใจในการใช้ชีวิตทำให้มีเสน่ห์ชวนมอง สวยงามเหมาะสมกับรูปร่างของแต่ละคนอีกด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหาใหญ่จากการเสริมหน้าอกที่สาวๆหลายคนกำลังกังวลใจไม่น้อยคือ รอยแผลผ่าตัดขนาดใหญ่หลังการศัลยกรรมผ่าตัดหน้าอก ที่จะคอยกวนใจไปตลอดในอนาคต ทางคลินิกของเราจึงขอนำเสนออีกหนึ่งเทคนิคดีๆ ที่คิดว่าเหมาะสมและตอบโจทย์ของสาวๆในเรื่องนี้นั่นก็คือการ “ การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวย ” นั่นเองค่ะ

การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยคืออะไร
การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยคืออะไร

การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยคืออะไร และดีอย่างไร

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับกรวยใส่ซิลิโคน หรือ Keller Funnel กันก่อนนะคะ
เจ้ากรวยใส่ซิลิโคนก็คือเครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่ได้รับการ Approve FDA นั่นเองค่ะ ซึ่งกรวยนี้ก็จะมีลักษณะเป็นถุงกรวยที่ผิวภายในเรียบและลื่น มีปลายเปิด ประโยชน์ของมันก็คือทำให้คุณหมอสามารถใส่ซิลิโคนดันเข้าไปในแผลผ่าตัดได้สะดวกนั่นเองค่ะ และด้วยความพิเศษที่ว่านี้จึงทำให้ช่วยลดอาการบาดเจ็บบริเวณเนื้อเยื่อหน้าอกได้ดีมากๆ และยังทำให้ตัวซิลิโคนเองไม่ต้องสัมผัสกับมือของคุณหมอเวลาที่ผ่าตัดเหมือนแบบเดิม จึงช่วยลดโอกาสการติดเชื้อระหว่างการผ่าตัดได้ดีกว่านั่นเองค่ะ

การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยคืออะไร-2
การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยคืออะไร-2

ขอบอกเลยว่าการเสริมหน้าอกเทคนิคกรวย เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ตอบโจทย์ และมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดเหมาะสำหรับการเสริมหน้าอกในทุกรูปค่ะ ไม่ว่าจะเป็นซิลิโคนยี่ห้อไหน ขนาดเท่าไหร่ก็สามารถทำได้ เนื่องจากการเสริมหน้าอกเทคนิคนี้จะช่วยลดการสัมผัสระหว่างซิลิโคน และเนื้อเยื่อผิวหนังส่วนอื่นบนร่างกาย และยังช่วยลดการลื่นไหลของซิลิโคนในขณะที่กำลังทำการเสริมหน้าอกได้อีกด้วยนะคะ ข้อดีอีกอย่างของการเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยก็คือ ตัวซิลิโคนจะไม่เสียและไม่แตกเลยค่ะ

เพราะการใส่ซิลิโคนด้วยกรวยจะเป็นการใส่ด้วยความดันมือคงที่โดยแพทย์ผู้มีความชำนาญ ทำให้ซิลิโคนคงรูปสวย ไม่ยับ ไม่เสียรูป และยังช่วยลดระยะเวลาในการผ่าตัด เพราะคุณหมอสามารถใส่ซิลิโคนได้เร็วขึ้น โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาการจับปรับให้เข้าทรงนั่นเองค่ะ

Not found id
ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม
การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยคืออะไร-4
การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยคืออะไร-4

นอกจากนี้การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวย ยังตอบโจทย์สาวๆหลายๆท่านในเรื่องของการมีแผลผ่าตัดเล็กกว่าแบบเดิม คุณหมอสามารถผ่าตัดให้เป็นแผลขนาดเล็กได้เพราะใส่ซิลิโคนได้ง่ายขึ้น

ทำให้ลดการเกิดรอยแผลเป็นได้ และยังเป็นการช่วยลดความเจ็บบริเวณแผลผ่าตัดอีกด้วยนะคะ ที่สำคัญหลังผ่าตัดคนไข้จะสามารถฟื้นตัวเร็ว เพราะเนื้อเยื่อได้รับการบาดเจ็บน้อย แผลหายได้เร็วขึ้น ทำให้สาวๆกลับไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆที่ชื่นชอบได้เร็วขึ้นอีกด้วยค่ะ

การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยคืออะไร-3

จุดเด่นของการเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยที่ เมโกะ คลินิก

ขอรับรองเลยค่ะว่าที่นี่เราใส่ใจในความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นที่หนึ่ง เรามีห้องพยาบาลและเครื่องมือที่ใช้ทันสมัยได้มาตรฐานระดับสากล ให้การดูแลระหว่างผ่าตัดโดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมผู้มีประสบการณ์มากกว่า 40 ปี ซึ่งทำการผ่าตัดร่วมกับวิสัญญีแพทย์ทุกเคส ใช้ซิลิโคนของแท้ มีใบรับประกัน แผลเล็กสวย ช้ำน้อยและหายไวด้วยนะคะ

เสริมหน้าอกเทคนิคกรวย

การเสริมหน้าอกเทคนิคกรวยที่ เมโกะ คลินิก

เราเลือกใช้ซิลิโคน Motiva ซึ่งเป็นซิลิโคนระดับพรีเมี่ยมที่ได้รับความนิยมในวงการศัลยกรรมเสริมหน้าอกที่เกาหลีค่ะ ซิลิโคนยี่ห้อนี้มีข้อดีก็คือ ตัวซิลิโคนทำจากวัสดุซิลิโคนชนิดเจล ซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดทางกรรมวิธี Ergonomic (สรีระศาสตร์) ที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถลดขนาดรอยกรีดยาวของแผลผ่าตัดได้ แถมรูปของซิลิโคนยังมีรูปทรงที่มีความถ่วงสมดุลเข้ากับสรีระ ทำให้การเคลื่อนไหวของหน้าอกและรูปร่างมีความเป็นธรรมชาติมากๆ รวมถึงให้ความรู้สึกจากการสัมผัสที่เสมือนหน้าอกจริงมากๆเลยค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นการช่วยสร้างความมั่นใจให้สาวๆที่ได้รับการศัลยกรรมเสริมหน้าอกมากขึ้นไปอีกขั้นเลยนะคะ

ยอมรับเลยว่า “ซิลิโคน Motiva ที่นิยมใช้สำหรับการศัลยกรรมหน้าอกได้รับความนิยมและยอดฮิตที่สุดในประเทศไทย” ถึงแม้ว่าจะเพิ่งนำเข้ามาได้ไม่นาน โมติว่าก็ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ถูกใจผู้ใช้งาน หลาย ๆ คน รวมถึงศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัดด้วยซิลิโคนหน้าอก Motiva (โมติว่า) ได้พัฒนาอัปเกรดซิลิโคนตัวใหม่ล่าสุด เป็นรุ่น Motiva Joy หรือ Motiva Ergonomix2 ซึ่ง เมโกะ คลินิก เป็น 1 ใน 17 แห่งที่ถูกอนุมัติให้ใช้ซิลิโคนโมติว่า เรามาดูกันว่าซิลิโคนโมติว่าดียังไง แล้วMotiva Joy มีความแตกต่างจากรุ่นเดิม Motiva Ergonomix อย่างไร วันนี้มีคำตอบ

Motiva Joy หรือ Motiva Ergonomix2 ดียังไง?

เทคโนโลยีใน Motiva Ergonomix2 จะมีการเพิ่มความปลอดภัยมากกว่าเดิม เพิ่มความทนทาน ความแข็งแรงของตัวซิลิโคน และเมื่อสัมผัสซิลิโคน Motiva Joy หลังเสริมหน้าอก จะได้รับรู้ถึงการสัมผัสที่แตกต่างจากเดิม หรือซิลิโคนรุ่นอื่น ๆ ทั้งความ ความนิ่มขึ้น ความยืดหยุ่นขึ้น ซิลิโคนโมติว่ายังสามารถปรับทรงตามสรีระ ตามการเคลื่อนไหว ที่คล้ายคลึงกับหน้าอกจริงมากที่สุด

คลิกรับสิทธิ์โปรโมชั่นสุดพิเศษ

Call Us @mekoclinic Facebook Messenger

Motiva Joy หรือ Motiva Ergonomix2 มีนวัตกรรมใหม่เพิ่มความนิ่มของเปลือกซิลิโคนมากขึ้น ยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อได้สัมผัสเนื้อซิลิโคนมีความใกล้เคียงกับเนื้อหน้าอกจริงมากที่สุด รูปทรงหน้าอกมีความคล้อยเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะนอน จะเดินหรือออกกำลังกาย รูปทรงซิลิโคนมีการเคลื่อนไหวตามสรีระร่างกายของคนไข้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการผิดรูป มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัย และ 6 ความพิเศษใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นมาจากโมติว่ารุ่นเดิม

1. Super Silicone
ซิลิโคน Motiva Joy เป็นซิลิโคนยี่ห้อเดียวที่มีการใส่เนื้อเจลในซิลิโคนเต็ม 100% มีการเพิ่มวอลลุ่มของความนิ่มขึ้น 45 %เมื่อสัมผัสซิลิโคนเพิ่มจะให้ความรู้สึกนุ่มเสมือนจริงมากขึ้น มีการเพิ่มความคงทนของผิวเปลือกซิลิโคนให้มีความหนาถึง 6 ชั้น และ พัฒนาความแข็งแรง เพื่อลดโอกาสการฉีกขาดของผิวเปลือกซิลิโคน

2. Bluseal+®
Motiva เป็นแบรนด์เดียวที่ใช้เทคโนโลยี Bluseal+ ในการป้องกันการรั่วซึมของเนื้อเจล ไม่ให้ออกมาสู่ภายนอกบนชั้นเปลือกผิวซิลิโคน ถ้าเทียบกับซิลิโคนยี่ห้ออื่น หรือซิลิโคนเก่า ๆ จะไม่ได้มีนวัตกรรมสารสีฟ้า หรือที่เรียกว่า Bluseal+ ซึ่งมีโอกาสที่เนื้อเจล ด้านในซึมออกมาสู่ชั้นเปลือกได้ ถ้าหากว่าคนไข้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ คือมีการซึมของเนื้อเจลออกมา อาจจะทำให้คนไข้มีการระคายเคืองที่ต้องกลับมาเพื่อเปลี่ยนซิลิโคนได้

3. TrueMonobloc+®
เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้ความร้อนในการเชื่อมเปลือก Shell กับแผ่นปิด Path ทำให้เปลือกและแผ่นปิดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จึงไม่ก่อให้เกิดแรงเสียดทานระหว่างกัน มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น 32% ง่ายต่อการเสริมซิลิโคนเข้าไป แผลจึงมีขนาดเล็กลง เมื่อเรามีการเคลื่อนไหวหรือขยับสรีระร่างกาย ซิลิโคนสามารถปรับรูปทรงท่าทางได้อย่างนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ

4. Progressive Gel ULTIMA
ซิลิโคนหน้าอก Motiva รุ่น Ergonomix2  มีการพัฒนาในเรื่องความยืดหยุ่นเนื้อเจลมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นถึง 23% มีความใกล้เคียงเต้านมผู้หญิงมากที่สุด ทำให้เต้านมเทียมที่ใส่เข้าไปในตัวคนไข้ ลดโอกาสการเกิดซิลิโคนผิดรูป ลดการเสียดสีขณะอยู่ในเต้านม ลดแรงเสียดทานขณะการเคลื่อนไหว โดยไม่เกิดการผิดรูป

5. SmoothSilk®/SilkSurface ®
ผิวของซิลิโคนโมติว่า ทุกรุ่นทุกแบบเป็นผิวเรียบแบบนาโน ถูกออกแบบมาด้วยนวัตกรรมการควบคุมพื้นผิว 360 องศา จึงทำให้ขนาดของพื้นผิวมีขนาดเท่า ๆ กัน ทั้งเต้านมเทียม ช่วยลดโอกาสการเกิดพังผืด อาการนมแข็ง และยังไม่มีรายงานการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเสริมหน้าอกด้วยเต้านมเทียม ALCL

6. Q inside
ในซิลิโคนรุ่น Motiva Ergonomix2 จะมีการฝังชิพเก็บข้อมูล ขนาด 12MM ในซิลิโคน ข้อดีคือหลังเสริมไปหากคนไข้ลืม สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ เกี่ยวกับรุ่น ขนาด ของซิลิโคนที่ทำการเสริมเข้าไป และสามารถยืนยันว่าเป็นซิลิโคนโมติว่าแท้ 

คลิกรับสิทธิ์โปรโมชั่นสุดพิเศษ

Call Us @mekoclinic Facebook Messenger

สรุปข้อดีว่าทำไม สาวๆ จะต้องเสริมหน้าอกโมติว่า

1. ผิวเรียบไม่เป็นคลื่น
ซิลิโคน Motiva (โมติว่า) มีขนาดความพุ่งถึง 4 ระดับ คือ MINI / DEMI / FULL / CORSE มีหลากหลายไซซ์ให้ได้เลือกเสริมตามความต้องการของคนไข้ พร้อมอัดเจลแน่นเต็ม 100% พิเศษกว่าซิลิโคนยี่ห้ออื่นๆ จากผลการวิจัยของ Doran Park Hospital, London, UK ไม่พบเคสที่ผิวเป็นคลื่นหลังผ่าตัดเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนMotiva (โมติว่า)

2. ให้ความสัมผัสนิ่มกว่าเดิม และมีความยืดหยุ่นสูง
ถ้าพูดถึงการเสริมหน้าที่นิ่มที่สุด นาทีนี้ต้องยกให้ซิลิโคน Motiva (โมติว่า) เพราะซิลิโคนถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นมาก “แผลผ่าตัดจึงมีขนาดเล็กลง” กว่าการเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนยี่ห้ออื่น ทำให้คนไข้ฟื้นตัวไว และลดการเกิดพังผืดที่มาเกาะบนผิวเปลือกซิลิโคนโมติว่า เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกนิ่ม เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของหน้าอกมากกว่าซิลิโคนตัวอื่น

3.ปรับรูปทรงได้ตามการเคลื่อนไหว
Motiva Joy หรือ Motiva Ergonomix2 เป็นซิลิโคนยี่ห้อเดียวที่ได้เข้ามาแก้ปัญหาหน้าอกไม่เป็นทรงในอิริยาบถต่างๆ ไม่ว่าจะท่า นั่ง เดิน ยืน ทรงหน้าอกก็จะคล้ายหยดน้ำ หรือเวลานอน ทรงหน้าอกก็จะแบนกลม คนไข้มั่นใจได้เลยว่าหลังเสริมหน้าอกไปแล้วรูปทรงจะเคลื่อนไหวตามร่างกายทำให้หน้าอกดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

4. ปลอดภัยจากการแตกรั่ว การอักเสบ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ALCL
ซิลิโคนโมติว่ามีเปลือกผิวแบบนาโน ซึ่งเป็นผิวกึ่งเรียบกึ่งทรายเมื่อส่องโดยกล้องจุลทรรศน์ เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (TrueMonoBloc+ และ BluSeal+) ทำให้ลดโอกาสแตกรั่วได้มากกว่า 30 เท่า เมื่อเทียบกับซิลิโคนยี่ห้ออื่น ซิลิโคนผิวนาโนจึงดีกว่าซิลิโคนผิวเรียบและผิวทรายแบบเดิม เพราะเซลล์ในร่างกายไม่เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ไม่เกิดภาวะบวมอักเสบ หลังเสริมหน้าอก และยังไม่มีรายงานการเกิดเต้านมบวม น้ำเหลืองคั่ง หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ALCL ตั้งแต่ผลิตใช้ซิลิโคนในปี 2010

5. ผ่านการรับรอง อย. FDA
ซิลิโคน Motiva (โมติว่า) ผลิตโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านการรับรองจาก อย. กว่า 80 ประเทศทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมใช้อย่างแพร่หลายในยุโรป, เอเชีย (รวม เกาหลี จีน),อเมริกาใต้, ออสเตเรีย และกำลังเก็บข้อมูลขั้นตอนสุดท้ายในการขอรับรองจากUS-FDA สหรัฐอเมริกา

6. รับประกันการแตกรั่วและรับประกันการเกิดพังผืด
Motiva (โมติว่า) ยังเป็นซิลิโคนยี่ห้อเดียวที่มีการรับประกันการแตกรั่วตลอดอายุการใช้งาน หากเกิดการแตกรั่วบริษัทจะยินดีที่จะเปลี่ยนซิลิโคนให้ใหม่ พร้อมกับการรับประกันการเกิดพังผืดนาน 10 ปี

7. ชิปเก็บข้อมูล On Line ไม่สูญหาย สามารถตรวจสอบได้
Motiva Joy หรือ Motiva Ergonomix2 มีชิป Qid เป็นเทคโนโลยี RFID ที่ผ่านการรับรองจาก US FDA ว่าสามารถใช้ใส่ในร่างกายได้เช่นเดียวกับเครื่องมือแพทย์อื่น ๆ คนไข้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา วันที่ผลิต สถานพยาบาล ข้อมูลการผ่าตัดและข้อมูลการรับประกันได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา

เสริมหน้าอกโมติว่า (Motiva Joy หรือ Motiva Ergonomix2) ที่ไหนดี ?
เมโกะ คลินิก มีเทคโนโลยีการเสริมหน้าอกแบบกรวยที่ไร้การสัมผัส แผลเล็กเพียง 2 – 2.5 ซม. เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อลดการสัมผัส ลดการติดเชื้อ หรือการปนเปื้อนกับในขณะทำการเสริมให้คนไข้ ทำให้ประสิทธิภาพการเสริมหน้าอกดีขึ้น สามารถลดขนาดแผลผ่าตัดให้เล็กลงกว่าปกติได้

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสรีระของร่างกายและขนาดซิลิโคนที่เลือกเสริม ไม่สามารถรับรองผลได้

ข้อดีของการเสริมหน้าอกเทคนิคกรวย
✅ช่วยลดการสัมผัสระหว่างซิลิโคน และเนื้อเยื่อผิวหนัง
✅ช่วยลดการติดเชื้อ ปนเปื้อน
✅ลดการอักเสบ บวมช้ำ
✅ช่วยลดการลื่นไหลของซิลิโคนในขณะเสริมหน้าอก
✅แผลเล็กได้ เพราะใส่ซิลิโคนง่าย เจ็บน้อยกว่า ฟื้นตัวได้เร็ว
✅ลดการเกิดคีลอยด์ ได้หน้าอกสวยเป็นธรรมชาติ
ทำไมต้องเสริมหน้าอกที่เมโกะ คลินิก
เมโกะ คลินิก มีบริการเสริมหน้าอกแบบครบครัน มีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางคอยให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา ผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์เท่านั้น เราเน้นความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลัก ห้องผ่าตัดเทียบเท่ามาตรฐานโรงพยาบาล ดูแลเคสแบบVIP 1 :1 มีบริการ After Care คอยดูแลคุณหลังเสริมหน้าอก
ที่สำคัญเราเน้นผลลัพธ์หลังผ่าตัดให้ออกมาสวยเป็นธรรมชาติ เสมือนหน้าอกจริง เจ็บน้อย แผลสวย ลดปัญหาคีลอยด์

คลิกรับสิทธิ์โปรโมชั่นสุดพิเศษ

Call Us @mekoclinic Facebook Messenger
Unpublished form

การมีดวงตาที่กลมโตสวยสดใส ช่วยเสริมความโดดเด่นของใบหน้าให้มีเสน่ห์ชวนมองยิ่งขึ้น แต่ความหย่อนคล้อยของผิวหนังบริเวณใบหน้าที่เกิดขึ้นตามวัยก็เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก อีกทั้งปัญหาถุงใต้ตาและผิวหนังที่หย่อนคล้อยยังทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย การแก้ปัญหาด้วยการศัลยกรรมผ่าตัดถุงใต้ตา จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้เรากลับมามีใบหน้าที่สวยใส แลดูเยาว์วัยอีกครั้ง

ถุงใต้ตาหน้าแก่ แก้ได้ ด้วยการผ่าตัด

ปัญหาถุงใต้ตาเกิดขึ้นได้กับคนทุก และพบได้ตั้งแต่อายุยังน้อยจนถึงสูงวัย เมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้เห็นริ้วรอยชัดเจน ส่งผลให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย ดวงตาไม่กลมโตสวยสดใสแต่ปัญหาเหล่านี้ศัลยกรรมถุงใต้ตาแก้ได้ เพียงทำความเข้าใจและรู้สาเหตุว่าถุงใต้ตาเกิดจากอะไร

ถุงใต้ตาคืออะไร

ถุงใต้ตาคือผิวหนังที่อ่อนแอจนทำให้หย่อนคล้อยคลายตัวลง มีลักษณะเป็นถุงบวมออกมาตรงบริเวณใต้ขอบตาล่าง เนื่องจากไขมันใต้ตาไหลลงมาในช่องว่างนั้น โดยปกติไขมันใต้ตาจะถูกกั้นด้วยกล้ามเนื้อเปลือกตาล่าง ทำให้ผิวใต้ตาเรียบกระชับเมื่ออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยอื่น ๆ มากระทบจนส่งผลให้กล้ามเนื้อเปลือกตาทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม ทำให้ไขมันใต้ตานูนออกมา และอาจมีรอยคล้ำบริเวณร่องใต้ตา ทำให้ผิวใต้ตาดูโทรม อิดโรย และดูมีอายุ

ถุงใต้ตา เกิดจากสาเหตุใด

ศัลยกรรมถุงใต้ตาเป็นการผ่าตัดแก้ไขริ้วรอยบนใบหน้า ที่เกิดจากปัญหาถุงใต้ตาและความหย่อนคล้อยบริเวณเปลือกตาล่าง ซึ่งอาจเห็นได้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นและชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ เป็นปัญหาริ้วรอยบนใบหน้าที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

1.ถุงใต้ตาเกิดจากพันธุกรรม

ถุงใต้ตาจากพันธุกรรม เกิดจากระบบที่ผิดปกติของร่างกาย เนื่องมาจากการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ ซึ่งต่อมไร้ท่อจะทำหน้าที่ผลิตและหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมการไหลเวียนของเหลวภายในร่างกาย เช่น ไขมัน เมื่อการทำงานของต่อไร้ท่อไม่เป็นไปตามปกติ อาจทำให้ไขมันมารวมกันอยู่ที่บริเวณใต้ตามากเกินไปจนเป็นถุงนูนและดูบวม ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

2.ถุงใต้ตาจากอายุที่มากขึ้น

ปัญหาถุงใต้ตาเกิดจากการมีอายุที่มากขึ้น เพราะเมื่อโครงสร้างผิวเสื่อมถอยไปตามวัย ยังส่งผลให้ผนังกั้นเปลือกตาล่างอ่อนแอลง นอกจากทำให้ถุงไขมันใต้ตาหย่อนตัวลงจนเห็นถุงใต้ตาแล้ว ยังมองเห็นหลอดเลือดใต้ผิว และผิวใต้ตาคล้ำลึกได้ชัดเจน เนื่องจากผิวหนังที่บางลงตามวัย

3.ถุงใต้ตาจากโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ มักก่ออาการคันระคายเคืองรอบดวงตา ผู้ป่วยมักเผลอขยี้ตาหรือถูผิวบริเวณรอบดวงตาบ่อย ๆ จนเกิดการอักเสบของผิวหนัง เป็นสาเหตุทำให้ผิวใต้ตาบวม และดูหมองคล้ำตลอดเวลา รวมทั้งคนที่มีภาวะภูมิแพ้ ทำให้เส้นเลือดบริเวณรอบดวงตาขยายใหญ่ จึงมีลักษณะผิวใต้ตาบวมเป็นถุงใต้ตาและรอยคล้ำใต้ตา 

4.ถุงใต้ตาจากโรคบางชนิด

อาการของโรคบางชนิด อาจทำให้เกิดน้ำคั่งในร่างกายมากกว่าปกติ เป็นเหตุให้หนังตาบวมหรือถุงใต้ตาบวมได้ง่ายขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคไต และความดันโลหิตสูง ยกเว้นหากควบคุมอาการของโรคได้ ก็จะช่วยให้อาการบวมของถุงใต้ตาลดลง

5.ถุงใต้ตาที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ปัญหาถุงใต้ตาที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ภาวะอดนอน พักผ่อนน้อย ดื่มน้ำน้อย หรือเกิดความเครียดในการใช้ชีวิตประจำวัน คือสาเหตุหนึ่งที่มีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบไหลเวียนไม่สะดวกและอาจคั่งอยู่บริเวณใต้ตา ทำให้ผิวใต้ตาเข้มขึ้น มองเห็นถุงใต้ตาได้ชัดเจน รวมทั้งการอดนอน การดื่มน้ำน้อยยังส่งผลให้ผิวแห้ง ทำให้ผิวอ่อนแอ เกิดผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย

วิธีผ่าตัดถุงใต้ตามีขั้นตอนอย่างไร

ศัลยกรรมถุงใต้ตา เป็นการผ่าตัดเล็กเพื่อตกแต่งรอบดวงตา และแก้ไขปัญหาถุงใต้ตาให้เรียบเนียนทำให้ใบหน้ากลับมาดูอ่อนเยาว์ ดวงตาดูสดใสขึ้น วิธีผ่าตัดถุงใต้ตามีหลายขั้นตอน ดังนี้

1.การดูแลตนเองก่อนผ่าตัดถุงใต้ตา

วิธีผ่าตัดถุงใต้ตา ขั้นตอนสำคัญคือการดูแลและเตรียมความพร้อมของตนเองก่อนรับบริการเมื่อตัดสินใจเลือกคลินิกศัลยกรรมแล้ว ก่อนวันนัดผู้เข้ารับบริการจะต้องมีการดูแลตนเองล่วงหน้า และเตรียมสุขภาพให้พร้อม ดังนี้

  • แจ้งประวัติการผ่าตัด ทำศัลยกรรม ที่เคยทำให้แพทย์ทราบก่อน
  • แจ้งโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา สารเคมี รวมถึงยาประจำตัว และวิตามิน ทุกชนิดกับแพทย์
  • งดรับประทานยาละลายลิ่มเลือด หรือยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 2 – 4สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด
  • งดการสูบบุหรี่อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  • งดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  • ดูแลสุขภาพ ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • กรณีทำงานประจำ ควรลางานเพื่อพักฟื้นแผลเป็นเวลา  1-2 วันหลังผ่าตัด
  • วันนัดผ่าตัดถุงใต้ตา ควรมีญาติมาด้วยเพื่อช่วยดูแลหรือช่วยขับรถกลับบ้าน

2.เทคนิคและวิธีการผ่าตัดถุงใต้ตา

การผ่าตัดถุงใต้ตาเป็นการทำศัลยกรรมความงามอย่างหนึ่ง ซึ่งทุกขั้นตอนต้องดูโดยแพทย์ผู้ชำนาญและมีเทคนิคต่าง ๆ เฉพาะบุคคล ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์นอกจากจะมีเทคนิคเป็นของตนเองแล้ว ยังสามารถเลือกเทคนิควิธีต่าง ๆ ได้เหมาะกับปัญหาของผู้ศัลยกรรมแต่ละคนอีกด้วย โดยทั่วไปการผ่าตัดถุงใต้ตามี 2 เทคนิค ดังนี้

  1. ผ่าตัดถุงใต้ตาแบบเปิดแผลด้านนอก
    • การเปิดแผลด้านนอก เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนอายุมาก หรือผู้ที่มีถุงไขมันใต้ตามาก และมีผิวใต้ตาหย่อนคล้อย เนื่องจากเป็นการผ่าเปิดแผลจากบริเวณด้านนอกของขอบตาล่าง ซึ่งเป็นเทคนิคที่สามารถใช้ตัดผิวหนัง ไขมันและกล้ามเนื้อส่วนเกินได้ ทำให้สามารถลดรอยย่นใต้ตาได้อย่างเห็นผลลัพธ์
  2. ผ่าตัดถุงใต้ตาแบบเปิดแผลด้านใน
    • การผ่าตัดถุงใต้ตาแบบเปิดแผลด้านใน วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่อายุยังไม่มาก หรือมีไขมันและหนังตาส่วนเกิน แต่ยังไม่มีลักษณะหย่อนคล้อยมาก การผ่าตัดด้วยเทคนิคนี้ศัลยแพทย์จะผ่าตัดผ่านทางเยื่อบุแผลด้านในตา ตัดเฉพาะไขมันที่ทำให้เกิดปัญหาออก เพื่อไม่ให้มีแผลผ่าตัดบริเวณภายนอก

3.ขั้นตอนการผ่าตัดถุงใต้ตา

  • ศัลยแพทย์จะเลือกเทคนิควิธีในการผ่าตัดถุงใต้ตาให้เหมาะกับปัญหาของผู้รับบริการแต่ละบุคคล
  • ศัลยแพทย์จะให้นั่งตัวตรง เพื่อใช้ดินสอหรืออุปกรณ์เฉพาะวาดทำสัญลักษณ์ที่ถุงใต้ตาส่วนที่จะผ่าตัดนำออก
  • จากนั้น เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการฉีดยาชาบริเวณผนังเปลือกตาล่าง อาจร่วมกับการให้ยานอนหลับอย่างอ่อนๆ เพื่อลดความรู้สึกตื่นและกลัวระหว่างผ่าตัดบริเวณดวงตา
  • เมื่อยาชาออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว แพทย์จะกรีดเปิดผิวหนังบริเวณหนังตาล่างที่อยู่ขอบใต้ขนตา แล้วตัดถุงไขมันส่วนเกินใต้ผิวออก โดยขั้นตอนนี้วิธีการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับเทคนิควิธีที่ศัลยแพทย์เป็นผู้เลือก
  • จากนั้นตัดเย็บกล้ามเนื้อและผิวหนังบริเวณเปลือกตาล่างที่หย่อนให้เรียบตึง
  • เย็บปิดแผลด้วยไหมเส้นเล็ก โดยจะซ่อนอยู่ชิดกับขนตาล่าง

4.การดูแลตนเอง หลังผ่าตัดถุงใต้ตา

  • ลดอาการบวมโดยนอนยกศีรษะสูง เพื่อลดอาการบวม และทำให้แผลที่อาจบวมขึ้นยุบตัวเร็ว
  • ประคบเย็นที่ตาทั้ง 2 ข้าง วันละ 4 ครั้ง ประมาณ 3 – 5  วัน
  • ป้องกันอย่าให้แผลโดนน้ำช่วง 3 วันแรก หลังจากนั้นสามารถทำความสะอาดใบหน้าได้ตามปกติ
  • หลังผ่าตัดถุงใต้ตาหากมีสะเก็ดคราบเลือดให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นสะอาดเท่านั้น
  • หลังผ่าตัดถุงใต้ตา สามารถสวมคอนแทคเลนส์ได้ภายใน 7 – 14 วัน
  • งดใช้เครื่องสำอางบริเวณผิวรอบดวงตาไปก่อน จนกว่าแผลจะหายดี
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งจ่ายอย่างเคร่งครัด
  • ตรวจเช็กแผลและตัดไหมกับแพทย์ตามนัดหลังผ่าตัด 5-7 วัน

5.ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดศัลยกรรมถุงใต้ตา

ศัลยกรรมถุงใต้ตาเป็นการผ่าตัดที่ทำให้เกิดร้อยแผลแม้จะเป็นการผ่าตัดเล็ก แต่ก็เป็นการผ่าตัดที่มีขั้นตอนละเอียดซับซ้อน หากการดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดถุงใต้ตาทำได้ไม่ดีพอ ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดศัลยกรรมถุงใต้ตาอาจเกิดขึ้นได้ บางลักษณะอาการสามารถหายได้เองในระยะเวลาไม่นาน และหากสังเกตพบว่ามีอาการอื่น ๆ ที่เป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงขึ้น ให้รีบพบแพทย์ เพราะภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้ จะมีได้แก่

  • เปลือกตาปิดไม่สนิท ภาวะนี้อาจเกิดในช่วงวันแรก ๆ หลังการผ่าตัด และจะสามารถหลับตาได้สนิทช่วง 1-2 สัปดาห์หลังการผ่าตัดถุงใต้ตา
  • อาการตาแห้งหรือรู้สึกเหมือนมีทรายอยู่ในตา เกิดจากการตัดผิวหนังไขมันส่วนเกินบริเวณเปลือกตาล่างออกมากเกินไป ทำให้เปลือกตาล่างหดตัวลง แต่อาการนี้จะกลับมาเป็นปกติได้เอง
  • สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณดวงตา
  • แผลหายช้าเกินกว่ากำหนดที่แพทย์แนะนำ
  • มีไข้สูง หนาวสั่น หรือมีหนอง อาจเกิดการอักเสบ และติดเชื้อ

ผ่าตัดถุงใต้ตามีผลดีและผลเสียอย่างไร

ผ่าตัดถุงใต้ตา เป็นการศัลยกรรมความงามเพื่อกำจัดถุงไขมัน ช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอย และความหย่อนคล้อยของผิวหนังบริเวณใบหน้าและรอบดวงตาให้เนียนกระชับขึ้น สำหรับผลดีและผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดถุงใต้ตา มีดังนี้

ข้อดีของการผ่าตัดถุงใต้ตา

  • ข้อดีของการผ่าตัดถุงใต้ตา ถือเป็นการทำหัตถการเพื่อแก้ไขความสวยงามของดวงตาแบบเห็นผลได้ทันทีหลังทำ
  • การผ่าตัดถุงใต้ตา ช่วยปรับให้ผิวรอบบริเวณดวงตาดูอ่อนเยาว์และเป็นมิติสม่ำเสมอกัน
  • ช่วยกำจัดก้อนถุงใต้ตา ที่ทำให้โครงหน้าดูสูงวัย มีริ้วรอยและความหย่อนคล้อยอย่างเห็นได้ชัด
  • การผ่าตัดถุงใต้ตา  ส่งผลให้ผิวหน้าโดยรวมดูอ่อนวัยขึ้นและไม่มีรอยยับของผิวมากเกินไป
  • การผ่าตัดถุงใต้ตา ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 45 นาที มีอาการบวมช้ำน้อย พักฟื้นระยะสั้น
  • การผ่าตัดถุงใต้ตายังเป็นอีกแนวทางเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าของผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ
  • ช่วยให้มีดวงตาที่ดูสดใส อ่อนเยาว์ เพราะเป็นการตัดเอาชิ้นส่วนเนื้อที่ห้อยหรือยื่นออกมา ทำให้ผิวบริเวณดวงตาดูเต่งตึงและกลมโตมากขึ้น

ผลเสียและข้อด้อยของการผ่าตัดถุงใต้ตา

การผ่าตัดถุงใต้ตา เป็นการผ่าตัดเล็กที่ไม่มีข้อเสียจากการผ่าตัดหรือพบผลเสียที่เกิดจากการผ่าตัดน้อยมาก เพียงแต่มีข้อที่ควรทราบก่อนทำการผ่าตัดถุงใต้ตา ได้แก่

  1. การผ่าตัดถุงใต้ตาอาจไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยหรือความเหี่ยวย่นบนใบหน้าได้
  2. ถุงใต้ตา เป็นปัญหาที่เกิดจากหลายสาเหตุและการผ่าตัดถุงใต้ตา คือการกำจัดก้อนไขมันให้หมดไปเท่านั้น ไม่สามารถขจัดริ้วรอยต่าง ๆ บริเวณใบหน้าได้ทั้งหมด
  3. การผ่าตัดถุงใต้ตาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ต้องมีการพักฟื้น และเตรียมตัวล่วงหน้า อาจเป็นปัญหาสำหรับคนที่ต้องทำงานประจำ

สรุป

ถุงใต้ตาเป็นปัญหาริ้วรอยบนในหน้าที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย และยังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคประจำตัว ภูมิแพ้ หรืออายุที่มากขึ้น ลักษณะของถุงใต้ตาที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพและความงาม คือการมีผิวหนังที่หย่อนคล้อยและมีไขมันใต้ตาไหลลงมาเป็นถุงนูนและดูบวม บริเวณใต้ขอบตาล่าง นอกจากนั้นยังอาจมีริ้วรอยดำคล้ำบริเวณร่องใต้ตา ทำให้ผิวใต้ตาดูโทรม อิดโรยและดูมีอายุ วิธีผ่าตัดศัลยกรรมถุงใต้ตาจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษา ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน ช่วยให้มีดวงตาที่กลมโต สวยสดใส และดูเยาว์วัยมากขึ้น

ข้อดีของศัลยกรรมถุงใต้ตา นอกจากเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนหลังผ่าตัด ใช้เวลาไม่นาน และไม่มีข้อเสียจากการผ่าตัด หรือพบผลเสียที่เกิดจากการผ่าตัดรวมทั้งภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก สิ่งสำคัญต้องเลือกศัลยกรรมผ่าตัดถุงใต้ตาจากคลิกนิคที่ได้มาตรฐาน ให้บริการครอบคลุม สวยครบจบในที่เดียว มีศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์และชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเป็นผู้ให้บริการเท่านั้น

หากสนใจการศัลยกรรมตาสองชั้นและถุงใต้ตา สามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ https://mekoclinic.com/review/category/surgery/ตา/

เรื่องของความรักหรือการครองชีวิตคู่ เป็นเหมือนบทกวี ที่มีผู้กล่าวไว้ว่า “เมื่อแรกรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน เมื่อจืดจางน้ำตาลหวานก็ยังบอกว่าขม….” การครองชีวิตคู่และวิธีเติมเต็มความรักของคู่สามีภรรยาให้ใช้ชีวิตคู่อยู่กันอย่างยืนยาว นอกจากความรักความเข้าใจแล้ว ความสุขทางเพศก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญ และเชื่อว่ามีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมีความลับเกี่ยวกับจุดซ่อนเร้นที่ไม่กล้าบอกใคร “ทำรีแพร์ คืออะไร เหมาะกับใคร และมีประโยชน์อย่างไร” บทความนี้มีคำตอบค่ะ

รีแพร์ คืออะไร

การทำรีแพร์ (Repair) หมายถึง การซ่อมแซมหรือผ่าตัดตกแต่งกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่หย่อนยานภายในช่องคลอด ให้กับคนที่มีปัญหาช่องคลอดหลวม เป็นการกระชับช่องคลอดโดยตกแต่งให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางของช่องคลอดเล็กลง และเกิดการหดรัด ตึงกระชับได้ดีกว่าเดิม นอกจากนั้นการรีแพร์ยังรวมถึงการผ่าตัดตกแต่งเนื้อเยื่อและผิวหนังบริเวณปากช่องคลอดด้วย

ช่องคลอดหลวมหรือมดลูกหย่อนอาการเกิดจากอะไร

ช่องคลอดหลวมหรือมดลูกหย่อนอาการ เป็นภาวการณ์หย่อนตัวของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานส่งผลให้ผู้หญิงมีปัญหาช่องคลอดหลวม ไม่กระชับ พบได้มากในผู้หญิงที่มีอายุช่วง 40 ปีขึ้นไป และเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  1. การมีเพศสัมพันธ์มาเป็นเวลานาน
  2. การตั้งครรภ์ การคลอดบุตรหลายคน หรือคลอดบุตรที่มีน้ำหนักมากและตัวใหญ่
  3. การคลอดบุตรทางช่องคลอด และการทำคลอดที่ไม่ถูกวิธี
  4. อ้วน มีน้ำหนักตัวมาก ทำให้มีแรงดันในช่องท้องมากผิดปกติ
  5. การยกของหนัก การออกแรงบ่อย ๆ หรือทำกิจกรรมที่เป็นการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง
  6. มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น ไอเรื้อรัง ท้องผูกเรื้อรัง
  7. อายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อของผนังช่องคลอดเกิดความเสื่อม ก็จะทำให้เกิดภาวะหย่อนคล้อย ช่องคลอดหลวม  มดลูกหย่อนอาการ และไม่กระชับ

ผลกระทบจากภาวะมดลูกหย่อนอาการ ช่องคลอดไม่กระชับ

มดลูกหย่อนอาการ หรือช่องคลอดหลวม เป็นอีกหนึ่งปัญหาครอบครัวที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เกิดความกังวลใจ และไม่กล้าเปิดเผยหรือทำการรักษา เมื่อเก็บปัญหาเหล่านี้ไว้ทำให้ส่งผลกระทบตามมาในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการใช้ชีวิต และปัญหาสุขภาพ ดังนี้

  1. ขาดความสุขเวลามีเพศสัมพันธ์ และส่งผลกดระทบถึงปัญหาชีวิตคู่
  2. กระทบต่อสภาวะทางอารมณ์และจิตใจ บั่นทอนความรู้สึก ทำให้ขาดความมั่นใจในตนเอง
  3. เกิดภาวะปัสสาวะเล็ด กลั้นไม่อยู่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  4. ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง มีความวิตกกังวล ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ และหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม
Not found id
ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

การทำรีแพร์มีกี่วิธี

รีแพร์ช่องคลอด เป็นการรักษาเพื่อฟื้นฟูและแก้ปัญหาช่องคลอดหลวม หรือหย่อนยาน ให้เกิดการกระชับมากขึ้น สำหรับการทำรีแพร์มีหลากหลายวิธี ในปัจจุบันวิธีที่นิยมทำได้แก่ การทำรีแพร์โดยการฉีดฟิลเลอร์, การรีแพร์ด้วยการยิงเลเซอร์ และการทำรีแพร์ด้วยการผ่าตัด ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน ดังนี้

1.การทำรีแพร์โดยการฉีดฟิลเลอร์

รีแพร์ช่องคลอดทำได้หลายวิธี การทำรีแพร์ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ คือทางเลือกหนึ่งโดยเฉพาะคนที่กลัวการผ่าตัด เพราะเป็นการใช้สารฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในเนื้อผิวของคนเราเข้ามาฉีดบริเวณจุดซ่อนเร้นเพื่อแก้ไขความหย่อนคล้อย และปรับสภาพให้กับผิวช่องคลอดตึงกระชับ

ทำรีแพร์โดยการฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มีปัญหาช่องคลอดหลวม แต่กลัวการผ่าตัด
  • ผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว หลังการรักษาปัญหาช่องคลอดหลวม
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ด้านความเต่งตึงและกระชับของช่องคลอดเท่านั้น
  • ผู้ที่ต้องการทำรีแพร์เพียงชั่วคราวเท่านั้น

การทำรีแพร์โดยการฉีดฟิลเลอร์มีข้อดีอย่างไร

  • การใช้สารฟิลเลอร์เข้ามาปรับสภาพให้กับผิวช่องคลอด ทำได้ง่ายไม่ต้องผ่าตัด
  • การทำรีแพร์โดยการฉีดฟิลเลอร์ สามารถฉีดเติมเต็มได้หลายบริเวณ ไม่ใช่เพียงส่วนของผิวช่องคลอดเท่านั้น แต่อาจฉีดเติมบริเวณเนินจุดซ่อนเร้น หรือบริเวณโดยรอบช่องคลอดได้ด้วย
  • การทำรีแพร์โดยการฉีดฟิลเลอร์ สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังการทำ
  • ฟิลเลอร์ มีหลายแบรนด์ให้เลือก โดยแพทย์จะเป็นผู้เลือกและแนะนำแบรนด์ฟิลเลอร์ที่เหมาะสมให้

ข้อจำกัดของการทำรีแพร์โดยการฉีดฟิลเลอร์

  • ฟิลเลอร์เป็นสารที่สลายหายไปได้ตามกระบวนการธรรมชาติ การทำรีแพร์โดยการฉีดฟิลเลอร์ ให้ผลลัพธ์เพียงชั่วคราวเท่านั้น
  • มีความเสี่ยง หากรับบริการจากคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน และทำรีแพร์โดยการฉีดฟิลเลอร์ปลอมที่เป็นสารอันตราย เพราะอาจทำให้ผิวเน่า ผิวอักเสบ หรือผิวมีก้อนเนื่องจากมีฟิลเลอร์ปลอมค้างอยู่

การเตรียมตัวก่อนทำรีแพร์ด้วยการฉีดฟิลเลอร์

  • ศึกษาข้อมูลคลินิก เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและให้บริการโดยแพทย์วิชาชีพ
  • บางคลิกอาจแนะนำให้ผู้รับบริการตรวจสุขภาพ ตรวจภายใน หรือตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก่อนรับบริการ
  • สอบถามแพทย์เกี่ยวกับการงดยาประจำตัว อาหารเสริม ก่อนรับบริการ
  • สถานพยาบาล หรือคลินิกบางแห่งอาจแนะนำให้ผู้รับบริการโกนหรือกำจัดขนบริเวณจุดซ่อนเร้นก่อนมารับบริการ
  • รับบริการก่อนหรือหลังประจำเดือนหมดแล้วประมาณ 7 วัน
  • กรณีประจำเดือนมาในวันรับบริการ ให้เลื่อนการทำรีแพร์ด้วยการฉีดฟีลเลอร์ออกไปก่อน
  • วันนัด อาบน้ำรักษาความสะอาดผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นให้สะอาด

ขั้นตอนการทำรีแพร์ด้วยการฉีดฟิลเลอร์

  • ผู้รับบริการ พบแพทย์เพื่อปรึกษากี่ยวกับปัญหาความหย่อนคล้อยของช่องคลอด
  • เมื่อถึงสถานบริการ เจ้าหน้าที่จะนำชุดมาให้เปลี่ยน
  • เจ้าหน้าที่ จะทำความสะอาดผิวและอาจโกนขนบริเวณจุดซ่อนเร้นบางส่วนออก
  • จากนั้น แพทย์จะให้ยาชา ซึ่งอาจเป็นรูปแบบการทา ฉีด หรือประคบเย็น หรืออาจทำร่วมกันทั้ง 3 อย่าง
  • ฉีดฟิลเลอร์ที่ผิวจุดซ่อนเร้นตามความเหมาะสม
  • หลังจากฉีดเสร็จ เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดผิวอีกครั้ง ก่อนให้เปลี่ยนชุดแล้วเดินทางกลับบ้านได้

2.การรีแพร์โดยการยิงเลเซอร์

การรีแพร์โดยการยิงเลเซอร์เป็นนวัตกรรมใหม่ที่นำมาใช้ในการกระชับช่องคลอด โดยไม่ผ่าตัด แต่เป็นวิธีปรับความหย่อนคล้อยของผิวโดยการสัมผัสหรือสอดอุปกรณ์เข้าไปในช่องคลอด จากนั้นจะค่อยๆ ปล่อยพลังงานออกมาปรับสภาพเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพให้เกิดความกระชับขึ้น อุปกรณ์หรือเครื่องยิงเลเซอร์มีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ของสถานพยาบาลหรือคลินิกนั้น ๆ

การทำรีแพร์โดยการยิงเลเซอร์เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีปัญหาช่องคลอดหลวมเพียงเล็กน้อย ยังไม่รุนแรงถึงขั้นอั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือจามไอแล้วปัสสาวะเล็ด
  • ผู้ที่กลัวเจ็บ จากการผ่าตัด เพราะการทำรีแพร์ด้วยการยิงเลเซอร์แทบไม่ให้ความรู้สึกเจ็บเลย
  • ผู้ที่รอคอยต่อผลลัพธ์ได้ เพราะการทำรีแพร์ โดยการยิงเลเซอร์ อาจไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีเหมือนวิธีอื่น
  • ผู้ที่มีเวลา และสามารถกลับมาพบแพทย์เพื่อยิงเลเซอร์ซ้ำอย่างสม่ำเสมอ

การทำรีแพร์โดยการยิงเลเซอร์ มีข้อดีอย่างไร

  • สามารถปรับความเสื่อมของสุขภาพช่องคลอด ได้ลึกถึงระดับเซลล์เล็ก ๆ
  • เพิ่มความชุ่มชื้น ลดความแห้งตึงของผนังช่องคลอด
  • เสริมการผลัดเซลล์คอลลาเจนที่ผิวช่องคลอด ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดมีความยืดหยุ่นแต่ยังกระชับแน่นยิ่งขึ้น
  • การทำรีแพร์ โดยการยิงเลเซอร์ ช่วยบรรเทาอาการปัสสาวะเล็ด
  • ช่องคลอดมีการบีบรัดและมีการผลิตสารหล่อลื่นได้ดี ช่วยเพิ่มความสุขระหว่างมีเพศสัมพันธ์

ข้อจำกัดของการทำรีแพร์โดยการยิงเลเซอร์

  • ไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทำ และต้องทำหลายครั้ง โดยอาจอยู่ที่ 3-4 ครั้งขึ้นไป
  • เป็นวิธีทำรีแพร์ที่มีราคาค่อนข้างสูง โดยทั่วไปการยิงเลเซอร์ราคามาตรฐานอยู่ที่หลักหมื่นขึ้นไป

การเตรียมตัวก่อนทำรีแพร์ด้วยการยิงเลเซอร์

  • กรณีตั้งครรภ์ ให้เลื่อนวันนัดบริการออกไปก่อนจนกว่าจะคลอดบุตร
  • รับบริการช่วงก่อนหรือหลังประจำเดือนหมดไปแล้วประมาณ 7 วัน หากประจำเดือนมาในวันรับบริการให้เลื่อนวันนัดออกไปก่อนจนกว่าประจำเดือนจะหมด
  • หลีกเลี่ยงหรืองดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนรับบริการ
  • กำจัดขนจุดซ่อนเร้นก่อนรับบริการ กรณีนี้แต่ละคลินิกอาจดูแลหรือให้บริการแตกต่างกันควรสอบถามให้แน่ชัดจากคลินิกที่ให้บริการ
  • ตรวจสุขภาพ ตรวจภายใน ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือทำแบบทดสอบการตอบสนองทางเพศในสตรี ก่อนรับบริการ ข้อนี้ขึ้นอยู่กับคลินิกที่ให้บริการ
  • อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย และจุดซ่อนเร้นให้สะอาด ก่อนรับบริการ

ขั้นตอนการทำรีแพร์ด้วยการยิงเลเซอร์

  • เลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เข้าพบและปรึกษาแพทย์ผู้ให้บริการเกี่ยวกับปัญหาความหย่อนคล้อยของช่องคลอด
  • ตรวจสุขภาพหรือตรวจภายในตามที่สถานพยาบาลหรือคลินิกนั้น ๆ แนะนำ
  • วันนัด เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดผิวจุดซ่อนเร้น และอาจทาครีมหรือเจลสร้างความหล่อลื่นร่วมด้วย
  • เจ้าหน้าที่สอดหัวปล่อยพลังงานจากเครื่องยิงเลเซอร์เข้าช่องคลอด เพื่อรักษาอาการช่องคลอดหลวม
  • หลังจากยิงเลเซอร์ให้ตรงจุดที่ต้องการรักษาเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดผิวจากนั้นผู้เข้ารับบริการสามารถเดินทางกลับบ้านได้
  • ระยะเวลาทำรีแพร์โดยการยิงเลเซอร์จะอยู่ที่ 30 นาทีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขั้นตอนในการให้บริการของแต่ละคลินิก

การดูแลตนเองหลังการทำรีแพร์โดยการยิงเลเซอร์

  • สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังรับบริการ
  • ดูแลตนเอง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • งดมีเพศสัมพันธ์หลังรับบริการประมาณ 3-7 วัน
  • ช่วงแรกอาจมีสารคัดหลั่งไหลออกจากช่องคลอดเล็กน้อย ควรใส่ผ้าอนามัยแบบบางประมาณ 1-3 วันแรก
  • งดใช้ผลิตภัณธ์ทำความสะอาดหรือดับกลิ่นจุดซ่อนเร้นประมาณ 1 สัปดาห์หลังทำรีแพร์โดยการยิงเลเซอร์
  • ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 3-4 ลิตร เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายขับสารคัดหลั่งที่เป็นของเสียออกทางช่องคลอด

3.การทำรีแพร์โดยการผ่าตัด

การทำรีแพร์โดยการผ่าตัด คือการผ่าตัดเลาะผนังช่องคลอดและเนื้อเยื่อส่วนเกินทิ้ง และเย็บแผลด้วยไหมละลาย เพื่อให้ช่องคลอดมีขนาดเล็กลง และกระชับมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้นการรีแพร์ด้วยวิธีนี้ยังเป็นการผ่าตัดเล็กที่ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล อีกทั้งยังช่วยปรับสภาพความหย่อนคล้อยของช่องคลอดได้กึ่งถาวร

การทำรีแพร์โดยการผ่าตัดเหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีปัญหาช่องคลอดหลวม ต้องการผ่าตัดเพื่อให้ช่องคลอดกระชับขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ของการทำรีแพร์ในระยะยาว
  • ผู้ที่มีปัญหาช่องคลอดหลวม และเคยผ่านการทำรีแพร์ด้วยวิธีอื่นมาแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่พอใจ
  • ผู้ที่มีเวลาในการฟื้นฟูแผลหลังการทำรีแพร์โดยวิธีผ่าตัดได้

การทำรีแพร์โดยการผ่าตัดมีข้อดีอย่างไร

  • การทำรีแพร์โดยวิธีผ่าตัด เป็นการผ่าตัดตกแต่งและแก้ปัญหาช่องคลอดหลวม ที่ได้รับความนิยม เพราะทำครั้งเดียวแต่ได้ผลลัพธ์ระยะยาว
  • การทำรีแพร์โดยการผ่าตัด เห็นผลลัพธ์ทันทีหลังผ่าตัด
  • เป็นการผ่าตัดเล็กที่ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล

ข้อจำกัดของการทำรีแพร์โดยการผ่าตัด

  • การทำรีแพร์โดยการผ่าตัด มีความละเอียดอ่อน จำเป็นต้องเลือกคลินิกและแพทย์ผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญ
  • การทำรีแพร์โดยการผ่าตัด เป็นการผ่าตัดเล็กที่ทำให้เกิดรอยแผล และต้องดูแลแผลอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการอักเสบและติดเชื้อของแผล
  • ช่องคลอดมีโอกาสหย่อนคล้อยได้อีก จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อายุที่มากขึ้น และความเสื่อมของร่างกาย
  • ราคาสูง การทำรีแพร์โดยการผ่าตัดจากคลินิกที่ได้มาตรฐาน ราคา อย่างต่ำ 20,000 บาทขึ้นไป

การเตรียมตัวก่อนทำรีแพร์โดยการผ่าตัด

  • ควรลางานล่วงหน้าประมาณ 1-3 วันเพื่อให้มีเวลาพักฟื้นหลังผ่าตัด
  • ตรวจสุขภาพ ความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก หรือการตรวจอื่น ๆ ก่อนผ่าตัด ซึ่งข้อนี้ขึ้นอยู่กับคลินิกแต่ละแห่ง
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการงดยาประจำตัว อาหารเสริม และ ยาที่เกี่ยวกับระบบเลือด
  • กำหนดวันผ่าตัดในช่วงที่ประจำเดือนหมดประมาณ 1 สัปดาห์
  • คลินิก หรือสถานพยาบาลอาจให้โกนขนที่ลับก่อนรับบริการ และอาบน้ำให้สะอาดก่อนมารับบริการ
  • งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงล่วงหน้าก่อนผ่าตัดทำรีแพร์
  • เตรียมกางเกงชั้นในที่ใส่สบาย ไม่หลวมและไม่คับเกินไป เพื่อใส่หลังผ่าตัด
  • ควรมีญาติหรือคนสนิทมาด้วย เนื่องจากการผ่าตัดทำรีแพร์ จะมีการให้ยานอนหลับหรือยาสลบก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัดทำทำให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกง่วงซึมได้

ขั้นตอนการทำรีแพร์โดยการผ่าตัด

  • แพทย์ผู้ให้บริการ จะให้ยานอนหลับแบบอ่อนๆ หรือยาสลบ และยาชากับผู้เข้ารับบริการแต่ละวิธีขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
  • ทำการกรีดเปิดผิวที่ผนังช่องคลอด ตั้งแต่ปากช่องคลอดไปจนถึงช่องคลอดส่วนด้านใน
  • จากนั้นแพทย์จะทำการเลาะแยกผิวช่องคลอดออกจากชั้นเนื้อเยื่อ และเย็บเนื้อเยื่อส่วนที่เสื่อมสภาพด้วยไหมละลาย เพื่อปรับกระชับช่องคลอด
  • กรณีพบปัญหา ผู้ผ่าตัดมีผิวเนื้อเยื่อห้อยย้อยออกมามาก แพทย์อาจพิจารณาตัดทิ้งแล้วเย็บปิดผิวส่วนนั้นใหม่
  • หลังจากขั้นตอนการผ่าตัดตกแต่ง แพทย์จะส่องกล้องตรวจดูความเรียบร้อยและความเสี่ยงจากการผ่าตัดบริเวณกระเพาะปัสสาวะและท่อไต
  • จากนั้นแพทย์อาจใส่ผ้าก๊อซเพื่อดูดซับเลือดและลดโอกาสแผลฟกช้ำหลังผ่าตัดไว้ในช่องคลอด กรณีนี้อาจใส่ร่วมกับสายสวนปัสสาวะด้วย ในช่วง 3-48 ชั่วโมงแรก จากนั้นจะนำออก

การดูแลตนเองหลังการทำรีแพร์โดยการผ่าตัด

  • หลังการทำรีแพร์โดยการผ่าตัด หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อย โดยเฉพาะการเดินหรือวิ่ง เพื่อป้องกันแผลอักเสบหรือฉีกขาด
  • ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดในช่วงเช้ากับเย็นทุกวัน
  • งดออกกำลังกาย หรือกิจกรรมที่ต้องออกแรง การยกของหนัก 4 สัปดาห์
  • สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติทุกอย่าง
  • นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอทุกคืน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • งดการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 2 เดือน
  • ควรงดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • พบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจความเรียบร้อยของแผล

สรุป

ปัญหาจุดซ่อนเร้น ช่องคลอดแห้ง ช่องคลอดหลวมไม่กระชับ หรือการมีลมออกขณะมีเพศสัมพันธ์ คือปัญหาใหญ่ที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้หญิงทุกคน และหากไม่กล้าปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อสภาวะทางอารมณ์ ทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง ขาดความสุขเวลามีเพศสัมพันธ์ที่อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตคู่อีกด้วย

รีแพร์ช่องคลอด เป็นแนวทางรักษาปัญหาช่องคลอดหลวมให้กลับมาตึงกระชับอีกครั้ง และทำได้หลายวิธี ทั้งการรีแพร์ช่องคลอดแบบไม่ต้องผ่าตัด เช่น การยิงเลเซอร์ การทำรีแพร์ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ และทำรีแพร์โดยการผ่าตัด ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

ส่วนผลลัพธ์จากการทำรีแพร์แก้ปัญหาช่องคลอดหลวม นอกจากขึ้นอยู่กับการเลือกวิธี การดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังการทำรีแพร์แล้ว ยังขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน และมีความน่าเชื่อถือ เครื่องมือแพทย์มีความทันสมัย และปัจจัยสุดท้ายรับบริการจากแพทย์ที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

การผ่าตัดตกแต่ง “เลเบีย” หรือศัลยกรรมจุดซ่อนเร้น คือปัญหาสุขภาพที่เป็นเรื่องลับของผู้หญิงทุกคน  และเชื่อว่าผู้หญิงที่มีปัญหาหลาย ๆ คนไม่กล้าพบแพทย์เพื่อดูแลรักษา เพราะคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย โดยเลเบียคืออะไร การผ่าตัดตกแต่งเลเบียสำคัญอย่างไร แตกต่างอย่างไรกับรีแพร์ ทำแล้วมีข้อดีอะไรบ้าง ทุกคำถาม บทความนี้มีตอบ ค่ะ

เลเบียคืออะไร

เลเบีย หรือ แคมเล็ก คือเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณปากช่องคลอด ลักษณะเป็นกลีบเนื้อเยื่อผิวหนังอ่อนนุ่มสองกลีบ ที่อยู่ระหว่าง แคมใหญ่ ทั้ง 2 ข้าง อยู่มุมล่างทางเข้าปากช่องคลอด โดยทั่วไปขนาดของแคมเล็กมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งผู้หญิงแต่ละคนมักมีขนาดของแคมเล็กไม่เท่ากัน

การผ่าตัดตกแต่งเลเบียคืออะไร

การตกแต่งเลเบียคือการศัลยกรรมจุดซ่อนเร้น โดยการผ่าตัดลดขนาด หรือตกแต่งเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแคมเล็กให้สวยงามยิ่งขึ้น แก้ไขปรับขนาดให้แคมเล็กทั้ง 2 ข้างมีขนาดใกล้เคียงกัน ช่วยแก้ไขปัญหาแคมเล็กปลิ้น ยาน หรือยื่น และอาจช่วยลดปัญหาแคมเล็กมีสีดำคล้ำให้กลับมาดูดีอีกครั้ง

การผ่าตัดตกแต่งเลเบียสำคัญอย่างไร

ปัญหาเลเบียเกิดจากการที่ผู้หญิส่วนใหญ่มีขนาดของแคมเล็กไม่เท่ากัน บางคนอาจมีขนาดใหญ่จนโผล่พ้นแคมใหญ่หรือแคมนอกออกมา ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาทำให้อวัยวะเพศมีรูปทรงที่ไม่สวยงามและบางรายเกิดความไม่มั่นใจ เนื่องจากเลเบียหรือแคมยื่นยาวจนโผล่พ้นแคมใหญ่ออกมา และยังเสี่ยงต่อการอักเสบได้ง่ายโดยเฉพาะในช่วงมีประจำเดือน รวมทั้งอาจมีอาการเจ็บเมื่อต้องสวมใส่กางเกงรัดรูป ใส่ชุดว่ายน้ำ หรือมีอาการเจ็บหรือตึงรั้งขณะมีเพศสัมพันธ์ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ความสำคัญของการผ่าตัดหรือศัลยกรรมเลเบีย เป็นการศัลยกรรมเพื่อตกแต่งจุดซ่อนเร้น ที่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ช่วยคืนความมั่นใจให้กับผู้หญิง และเป็นแนวทางการรักษาที่ทำได้ง่าย ได้ผลดี ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด อีกทั้งยังเพิ่มความสุขให้กับการใช้ชีวิตคู่อีกด้วย

Not found id
ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

ศัลยกรรมเลเบียมีข้อดีอะไรบ้าง

การศัลยกรรมเลเบีย เป็นการผ่าตัดตกแต่งจุดซ่อนเร้น ที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้หญิง และยังลดปัญหาด้านสุขภาพ รวมทั้งมีข้อดีต่าง ๆ ดังนี้

  1. ลดปัญหาการอักเสบของเลเบีย หรือแคมเล็ก ขณะมีรอบเดือน
  2. ลดและป้องกัน อาการเสียดสีเมื่อใส่เสื้อผ้ารัดรูป ชุดว่ายน้ำ ชุดออกกำลังกาย หรือเมื่อสวมใส่ชุดชั้นใน
  3. ลดความเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
  4. ตกแต่งลดขนาดบริเวณแคมเล็กที่มีลักษณะโตหรือยื่นออกมาอย่างผิดปกติ ให้ได้รูปร่างเลเบียที่สมส่วน
  5. ช่วยตกแต่ง เลเบีย ให้สวยงามเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้หญิง
  6. ช่วยรักษาอาการปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะซึม

ใครบ้างที่เหมาะกับการผ่าตัดเลเบีย

การผ่าตัดเลเบีย หรือศัลยกรรมตกแต่งแคมเล็ก เป็นปัญหาจุดซ่อนเร้นที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่กล้าบอกใครและเก็บไว้เป็นความลับ จากลักษณะของเลเบียที่เหมือนกับปีกผีเสื้อ และขนาดรวมทั้งรูปร่างของเลเบียในผู้หญิงแต่ละคนยังไม่เหมือนกัน ปัญหาที่ต้องศัลยกรรมตกแต่งก็จะแตกต่างกันไป การผ่าตัดเลเบียจึงเหมาะกับคนที่มีปัญหาต่อไปนี้

  1. สุภาพสตรีที่มีความไม่มั่นใจ หรือไม่พอใจในลักษณะ รูปร่าง หรือขนาดของเลเบีย หรือแคมเล็ก
  2. ผู้หญิงที่มีปัญหาเจ็บปวด ระคายเคืองแคมเล็กเมื่อแต่งตัว ใส่ชุดรัดรูป ใส่ชุดว่ายน้ำ ออกกำลังกาย หรือเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  3. ผู้หญิงที่มีปัญหา เลเบียยื่น ไม่สวยงาม
  4. ผู้หญิงที่ไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธุ์มาก่อน แต่มีปัญหาเลเบียใหญ่ หรือยื่น ทำให้เกิดการเสียดสี อักเสบง่าย
  5. คนที่มักมีอาการอักเสบของเลเบีย ช่วงมีประจำเดือน
  6. ผู้ที่มีปัญหา บริเวณเลเบีย หรือแคมเล็กปริ้น แคมยาน จากอายุที่มากขึ้น

การเตรียมตัวก่อนศัลยกรรมตกแต่งเลเบีย

  1. เลือกคลินิกศัลยกรรมที่ได้มาตรฐาน จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และมีศัลยแพทย์ที่มีประสบการ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นผู้ให้บริการ
  2. สำหรับคนที่ทำงานประจำ ควรเตรียมตัวลาหยุดงาน 1-2 วัน
  3. หลังจากเลือกคลินิกได้แล้ว แพทย์จะทำการซักประวัติ และตรวจร่างกายคนไข้
  4. กรณีผู้รับบริการ มีโรคประจำตัวและแพ้ยาต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า
  5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม และวิตามินต่าง ๆ ก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2สัปดาห์
  6. งดยาและอาหารที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด\
  7. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  8. ควรเเจ้งคู่สมรสให้ทราบเเละเข้าใจตรงกันอย่างชัดเจนก่อนการทำศัลยกรรม
  9. วัดนัด ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด
  10. กำจัดหรือโกนขนบริเวณจุดซ่อนเร้นก่อนการผ่าตัด
  11. เตรียมใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย ถอดใส่ง่าย  และเตรียมกางเกงชั้นในหลวมๆ สำหรับใส่หลังผ่าตัด

ขั้นตอนการผ่าตัดตกแต่งเลเบีย

  1. แพทย์ผู้ให้บริการจะทำการซักประวัติ และตรวจร่างกายก่อนศัลยกรรมตกแต่งเลเบีย
  2. จากนั้นแพทย์จะทำการออกแบบ และประเมินการผ่าตัดรูปร่างของแคมเล็กหรือเลเบีย ให้ตอบโจทย์ปัญหาของผู้รับบริการ
  3. การผ่าตัดทำโดยการใช้ยาชาเฉพาะที่ แพทย์จะฉีดยาชาตรงบริเวณรอบ ๆ แคมเล็ก แต่กรณีนี้ผู้เข้ารับการผ่าตัด สามารถเลือกฉีดยาชาเฉพาะที่หรือดมยาสลบได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้รับบริการและดุลยพินิจของแพทย์
  4. แพทย์จะผ่าตัดเฉพาะส่วนของแคมเล็กที่ยื่นออกมาจนผิดปกติ แล้วตกแต่งให้มีรูปร่างใกล้เคียงกับขนาดปกติ
  5. หลังผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะเย็บด้วยไหมละลาย ซึ่งไหมจะละลายหายไปเอง ผู้รับบริการไม่ต้องกลับมาตัดไหมอีกครั้ง
  6. การผ่าตัดตกแต่งเลเบีย ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง
  7. เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว แพทย์จะให้ผู้รับบริการนอนพักเพื่อสังเกตอาการประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงหากไม่มีอาการผิดปกติก็สามารถกลับบ้านได้

การดูแลตัวเองหลังศัลยกรรมตกแต่งเลเบีย

  • หลังผ่าตัดสามารถประคบเย็นบริเวณแผลผ่าตัดเพื่อหยุดเลือด และลดบวมได้ในช่วง 3 วันแรกหลังผ่าตัด
  • สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ แต่ห้ามใช้น้ำยาทำความสะอาดภายใน ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดเป็นเวลา 1 เดือน
  • หลีกเลี่ยงและป้องกันความอับชื้นบริเวณแผลผ่าตัด
  • หลังปัสสาวะทุกครั้งให้ทำความสะอาดเบา ๆ ด้วยน้ำสะอาด และซับแผลให้แห้งด้วยผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อส งดใช้กระดาษทิชชู่
  • งดรับประทานอาหารแสลง ของหมักดอก และอาหารทะเลที่อาจมีอาการแพ้
  • หลีกเลี่ยงการออกแรงและการออกกำลังกาย อย่างน้อย 1 เดือน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ 2 เดือนหลังผ่าตัด
  • งดการยกของหนัก เดินเร็ว เดินขึ้นลงบันไดในช่วง 2 สัปดาห์แรก
  • พบแพทย์ตามนัด และปฏิบัติตามคำแนะนำอื่น ๆ ของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • หากพบอาการผิดปกติควรเข้ามาพบแพทย์ทันที

เลเบีย แตกต่างอย่างไรกับรีแพร์

การผ่าตัดตกแต่งเลเบียและการทำรีแพร์ คือการศัลยกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาจุดซ่อนเร้น ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ถือเป็นเรื่องลับเฉพาะ นอกจากอายและไม่กล้าบอกใครแล้ว ปัญหาจุดซ่อนเร้นเหล่านี้มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจและการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการใช้ชีวิตคู่ เช่นเดียวกัน ส่วนความแตกต่างของเลเบียและรีแพร์ มีดังนี้

  • เลเบีย คือการศัลยกรรมเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณปากช่องคลอด ซึ่งเป็นจุดซ่อนเร้นที่อยู่ภายนอกร่างกาย ส่วนการทำรีแพร์ เป็นการศัลยกรรมกระชับช่องตลอด และเป็นส่วนที่อยู่ภายในร่างกาย
  • รีแพร์ คือการซ่อมแซม หรือการผ่าตัดตกแต่งกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่หย่อนยานภายในช่องคลอดให้กระชับขึ้น เพื่อให้ขนาดหรือเส้นผ่าศูนย์กลางของช่องคลอดเล็กลงและเกิดการหดรัดที่ดีกว่าเดิม
  • ส่วนการผ่าตัดตกแต่งเลเบีย เป็นการผ่าตัดเพื่อลดขนาด หรือตกแต่งเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแคมเล็กให้สวยงามยิ่งขึ้น
  • การทำรีแพร์ เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหาช่องคลอดหลวมหรือมีภาวะหย่อนยาน ส่วนการผ่าตัดเลเบีย ช่วยแก้ไขปัญหาแคมเล็กปลิ้น ยาน หรือยื่น
  • หลังจากที่ทำรีแพร์ไปแล้ว มีโอกาสที่ช่องคลอดจะกลับมามีปัญหาหย่อนยานไม่กระชับได้อีกส่วนการผ่าตัดเลเบีน หลังทำแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ถาวร
  • รีแพร์ เป็นการศัลยกรรมจุดซ่อนเร้นที่สามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การทำรีแพร์ด้วยการผ่าตัดและการทำรีแพร์ แบบไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้คลื่นความถี่เพื่อการกระชับช่องคลอด โดยใช้เครื่องมือเลเซอร์ ที่มีหัวเลเซอร์ขนาดเล็ก ๆ ใส่เข้าไปบริเวณช่องคลอด จากนั้นจะมีการปล่อยคลื่นความถี่วิทยุที่ปลอดภัย จากกระแสไฟฟ้าออกมาที่หัวเลเซอร์เป็นการกระชับช่องคลอด
  • ส่วนการผ่าตัดตกแต่งเลเบีย  ทำได้โดยการผ่าตัดเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ การผ่าแบบตัดตามความยาวแคมเล็ก เป็นวิธีผ่าตัดส่วนเกินของแคมเล็กออกตามความยาวของแคมเล็ก ข้อดี คือมีระยะเวลาการผ่าตัดสั้นกว่า ลักษณะแคมเล็กหลังผ่าตัดจะตรงกว่าและสมมาตรกว่า ส่วนวิธีที่สอง ได้แก่ การผ่าตัดแคมเล็กแบบ Wedge resection เป็นการผ่าตัดเนื้อส่วนเกินของแคมเล็กออกโดยการลงแผลเป็นรูป 3 เหลี่ยม ซึ่งข้อดีคือจะได้ผลลัพธ์ที่มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า

สรุป

เลเบียหรือแคมเล็ก คือเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณปากช่องคลอดและเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะเพศหญิงที่อยู่ภายนอก ผู้หญิงทุกคนจะมีขนาดและรูปร่างของแคมเล็กหรือผีเสื้อแตกต่างกัน การมีเลเบียขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่เกิดไป นอกจากทำให้ผู้หญิงสูญเสียความมั่นใจแล้ว อาจก่อให้เกิดการการอักเสบได้ง่ายเมื่อมีการเสียดสีหรือตึงรั้งขณะมีเพศสัมพันธ์ ศัลยกรรมเลเบียจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้หญิงที่สามารถแก้ไขปัญหาจุดซ่อนเร้น และตกแต่งเลเบียหรือแคมเล็กให้มีขนาดและรูปร่างที่เหมาะสม ลดความเจ็บปวดเมื่อเกิดการเสียดสีหรือขณะมีเพศสัมพันธ์

ส่วนการรีแพร์ เป็นการซ่อมแซมทำให้โครงสร้างช่องคลอดซึ่งเป็นส่วนที่อยยู่ภายในกระชับขึ้น การรีแพร์ทำได้ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ต้องผ่าตัด ส่วนเลเบียต้องใช้วิธีผ่าตัดเท่านั้น แต่ทั้งนี้ การทำเลเบียและการรีแพร์ ถือเป็นการผ่าตัด ศัลยกรรมจุดซ่อนเร้นที่มีความละเอียดและซับซ้อนมากต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและประสบการณ์ของศัลยแพทย์

การเลือกคลินิกที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน จดทะเบียนถูกต้อง มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์ จึงมีส่วนสำคัญต่อการศัลยกรรม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาจุดซ้อนเร้นที่เป็นความลับของผู้หญิงได้ตรงจุด และตอบโจทย์ปัญหา ช่วยเพิ่มความสุขและความมั่นใจให้ผู้หญิง อีกทั้งยังเป็นการคืนความสุขให้กับการใช้ชีวิตคู่อีกด้วย

การดูแลสุขภาพผิวให้เปล่งปลั่งอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนให้ความสำคัญอยู่แล้ว แต่บางครั้งการเกิดริ้วรอยจุดด่างดำบนใบหน้าก็เป็นปัญหาที่ยากต่อการรับมือ ไม่ว่าจะเป็นสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอหรือจุดรอยดำจากเม็ดสิวที่เกิดจากการอักเสบ ปัญหาจุดด่างดำ เกิดจากอะไรบ้าง มีวิธีรักษาและป้องกันอย่างไร ครีมลดรอยดำ ลบจุดดำบนใบหน้าได้หรือไม่ บทความนี้มีคำตอบค่ะ

วิธีรักษาการเกิดจุดด่างดำมีอะไรบ้าง

จุดด่างดำ เป็นปัญหาริ้วรอยบนใบหน้าที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนและยังยากต่อการปกปิด แม้การแต่งหน้าอาจช่วยอำพรางริ้วรอยได้บ้าง แต่ก็เป็นการแก้ไขปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น วิธีลบจุดด่างดำบนใบหน้าให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี รวมทั้งการป้องกันการเกิดริ้วรอยจุดด่างดำสามารถทำได้หลายวิธี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรรู้สาเหตุของจุดด่างดำ หรือปัญหาผิวไม่เรียบเนียน สีผิวดูไม่สม่ำเสมอว่าเกิดจากสาเหตุใด

จุดด่างดำบนใบหน้าคืออะไร

จุดด่างดำบนใบหน้า คือจุดหรือรอยบริเวณใบหน้าที่ผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่งมีสีเข้มกว่าผิวบริเวณรอบๆ ลักษณะอาจเป็นจุดเล็กๆสีดำหรือน้ำตาลอ่อน โดยมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันออกไป และมีผลทำให้ผิวหน้าไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสามารถมองเห็นจุดด่างดำได้อย่างชัดเจน

ประเภทของจุดด่างดำบนใบหน้า

1. รอยดำจากการอักเสบของผิวหนัง

รอยดำจากการอักเสบของผิวหนังที่พบได้บ่อยคือ รอยดำจากสิว ซึ่งเกิดจากสิวอักเสบหรือไปแกะสิว เพราะการแกะสิวจะทำให้ผิวหนังบาดเจ็บและอักเสบมากขึ้น รอยดำลักษณะนี้จะเป็นจุดหรือปื้นสีน้ำตาลเกิดบริเวณเดียวกับที่ผิวหนังเคยมีการอักเสบมาก่อน เช่น มีอาการแดง บวม เจ็บ

2. รอยดำจากฝ้า

ฝ้า เกิดจากเซลล์เมลาโนไซต์ที่อยู่ในหนังกำพร้าชั้นล่างสุดของผิวหนัง ผลิตเมลานินหรือเม็ดสีออกมามากเกินจำเป็นบนหนังชั้นกำพร้า ทำให้เกิดเป็นรอยปื้นสีน้ำตาลกระจายเป็นวงกว้าง ฝ้าแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ฝ้าตื้นกับฝ้าลึก ปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า ได้แก่ แสงแดด หรือฮอร์โมนภายในร่างกาย

3. รอยดำจากกระ

กระ คือเม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติ จึงทำให้สีผิวบริเวณนั้นมีสีน้ำตาลหรือสีดำเป็นจุดเล็กๆพบตามใบหน้า ลำคอหรือส่วนต่างๆของร่างกาย อาจมีสีเข้มขึ้นและกระจายใหญ่ขึ้นได้เมื่อถูกกระตุ้นจาก รังสี UV หรือ รังสีอัลตราไวโอเลต และฮอร์โมนภายในร่างกาย

สาเหตุในการเกิดจุดด่างดำ

ปัญหาจุดด่างดำที่หน้า สาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนภายในร่างกายสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น แสงแดด อาการบาดเจ็บหรืออักเสบของผิวร่วมกับปัจจัยอื่นๆที่เป็นตัวกระตุ้น ทำให้ผิวหนังมีสีเข้มกว่าผิวบริเวณใกล้เคียง ดังนี้

1. ฮอร์โมนและพันธุกรรม

ปัจจัยภายในที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาฝ้า กระ และจุดด่างดำ ที่พบได้มากในวัยที่ฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงตั้งครรภ์ โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น

2. แสงแดดและรังสี UV

แสงแดด คือปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้นโดยตรงในการการผลิตเม็ดสีเมลานินในผิว เพื่อช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี ดังนั้น เมื่อเราตากแดดผิวจึงกลายเป็นสีคล้ำเนื่องจากร่างกายผลิตเมลานินเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

3. อาการบาดเจ็บหรืออักเสบของผิว

อาการบาดเจ็บหรืออักเสบของผิว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรง และมีส่วนทำให้เกิดปัญหาจุดด่างดำขึ้นบนใบหน้า เช่น การเกิดสิวอักเสบ และเกิดจากผลข้างเคียงจากการรักษาทางการแพทย์ เช่น การให้ยาเคมีบำบัด การใช้ยาคุมกำเนิด คนที่มีโรคประจำตัวและขาดวิตามินที่จำเป็น รวมถึงการทำทรีทเม้นต์หน้าด้วยการทำเลเซอร์ ที่อาจเกิดผลข้างเคียงขึ้นในภายหลัง

วิธีป้องกันการเกิดจุดด่างดำมีอะไรบ้าง

การรับมือกับปัญหาริ้วรอยและจุดด่างดำ นอกจากหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดจุดด่างดำแล้ว การดูแลรักษาเพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอย ลดกระ ฝ้า จุดด่างดำ ลดความไม่สม่ำเสมอ และความคล้ำของสีผิวทำได้หลากหลายวิธี นอกจากนั้นยังมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถ ลดเลือนจุดด่างดำให้จางลงได้อย่างเห็นผล วิธีป้องกันการเกิดจุดด่างดำ มีดังนี้

1. การทำทรีทเม้นต์หน้าเพื่อลดจุดด่างดำ

การทำทรีทเม้นต์หน้า คือกระบวนการดูแลรักษาหรือบำรุงผิวหน้าด้วยวิธีการต่างๆอาจมีหลายวิธีรวมกัน หรืออาจมีเพียงวิธีการเดียวขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการทำ เช่น การทำทรีตเมนต์เพื่อการผลัดเซลล์ผิวใหม่ แก้ไขความหมองคล้ำ รอยคล้ำและจุดด่างดำบนใบหน้า เช่น

  • วิธีรักษาจุดด่างดำด้วยการใช้เลเซอร์ วิธีรักษาจุดด่างดำโดยใช้เลเซอร์ คือทำให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวเก่าและสร้างผิวใหม่ขึ้น แต่สามารถเจาะจงบริเวณที่จะทำการรักษาได้ เนื่องจากแพทย์ผิวหนังสามารถควบคุมความเข้มข้นของการรักษาได้โดยลำแสงเลเซอร์สามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่ผิวหนังชั้นบนสุดจนถึงผิวหนังชั้นล่างสุด
  • ลบจุดดำบนใบหน้า ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว เช่น Detox Cocktail การฟื้นฟูผิวที่เป็นสูตรเฉพาะของ เมโกะคลินิก โดยการฟื้นฟูเซลล์ผิว และบำรุงผิวด้วยสารสกัดจากธรรมชาติหลายชนิด เช่น วิตามินต่างๆ แร่ธาตุเอนไซม์และเซลล์บำบัด โดยผ่านขบวนการโฮมีโอพาธีย์ศาสตร์แห่งการบำบัด ที่มีส่วนช่วยในการยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวขาวใสไร้จุดด่างดำ
  • ทรีตเมนต์บำรุงผิว โดยใช้เทคโนโลยีพลาสม่าความดันบรรยากาศขั้นสูง เทคนิคเฉพาะจาก เมโกะคลินิก โดยใช้หลักการทำงานของไอออนบวก และไอออนลบ ทำให้ผิวเกิดการเปิดผิวเพื่อพร้อมต่อการรับวิตามิน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเกิดการฟื้นฟูเซลล์ผิวใหม่ ทำให้หน้าขาวใสขึ้นหลังทำทันที

2. ครีมรักษาจุดด่างดำ

ครีมรักษาจุดด่างดำ เป็นผลิตภัณฑ์ลบจุดดำบนใบหน้าที่ผลิตออกมาจำหน่ายมากมายหลากชนิด ทั้งผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง เซรั่มลดจุดด่างดํา ครีมรักษาจุดด่างดำ ผลิตภัณฑ์กำจัดรอยดำจากสิว ซึ่งส่วนใหญ่มักสารไวท์เทนนิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นส่วนประกอบสำคัญของครีมรักษาจุดด่างดำ เช่น วิตามินซี หรือไฮโดรควิโนน สารไวท์เทนนิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการช่วยลดเลือดจุดด่างดำ

3. ทาครีมกันแดด

การดูแลรักษาริ้วรอยจุดด่างดำ นอกจากการดูแลรักษาเพื่อลดเลือนริ้วรอยแล้ง การป้องกันการเกิดริ้วรอย จุดด่างดำ โดยการหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดก็มีความสำคัญ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำเกิดรอยดำและควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป

4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

วิธีทำให้หน้าใสไร้สิวจุดด่างดำ นอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงและนวัตกรรมความงามมาช่วยดูแลรักษาแล้ว การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างเช่น ผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้รอยดำหรือรอยแดงจากสิวดูจางลง และลดการอักเสบของสิวได้ดี

5. การดื่มน้ำ

การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม หรือดื่มให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างผิวให้สมบูรณ์จากการผลัดเซลล์ผิวใหม่ และจากการศึกษาวิจัย ยังพบว่าคนที่ดื่มน้ำมากกว่าวันละ 2 ลิตร เป็นเวลา 30 วันจะช่วยฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้นขึ้น

สรุป

การเกิดริ้วรอยจุดด่างดำ เป็นปัญหาความงามบนใบหน้าที่มีส่วนทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง เพราะเป็นจุดที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนและยังเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จุดด่างดำ แม้จะเป็นริ้วรอยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การรับรู้ปัจจัยที่ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆ ก็สามารถลดโอกาสการเกิดริ้วรอยจุดด่างดำเหล่านั้นได้ เพียงดูแลตนเองดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธี เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย ครีมลดรอยดำ ลบจุดดำบนใบหน้า ให้เหมาะสมกับสภาพผิว ดูแลสุขภาพรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพียงเท่านี้ก็สามารถรับมือกับปัญหาริ้วรอยและจุดด่างดำได้แล้ว

การมีรูปร่างที่สวยสมส่วน ปราศจากไขมันส่วนเกินสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน เพราะนอกจากหาเสื้อผ้าใส่ง่ายยังทำให้มั่นใจในบุคลิกภาพของตนเอง ดูดไขมัน เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้รูปร่างดูดีและได้สัดส่วนมากขึ้น การดูดไขมันคืออะไร วิธีการดูดไขมันมีกี่วิธี และตำแหน่งในการดูดไขมันมีจุดไหนบ้างที่สามารถทำได้ บทความนี้มีคำตอบมาให้ค่ะ

การดูดไขมัน คืออะไร

การศัลยกรรมเพื่อดูแลรูปร่างให้สวยสมส่วน มีหลายรูปแบบและทำได้หลายเทคนิควิธี “การดูดไขมัน” เป็นศัลยกรรมประเภทหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เป็นการดูดไขมันเพื่อกำจัดเซลลูไลท์ และลดความอ้วน ความเข้าใจนี้อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เนื่องจากการดูดไขมันไม่ใช่วิธีหลักในการแก้ปัญหาของผู้ที่เป็นโรคอ้วน แต่การดูดไขมัน คือการกำจัดไขมันส่วนเกินในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย ลักษณะเป็นการกำจัดไขมันเฉพาะจุด ที่ลดได้ยาก เช่น บริเวณใต้ผิวหนัง

ความหมายที่ถูกต้อง ของการดูดไขมัน จึงเป็นการทำศัลยกรรม เพื่อช่วยปรับรูปร่าง ทำให้สัดส่วนกระชับสวยได้รูป และมีส่วนเว้าส่วนโค้งตามต้องการ รวมทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่ต้องการลดไขมันหน้าท้อง เพื่อให้เห็นซิกซ์แพ็ก หรือเห็นกล้ามเนื้อท้องที่ชัดเจนขึ้น โดยเป็นการดูดไขมันด้วยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ ด้วยเครื่อง Vaser Smooth 2.2 ทำให้ไขมันแตกตัวเป็นของเหลว ที่ง่ายต่อการดูดออกมา 

เรื่องควรรู้และความปลอดภัยในการดูดไขมัน

การดูดไขมันถือเป็นหัตถการด้านศัลยกรรมตกแต่ง ที่ผู้ศัลยกรรมส่วนใหญ่ต้องการทำหัตถการเพื่อกระชับสัดส่วน และยังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม และเพื่อให้คนที่ต้องการดูดไขมัน แต่ยังไม่มั่นใจว่าดูดไขมันดีจริงไหม ทำแล้วมีความปลอดภัยหรือไม่ การดูดไขมันที่ปลอดภัยควรมี 3 เรื่องควรรู้ ดังนี้

1. ผู้ที่เหมาะสมกับการดูดไขมัน

ดูดไขมันไม่ใช่การลดความอ้วน แต่เป็นการกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะส่วน ผู้ที่เหมาะกับการดูดไขมัน จึงไม่ได้หมายถึงคนที่มีน้ำหนักส่วนเกินหรือมีน้ำหนักตัวมาก แต่เป็นบุคคลต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ และมีไขมันส่วนเกินเฉพาะส่วน โดยไม่สามารถลดได้หลังจากการออกกำลังกายและคุมอาหาร การดูดไขมัน จึงเป็นทางเลือกที่ดี
  • บุคคลที่ผิวหนังมีคุณภาพความยืดหยุ่นที่ดี ผิวหนา ไม่หย่อนคล้อย เพราะผิวที่บางและบริเวณที่แตกลายและหย่อนคล้อย การดูดไขมันไม่สามารถรับประกันการแก้ไขภาวะเซลลูไลท์ได้
  • ผู้ที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว

2. การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานมีแพทย์วิชาชีพเป็นผู้ให้บริการ

การดูดไขมันเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยง การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานได้รับใบอนุญาตถูกต้อง นอกจากมีแพทย์วิชาชีพเป็นผู้ให้บริการแล้ว เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยังสะอาด ปลอดภัย สร้างความมั่นใจในเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี

3. แพทย์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

การดูดไขมันแม้จะมีแผลขนาดเล็ก แต่ก็เป็นหัตถการทางศัลยกรรมความงามที่มีความเสี่ยง มีโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ เส้นประสาท และอวัยวะข้างเคียงเกิดได้สูง การให้บริการโดยศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ช่วยสร้างความมั่นใจทั้งด้านความปลอดภัย และผลลัพธ์จากการดูดไขมัน

การดูดไขมันมีกี่วิธี

โดยทั่วไปคำว่า ดูดไขมัน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเป็นการดูดไขมันเพื่อลดความอ้วน ในความเป็นจริง การดูดไขมันตามส่วนต่างๆภายในร่างกาย เป็นการนำไขมันส่วนเกินออกไป เพื่อให้สัดส่วนบริเวณนั้นๆมีขนาดเล็กลง ช่วยให้รูปร่างสมส่วน และดูสวยงามมากขึ้น ในกระบวนการดูดไขมันสิ่งที่ผู้ศัลยกรรมต้องทำความเข้าใจ ก็คือ การดูดไขมันมีกี่แบบ ซึ่งไขมันที่ถูกดูดออกมาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ และ 1 วิธี ได้แก่ การดูดไขมันทิ้ง การดูดไขมัน – เติมไขมัน และเทคนิคการดูดไขมันซึ่งมีหลายวิธีดังนี้

การดูดไขมันทิ้ง

การดูดไขมันทิ้งเป็นการกำจัดไขมันออกไป โดยไม่ได้นำเอาไขมันที่ดูดออกมาไปใช้ประโยชน์ต่อ อุปกรณ์ที่ใช้ได้แก่ เครื่องดูดไขมันพลังงานน้ำ และเครื่องดูดไขมันพลังงานความร้อน ซึ่งได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากการใช้เครื่องพลังความร้อนสามารถสลายไขมันได้ดี และมีราคาดูดไขมันที่ถูกกว่าเครื่องดูดไขมันพลังงานน้ำ

การดูดไขมัน – เติมไขมัน

การดูดไขมันแล้วนำไขมันนั้นมาเติมเต็มบริเวณจุดบกพร่องนั้น เนื่องจากการดูดไขมันสามารถนำไขมันที่ดูดออกไปปลูกถ่ายที่ส่วนอื่นของร่างกายได้ด้วย โดยเรียกกันว่าการฉีดไขมัน เช่น การฉีดไขมันหน้าผาก เพื่อปรับรูปหน้าผากให้มีลักษณะตามหลักโหงวเฮ้ง เป็นต้น ซึ่งการเติมไขมันจะไม่สามารถใช้เครื่องดูดไขมันพลังความร้อนได้ จะต้องใช้เครื่องดูดไขมันพลังน้ำ เท่านั้น หรือดูดไขมันแบบแรงมือ  ใช้เพียง Syringe ดูดเก็บไขมันออกมา เพื่อเติมเต็มอย่างเดียว

เทคนิคและวิธีการดูดไขมัน

สำหรับการดูดไขมันหลักๆมีเพียงเทคนิคเดียว คือ การทำให้ไขมันหลวมเพื่อดูดออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น ส่วนวิธีทำให้ไขมันหลวมมีหลายวิธีการ เช่นการใช้คลื่นวิทยุ (RF) การใช้อัลตราซาวด์ หรือคลื่นเสียง การฉีดสารละลายบางอย่างที่ทำให้ไขมันแตกตัวและดูดง่ายขึ้น

ตำแหน่งในการดูดไขมันมีจุดไหนบ้าง

ดูดไขมัน นอกจากเป็นศัลยกรรมความงามรูปแบบหนึ่งที่ช่วยขจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้ว ยังเป็นเทคโนโลยีในการสลายเฉพาะเซลล์ไขมัน ไม่ทำให้เนื้อเยื่อข้างเคียงโดยเฉพาะเส้นเลือดและเซลล์ประสาทบริเวณรอบๆและเนื้อเยื่อก้อนไขมันเสียหาย ช่วยลดการเกิดรอยบวม และได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ผู้ศัลยกรรมฟื้นตัวได้เร็วกว่าการกำจัดไขมันด้วยวิธีอื่นๆ

Not found id

ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

ตำแหน่งของไขมันในร่างกาย

โดยปกติในร่างกายของคนเรา จะมีไขมันสะสมอยู่ตามจุดต่างๆซึ่งแต่ละคนจะมีจุดสะสมไขมันที่แตกต่างกัน และเซลล์ไขมันในร่างกายยังแบ่งออกเป็น 2 ตำแหน่งใหญ่ๆได้แก่ ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง

1. ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง

ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง ไขมันชนิดนี้บ่งบอกลักษณะชัดเจนว่าเป็นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งทำให้เกิดปัญหารูปร่างและสัดส่วน ทำให้ผิวหนังไม่ตึงกระชับ มีไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะผู้หญิงทำให้ส่วนเว้า ส่วนโค้งของรูปร่างหายไป และมักสะสมอยู่บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพกและก้น

2. ไขมันในช่องท้อง

ไขมันในช่องท้อง ไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่สะสมอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อท้องกับอวัยวะในช่องท้อง เนื่องจากร่างกายเผาผลาญหรือนำไปใช้งานไม่หมด ทำให้มีลักษณะลงพุง พุงห้อย พุงย้อย ซึ่งถือเป็นจุดที่อันตราย เนื่องจากไขมันช่องท้องเหล่านี้ จะขัดขวางทางเดินของเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกาย และเป็นตัวก่อโรคต่างๆ

ตำแหน่งในการดูดไขมัน

สำหรับตำแหน่งในการดูดไขมัน กรณีนำออกมาเติมเต็มหรือใช้ในการศัลยกรรมความงาม คือไขมันใต้ชั้นผิวหนัง ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อสุขภาพ การนำมาใช้จะส่งผลต่อความสวยงามของรูปร่างของเราเป็นหลัก โดยแต่ละคนก็จะมีไขมันสะสมตามจุดต่างๆมากน้อยแตกต่างกันไป รวมทั้งการดูดไขมันออกมาเติมเต็มบางตำแหน่งมีความเสี่ยงสูง ซึ่งไม่เหมาะกับการดูดไขมัน ส่วนของตำแหน่งที่นิยมดูดไขมัน ได้แก่ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา  ดูดไขมันสะโพก และก้น ดังนี้

1. การดูดไขมันหน้าท้อง

การดูดไขมันหน้าท้อง เป็นตำแหน่ง ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในการดูดไขมัน เนื่องจากเป็นส่วนที่สะสมปริมาณไขมันได้มากที่สุดในร่างกายไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย จุดที่จะทำการดูดไขมันก็คือช่วงเอวและหน้าท้องส่วนล่าง

2. การดูดไขมันต้นแขน

การดูดไขมันต้นแขน เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่ได้รับความนิยม เนื่องจากการมีไขมันสะสมบริเวณต้นแขนเป็นจำนวนมาก มักส่งผลต่อการแต่งตัวและการเลือกเสื้อผ้าสวมใส่ได้ยาก การดูดไขมันเพื่อปรับลดขนาดต้นแขนให้เล็กลง จะทำให้ดูสมส่วนมากขึ้น

3. การดูดไขมันต้นขา

ต้นขาก็เป็นที่ตำแหน่งหนึ่งที่มีการสะสมของไขมัน ทำให้ต้นขาใหญ่ การดูดไขมันต้นขา เป็นการกำจัดไขมันส่วนเกินที่อยู่รอบๆต้นขาออกไป เพื่อแก้ปัญหาต้นขาใหญ่ เนื้อขาปลิ้น หรือต้นขาไม่สมส่วนกับสัดส่วนอื่นๆของร่างกาย

4. ดูดไขมันสะโพก และก้น

การมีไขมันบริเวณก้นและสะโพกปริมาณมาก ส่งผลให้มีปัญหาสะโพกใหญ่ไม่รับขนาดตัวและสะโพกที่ใหญ่ย้อยจนเกินไปทำให้มีรูปร่างที่ไม่สวยงาม  การดูดไขมันสะโพกและก้นเป็นการขจัดไขมันส่วนเกินออก เพื่อให้มีรูปร่างที่สมส่วนสวยงาม มีก้นและสะโพกที่กลมเด้งกระชับ มากขึ้น

ขั้นตอนการผ่าตัดดูดไขมัน

การผ่าตัดดูดไขมัน เป็นการกำจัดไขมันส่วนเกินตรงบริเวณที่ไม่ต้องการ เพื่อให้รูปร่างส่วนนั้นๆดูดีขึ้น และเป็นการผ่าตัดดูดไขมันในชั้นใต้ผิวหนังออกจากส่วนต่างๆของร่างกายเฉพาะจุด ขั้นตอนการผ่าตัดอาจทำให้ผู้รับบริการมีความเจ็บปวด เพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างดูดไขมันทำได้ 2 วิธี คือ การดมยาสลบและการฉีดยาชาเฉพาะที่ ซึ่งการผ่าตัดดูดไขมันมีขั้นตอน ดังนี้

  1. วางยาสลบหรือใช้ยาชาเฉพาะที่
  2. เปิดช่องผิวหนังเป็นรอยยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร
  3.  ฉีดยาเพื่อทำให้ไขมันอ่อนตัว และผสมยาห้ามเลือดลงในตำแหน่งที่ดูดไขมัน
  4. สอดท่อเข้าไปในรอยแผลที่เปิดไว้ และดูดเอาไขมันส่วนเกินออก
  5.  เย็บแผลด้วยไหมขนาดเล็กประมาณ 1 – 2 เข็ม เพื่อปิดปากแผล
  6. พันบริเวณที่ดูดไขมันด้วยผ้ายืด
  7. ใช้เวลา 30 นาทีถึง 5 ชม. ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่ดูด

การดูดไขมันโดยการฉีดยาชา และวางยาสลบ แตกต่างกันอย่างไร

การดูดไขมันหรือการผ่าตัดดูดไขมันส่วนเกิน เป็นการศัลยกรรมที่ทำให้เกิดรอยแผล และมีหลายเทคนิควิธี แต่ละเทคนิคอาจใช้เพียงการฉีดยาชา หรือการวางยาสลบอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทำได้ทั้ง 2 วิธี ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้ให้บริการ หรือขึ้นอยู่กับตัวของผู้ศัลยกรรมเอง โดยทั้ง 2 เทคนิคมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน ดังนี้

1. การดูดไขมันโดยการฉีดยาชา

การฉีดยาชา แพทย์จะฉีดยาชาเข้าไปในบริเวณที่ต้องการดูดไขมัน โดยหลักการจะฉีดยาชาแล้วเปิดแผล ขนาด 0.2-0.3มม. แล้วเริ่มฉีดยาชาให้ทั่วบริเวณที่ต้องการดูด ใช้เวลาในการออกฤทธิ์ประมาณ 2-3 นาที ในเข้าไปยับยั้งการส่งกระแสประสาทความรู้สึกเจ็บ ที่จะถูกส่งไปยังสมอง ทำให้ผู้ศัลยกรรมไม่รู้สึกเจ็บ แต่จะรับรู้ได้ถึงแรงกด และการเคลื่อนไหวในบริเวณที่ต้องการดูดไขมัน วิธีนี้เหมาะกับการดูดไขมันบริเวณเล็กๆใช้เวลาในการดูดไขมันไม่นาน เช่น เหนียงและต้นแขน

ข้อดีของการดูดไขมันโดยการฉีดยาชา

  • ผู้ศัลยกรรมไม่ต้องงดน้ำ อาหาร ก่อนดูดไขมัน
  • ไม่ต้องเอกซเรย์ปอด ตรวจการทำงานของตับและไต
  • การฉีดยาชา ใช้เวลาในการดูดไขมันได้รวดเร็วกว่า การวางยาสลบ
  • ผู้ศัลยกรรมรู้สึกตัวตลอดเวลา หลังผ่าตัดดูดไขมันเสร็จแล้ว สามารถกลับบ้านได้ทันที

2. การดูดไขมันโดยวิธีดมยาสลบ

การดูดไขมันโดยวิธีดมยาสลบ ก่อนที่จะทำการดูดไขมัน วิสัญญีแพทย์ จะประเมินและตรวจเช็คร่างกายผู้รับบริการอย่างละเอียด และจะยังเฝ้าสังเกตอาการ ในขณะที่คนไข้ยังไม่ได้สติอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อติดตามอาการหลังการดูดไขมันอีกระยะกรณีที่คนไข้ยังมีอาการปวด และยังไม่ได้สติกลับคืนมาเต็มที่ ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับการดูดไขมันบริเวณกว้างและดูดไขมันหลายจุดพร้อมกัน

ข้อดีของการดูดไขมันโดยวิธีดมยาสลบ

  • ผู้ศัลยกรรมจะรู้สึกผ่อนคลาย เพราะจะไม่มีความเจ็บปวดระหว่างการดูดไขมัน ทำให้การดูดไขมันง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • ศัลยแพทย์สามารถใช้เครื่องมือและเทคนิคการดูดไขมันได้มาก
  • ศัลยแพทย์สามารถดูดไขมันออกมาได้เต็มที่ และสามารถออกแบบสรีระให้สวยงามตามต้องการได้
  • ทำให้การดูดไขมันง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนจากการดูดไขมัน

การผ่าตัดดูดไขมัน เป็นการผ่าตัดอย่างหนึ่งที่มีผลเหมือนกับการผ่าตัดทั่วไป ที่อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนขึ้นมาได้ รวมทั้งการดูดไขมันยังเป็นการนำไขมันจำนวนมากออกไป ภายในเวลารวดเร็ว ภาวะแทรกซ้อน และอาการที่อาจพบได้ มีดังนี้

  • อาการวิงเวียนศีรษะ อาจเกิดจากการสูญเสียน้ำในร่างกายขณะดูดไขมัน หรือเป็นผลข้างเคียงจากยาชา ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการดื่มน้ำให้มาก
  • เกิดอาการบวม ช้ำ เขียว บริเวณที่ดูดไขมัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่จะมากหรือน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
  • การติดเชื้อของแผลผ่าตัด ที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ
  • อาการปวดระบม เนื่องจากเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกกระทบกระเทือนจากการดูดไขมัน โดยทั่วไปจะหายภายในประมาณ 1 สัปดาห์
  • ผิวหนังบริเวณที่ถูกนำไขมันออกไปไม่เรียบ เหลือเป็นรอยลักษณะเป็นคลื่นอยู่ เกิดจากการนำไขมันออกในชั้นผิวที่ไม่ลึกมากพอ หรือบางรายผิวอาจแข็ง เนื่องจากเนื้อเยื่อแข็งขึ้น แต่สามารถรักษาได้โดยการนวด

ข้อดีของการดูดไขมันลดส่วนเกิน

  • ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้เกือบทุกส่วนในร่างกาย
  • การดูดไขมัน เป็นการดูดไขมันเฉพาะจุดที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินและสร้างสัดส่วนให้สวยงาม โดยไม่ต้องอดอาหารหรือลดน้ำหนัก
  • ลดจำนวนไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย และการดูดไขมันยังเป็นการกำจัดเซลล์ไขมันในร่างกายอย่างถาวร
  • ช่วยแก้ปัญหารูปร่างให้เข้าที่ ช่วยปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับรูปร่างมากขึ้น เป็นการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี
  • กำจัดไขมันสะสมเฉพาะจุด ช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายสะดวกมากขึ้น
  • เพิ่มความมั่นใจในการแต่งตัว สามารถแต่งตัวได้หลากหลายมากขึ้น เสริมสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง
  • ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย เพื่อให้รูปร่างคงสภาพเดิม
  • การสร้างสุขภาพที่ดี เพราะการดูดไขมันสามารถลดเซลล์ไขมันหรือไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ซึ่งการมีไตรกลีเซอไรด์ที่มากเกินไป ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

ข้อเสียของการดูดไขมันลดส่วนเกิน

  • สำหรับคนที่มีปัญหาผิว อาจเกิดแผลเป็นหรือคีลอยด์ได้
  • มีแผลจากการเจาะดูดไขมัน
  • มีโอกาสเกิดผิวเป็นคลื่น ไม่เรียบเนียน
  • ผิวอาจย้วยได้ หากดูดไขมันในปริมาณมาก หรือสภาพผิวเดิมของคนไข้มีความหย่อนคล้อยอยู่แล้ว
  • หลักตากดูดไขมันแล้ว บางรายอาจมีอาการชาไม่หาย

วิธีเตรียมตัว และดูแลตนเองก่อนการดูดไขมัน

  • เลือกคลินิกที่มั่นใจ จากนั้นพบแพทย์เพื่อตรวจความพร้อมของร่างกาย ผิวหนัง และตรวจไขมันสะสม
  • แจ้งประวัติการการแพ้ยา และการรักษาโรคประจำตัว กรณีมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง  เบาหวาน หรือหอบหืด
  • งดรับประทานยา หรือรับประทานอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ฯลฯ ตามระยะเวลา ที่แพทย์ให้คำแนะนำ
  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการดูดไขมันปริมาณมากๆหรือดูดพร้อมกันหลายๆ จุดเนื่องจากการผ่าตัดที่ทำให้เสียเลือดมาก อาจมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตได้
  • เตรียมเสื้อผ้าสีเข้มไว้สำหรับสวมใส่ในวันดูดไขมัน เพราะหลังจากดูดไขมันจะมีน้ำซึมออกมาซึ่งอาจจะทำให้เห็นเป็นคราบได้
  • เตรียมความพร้อมเพื่อการดูแลตนเอง โดยเตรียมตัวหยุดงานประมาณ 2 วัน
  • อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดก่อนมาพบแพทย์
  • งดรับประทานอาหารอย่างน้อย 6 ชม.ก่อนดูดไขมัน

การดูแลหลังการผ่าตัดดูดไขมัน

  1. หลังดูดไขมัน งดดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้แผลหายช้า
  2. ระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ เช็ดตัวแทนการอาบน้ำ ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  3. ทำความสะอาดแผลทุกวันจนกว่าจะตัดไหม
  4. รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  5. งดดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ เพราะช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ จะส่งผลให้แผลหายช้า และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  6. งดยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หลังผ่าตัดดูดไขมันเพราะจะทำให้แผลผ่าตัดหายช้า
  7. ออกกำลังกายเบาๆ หลังดูดไขมันไปแล้ว 2 สัปดาห์ หากต้องการออกกำลังกายหนัก สามารถทำได้หลังจากดูดไขมันไปแล้ว 1 เดือน
  8. ใส่สเตย์หรือชุดกระชับสัดส่วนเพื่อพยุงและป้องกันไม่ให้กระทบกระเทือนแผลบริเวณที่ดูดไขมัน และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยต้องเลือกสเตย์ที่เหมาะสม ประมาณ 1-8 สัปดาห์ หรือตามที่แพทย์แนะนำ
  9. พบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจดูแผลและตัดไหม

ผ่าตัดดูดไขมัน ที่เมโกะคลินิก ดีอย่างไร

  1. มีแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ ด้านการผ่าตัดดูดไขมันครอบคลุมทุกจุดบนร่างกาย เช่นสะโพก ก้น ใต้ก้น แก้มก้น น่อง ปีกเอว ขาด้านนอก ขาด้านใน เนินหน้าอก ฯลฯ
  2. มีเทคนิควิธีในการดูดไขมัน โดยใช้วิธีดมยาสลบทุกเคส  ทำให้ผู้ศัลยกรรมดูดไขมันรู้สึกผ่อนคลายและไม่เจ็บ
  3. การผ่าตัดดูดไขมัน มีความปลอดภัยสูง เนื่องจาก มีวิสัญญีแพทย์ดูแลทุกเคส
  4. ทีมแพทย์ที่ให้บริการผ่าตัดดูดไขมัน มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญในการผ่าตัด ทำให้แผลเล็ก และแผลสวย
  5. แผลมีอาการบวมช้ำน้อย  ทำให้หายไว ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน
  6. เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ทันสมัยได้มาตรฐานระดับสากล
  7. เป็นคลินิกศัลยกรรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามมาตรฐานสถานพยาบาล
  8. มีใบอนุญาตประกอบการจากกระทรวงสาธารณสุข เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ผ่านการทำความสะอาดปลอดเชื้อ
  9. ให้บริการโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมด้านเสริมความงามโดยตรง ตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลเว็บไซต์ของแพทยสภา และสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย ว่าเป็นทีม “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่ง”
  10. เมโกะ คลินิก “สวยครบ จบ ในที่เดียว” เพราะให้บริการศัลยกรรมเสริมความงามครบวงจร ทั้งศัลยกรรมใบหน้า เสริมหน้าอก ดูดไขมัน ปรับรูปร่างให้สวยสมส่วน ดูแลผิวพรรณให้ขาวใส ลดริ้วรอย

สรุป

การดูดไขมันหรือผ่าตัดดูดไขมัน คือการกระชับสัดส่วนให้สวยได้รูป และมีส่วนเว้าส่วนโค้งมากขึ้น โดยใช้เทคนิคในการกำจัดไขมันส่วนเกินชั้นใต้ผิวหนัง ออกจากส่วนต่างๆของร่างกาย และเป็นจุดที่ลดไขมันได้ยาก การดูดไขมันทำได้ 2 วิธี คือ การดูดไขมันทิ้ง และการดูดไขมันเพื่อเติมเต็ม ที่นอกจากจะนำไขมันที่ได้มาผ่านกระบวนการแล้วนำไปฉีดเติมเต็มส่วนที่บกพร่องในร่างกายแล้ว ยังเป็นการดูดเฉพาะจุดที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้หลายจุด ตำแหน่งในการดูดไขมันมีหลายจุด ที่นิยมดูดไขมัน ได้แก่ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา  ดูดไขมันสะโพก หรือส่วนอื่นๆ ซึ่งแต่ละคลินิกจะมีเทคนิควิธีที่แตกต่างกัน การแก้ปัญหาไขมันส่วนเกินที่ได้ผลลัพธ์ ขึ้นอยู่กับการเลือกคลินิก แพทย์ผู้ให้บริการ และการดูแลตนเองทั้งก่อนและการผ่าตัด

“หน้าผาก” คือจุดเด่นรับกับจมูกและส่วนต่างๆของใบหน้า การมีหน้าผากโหนกนูน โค้งมนได้สัดส่วน ไม่เพียงช่วยเสริมใบหน้าให้โดดเด่นยิ่งขึ้นเท่านั้น ตามหลักโหงวเฮ้งยังเชื่อว่าหน้าผากที่มีลักษณะโหนกนูน เรียบเนียน ไม่มีรอยตำหนิบนหน้าผาก เป็นคนวาสนาดี ค้าขายร่ำรวย ทำงานอะไรก็มีความเจริญรุ่งเรือง ศัลยกรรมหน้าผาก จึงเป็นตัวช่วยเสริมหน้าผากให้ได้รูปสวยและมีหลายเทคนิควิธีที่สามารถออกแบบให้เหมาะกับทุกรูปหน้า

ศัลยกรรมหน้าผาก เสริมหน้าผาก คืออะไร

ศัลยกรรมหน้าผาก การเสริมหน้าผาก คือการศัลยกรรมเพื่อแก้ปัญหา หน้าผากกว้าง หน้าผากแคบ หน้าผากสูง หรือหน้าผากแบน ช่วยให้หน้าผากโค้งนูนสวยได้รูปมากขึ้นโดยทำได้หลายเทคนิค เช่น การเสริมหน้าผากด้วยการปลูกถ่ายไขมันจากร่างกาย การเสริมหน้าผากด้วยการฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์ และการผ่าตัดเสริมซิลิโคนหน้าผาก แต่ละเทคนิคมีขั้นตอนและวิธีการที่แตกต่างกัน ดังนี้

การเสริมหน้าผากด้วยการปลูกถ่ายไขมันจากร่างกาย

การเสริมหน้าผากด้วยการปลูกถ่ายไขมันจากร่างกาย หรือการฉีดไขมันหน้าผาก เป็นเทคนิคการดูดไขมันจากส่วนอื่นของร่างกายมาเสริมที่บริเวณหน้าผาก หรือเติมเต็มจุดบกพร่องต่างๆ บนใบหน้าช่วยให้หน้าผากนูนขึ้น สวยขึ้น หรือเป็นการฉีดหน้าผากเพื่อปรับรูปหน้าตามหลักโหงวเฮ้ง ของคนที่มีความเชื่อในศาสตร์แขนงนี้

กระบวนการฉีดไขมันหน้าผาก

การฉีดไขมันหน้าผากเปรียบเสมือนการย้ายเซลล์ไขมันจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยการดูดไขมันจากบริเวณต่างๆ เช่น ไขมันบริเวณท้องน้อย สะโพก ต้นขาด้านนอก ต้นขาด้านหน้า หรือต้นขาด้านใน ซึ่งการดูดไขมันจะมีรอยแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร เมื่อได้ไขมันที่ต้องการ จะนำไปผ่านกระบวนการปั่นแยกสิ่งเจือปนจนได้เซลล์ไขมันบริสุทธิ์ จากนั้นใส่ในกระบอกฉีดยาสำหรับฉีดไขมันด้วยเข้มที่มีขนาดเล็ก โดยไขมันที่ฉีดเข้าไปจะช่วยเพิ่มความนูนของหน้าผาก หรือช่วยเติมขมับที่ตอบให้ดูตื้นขึ้น

ข้อดีของการฉีดไขมันหน้าผาก

  1. การฉีดไขมันหน้าผาก อาการแพ้มีโอกาสเกิดได้น้อยมาก เนื่องจากเป็นไขมันจากร่างกายของตนเอง ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม ร่างกายจะตอบรับได้ดีไม่เกิดการต่อต้าน ฉีดแล้วสามารถคงคนได้นานกว่า และส่งผลแทรกซ้อนน้อยกว่าวิธีอื่น
  2. การฉีดไขมันหน้าผาก ไขมันบางส่วนที่ถูกฉีดเข้าไปจะคงอยู่ถาวร และสลายตัวเพียงบางส่วนเท่านั้น
  3. ช่วยแก้ปัญหาหน้าผากแบน ขมับตอบ มองเห็นเป็นรอยบุ๋ม ริ้วรอยร่องลึก รอยย่นที่หน้าผาก หรือคิ้วตก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. การฉีดไขมันหน้าผาก ยังสามารถเติมเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องได้ทั่วใบหน้า เป็นการแก้ปัญหาหลายๆจุดบนใบหน้าไปพร้อมๆกันได้
  5. แก้ปัญหาได้อย่างเห็นผลลัพธ์และยาวนาน เพราะเมื่อฉีดไขมันหน้าผากแล้ว ไขมันที่ฉีดเข้าไปหลังจากผ่านไป 6 เดือน จะอยู่ได้อย่างถาวร
  6. ผลลัพธ์ของการฉีดไขมันที่หน้าผากจะอยู่รอดได้ตลอดชีวิต เพราะหลังจากฉีดไขมันหน้าผาก ร่างกายสามารถสร้างเส้นเลือดใหม่เล็กๆ เพื่อส่งเลือดและอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ไขมันได้อย่างสมบูรณ์
  7. ฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว การดูดไขมันและการฉีดไขมันหน้าผาก ไม่มีรอยแผลหรือมีเพียงรอยเล็กๆ ขนาด 2 มิลลิเมตร เท่านั้น
  8. ประหยัดกว่าการฉีดสารสังเคราะห์หรือฟิลเลอร์ เพราะไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำ
  9. ช่วยลดปริมาณไขมันส่วนเกินในบริเวณที่ดูดไขมันออกมาใช้

ข้อเสียของการฉีดไขมันหน้าผาก

  1. การฉีดไขมันหน้าผาก ไม่สามารถทำได้ทุกคนเพราะไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ผอมมากหรือมีไขมันในร่างกายน้อย
  2. การฉีดไขมันหน้าผาก มีโอกาสที่ไขมันส่วนหนึ่งจะฝ่อและตายไป อาจจำเป็นต้องฉีดไขมันบริเวณหน้าผาก 2 – 3 ครั้งถึงจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์
  3. การฉีดไขมันที่หน้า ใช้เวลาหลายชั่วโมง รวมไปถึงมีกระบวนการและขั้นตอนมากทั้งการดูดไขมัน กระบวนการนำไขมันมาปั่นคัดแยกเซลล์ไขมัน และขั้นตอนการฉีดไขมัน

ผลข้างเคียงหลังฉีดไขมันหน้าผาก

  • อาการบวม โดยวันแรกหลังฉีดไขมันหน้าผาก จะมีอาการบวมค่อนข้างมาก ซึ่งเกิดจากการใช้ยาชา และการอักเสบจากภายใน
  • จะมีอาการบวมช้ำ  2-3 วันแรก หลังจากนั้น อาการบวมช้ำจะค่อยๆบรรเทาลง
  • การฉีดไขมันหน้าผาก โอกาสเสื่อมสลายของไขมันเกิดขึ้นได้ เช่น อายุมากขึ้น การลดน้ำหนัก และการดูแลตนหลังฉีดไขมัน ที่ไม่ได้ดูแลตนเองอย่างถูกวิธี

การเตรียมตัวก่อนฉีดไขมันหน้าผาก

  1. แจ้งประวัติการแพ้ยา การรับประทานยาและอาหารเสริมที่รับประทาน รวมถึงโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ
  2. งดรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ก่อนเข้ารับการฉีดไขมันที่หน้าผาก 2 สัปดาห์
  3. งดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
  4. วันนัดฉีดไขมันหน้าผาก ควรสระผมและทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อยก่อนเข้ารับการฉีดไขมันที่หน้าผาก
  5. งดการแต่งหน้า หรือไม่ควรใช้เครื่องสำอางใดๆ ในบริเวณใบหน้า
  6. การฉีดไขมันที่หน้าผาก ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร แต่ไม่ควรรับประทานอาหารให้อิ่มมากเกินไป

การปฏิบัติตัวหลังฉีดไขมันหน้าผาก

  1. ช่วง 24 ชม. แรก งดการนวดหน้า ทาครีม ทาโลชั่น หรือใช้เครื่องสำอางใดๆ
  2. หลังฉีดไขมันหน้าผาก ช่วง 8-72 ชม.แรก ควรประคบเย็นด้วยเจลประคบ เพื่อลดบวม
  3. นอนหมอนสูงในช่วง 2 – 3 วันแรก เพื่อลดอาการบวม
  4.  หลีกเลี่ยงการซาวน่า ว่ายน้ำ และออกกำลังกายหนัก ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีดไขมันที่หน้าผาก
  5. ติดพลาสเตอร์บริเวณรูเข็มที่ฉีดไขมัน 1 วัน
  6. งดการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้เซลล์ไขมันฝ่อ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดอาการบวมได้นานกว่าปกติ
  7. รับประทานยาฆ่าตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  8. หากพบอาการผิดปกติ เช่น รอยบวมแดง ทั้งบริเวณหน้าผากที่ฉีดไขมัน และบริเวณดูดไขมัน ควรพบแพทย์ทันที

การเสริมหน้าผากด้วยการฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์หน้าผาก หรือการเสริมหน้าผากด้วยการฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์ คือการฉีดสารไฮยาลูรอนิค แอซิด ฉีดเข้าไปเพื่อเติมเต็ม หรือปรับแต่งรูปทรงของหน้าผากให้ตรงกับความต้องการของผู้ศัลยกรรม หรือตรงตามลักษณะโหงวเฮ้งหน้าผาก ของคนที่มีความเชื่อในหลักโหงวเฮ้ง

ฟิลเลอร์หน้าผากช่วยอะไรได้บ้าง

  • การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก เป็นการฉีดสารเติมเต็มเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหน้าผากแบนหน้าผากยุบให้ดูโหนกนูน เต่งตึงขึ้น ทำให้ภาพรวมของใบหน้าดูสวยสมบูรณ์มากขึ้น
  • การฉีดเสริมหน้าผาก นอกจากมีส่วนช่วยสำคัญในการปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนสวยเข้ารูป ยังสามารถแก้ไขรอยตำหนิบริเวณหน้าผาก เช่น รอยแผลเป็น รอยย่นบนหน้าผาก  และริ้วรอยต่างๆ ทำให้ผิวบริเวณหน้าผากเรียบเนียน ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ไม่แก่กว่าวัย
  • ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณ ดูเปล่งปลั่ง สดใส เพราะฟิลเลอร์มีคุณสมบัติช่วยกักเก็บน้ำใต้ชั้นผิว การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากจึงช่วยให้ผิวอิ่มฟู ชุ่มชื้น เรียบเนียน และลดริ้วรอยเล็กๆได้ดีอีกด้วย
  • ช่วยเสริมโหงวเฮ้ง การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก เป็นการเพิ่มมิติให้กับใบหน้า และตามหลัก    โหงวเฮ้ง เชื่อว่าคนที่มีหน้าผากกว้างกำลังพอดี ลักษณะหน้าผากนูน อิ่มเอิบ ได้สัดส่วนกับรูปหน้า เป็นคนวาสนาดี ทำสิ่งใดก็มีความเจริญรุ่งเรือง

การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากเหมาะกับใคร

  • การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก เหมาะกับคนที่กลัวเจ็บ ไม่ต้องการผ่าตัด ไม่อยากมีแผล
  • เหมาะกับคนที่มีปัญหาหน้าผากแบน หน้าผากยุบ ต้องการเสริมหน้าผากให้ได้รูปสวย
  • การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก เหมาะกับคนที่มีปัญหาร่องลึก รอยบุ๋มที่หน้าผาก
  • คนที่มีความเชื่อในเรื่องโหงวเฮ้ง ต้องการเสริมโหงวเฮ้งหน้าผาก ให้หน้าผากมีลักษณะโหนก นูน
Not found id
ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก

  1. เป็นวิธีแก้ปัญหาหน้าผากแบน ที่ทำได้ง่ายสะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องผ่าตัด
  2. การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก ช่วยลดเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าผาก ช่วยแก้ปัญหาทำให้ดูแก่กว่าวัย
  3. การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ดูสวยละมุน และหลังฉีดเห็นผลทันทีไม่ต้องพักฟื้น
  4. มีความปลอดภัยสูง เพราะการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก คือสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด ที่สามารถสลายตัวได้เอง 100% ไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย
  5. การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก สามารถฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มเพิ่มเข้าไปได้อีก หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ หรืออยากเอาออก ก็สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ได้เช่นกัน
  6. ผิวของคนเรามีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากสามารปรับเปลี่ยนจุดฉีดให้เหมาะสมกับปัญหาในช่วงนั้นๆได้
  7. การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากใช้เวลาทำไม่นาน เห็นผลชัดเจนใน 1-2 สัปดาห์
  8. สามารถเพิ่ม-ลด ความนูน หรือออกแบบได้ตามต้องการ
  9. การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก หากใช้ฟิลเลอร์แท้ จะอยู่ได้นาน 1-2 ปี

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก

  1. การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากผลลัพธ์ไม่สามารถอยู่ได้ถาวร ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของฟิลเลอร์ที่เราเลือกฉีด โดยทั่วไปการฉีดแต่ละครั้งอยู่ได้ประมาณ 12 เดือน
  2. ต้องรับบริการจากศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงเท่านั้น เนื่องจากบริเวณหน้าผากเป็นจุดที่มีเส้นเลือดรวมอยู่มาก
  3. มีข้อควรระวัง ต้องฉีดด้วยฟิลเลอร์แท้เท่านั้นเพื่อความปลอดภัย
  4. มีข้อจำกัดปริมาณในการฉีด ในการฉีด 1 ครั้ง ไม่ควรใช้ฟิลเลอร์หน้าผากเกิน 5 cc

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก

  1. เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์หน้าผากที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองโดยกระทรวงสาธารณสุข
  2. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก ทั้งผลดี ผลเสีย และการเลือกฟิลเลอร์
  3. เพื่อความมั่นใจ ควรขอดูรีวิวผู้ใช้บริการจริงจาก คลินิกที่เราสนใจใช้บริการ
  4. งดรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ก่อนฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก 2 สัปดาห์
  5. งดดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง
  6. ก่อนฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก ควรงดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด
  7. ก่อนการฉีดฟิลเลอร์ 2 วัน ควรหลีกเลี่ยงการกำจัดขนบริเวณใบหน้าด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การแว็กซ์ขน การโกนขน หรือใช้ครีมกำจัดขน
  8. ควรหลี่กเลี่ยงการทำหัตถการเกี่ยวกับใบหน้า
  9. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 1.5-2 ลิตร เพราะการดื่มน้ำจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ฟิลเลอร์คงรูปอยู่ได้ เนื่องจากสารเติมเต็มไฮยาลูรอน ในฟิลเลอร์เป็นสารที่อุ้มน้ำ การดื่มน้ำมากๆจะช่วยให้ฟิลเลอร์ฟูได้รูป เป็นธรรมชาติ

การปฏิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก

  • หลังฉีดฟิลเลอร์ประมาณ 6 ชั่วโมง รอยเข็มบริเวณฉีดฟิลเลอร์อาจบวมมากขึ้น สามารถประคบเย็นได้
  • หลังฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก อย่างน้อย 48 ชั่วโมงควรอยู่ในที่อากาศเย็น และหลีกเลี่ยงการเผชิญความร้อน เพราะอาจทำให้เกิดอาการบวมเพิ่มมากขึ้นได้
  • หลังฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก ไม่ควรนอนคว่ำหน้าหรือนอนตะแคง ประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อระวังไม่ให้เกิดการกดทับบริเวณหน้าผากที่ฉีดฟิลเลอร์
  • เลี่ยงการออกแดด เลี่ยงการเผชิญแสงแดดแรงๆหรือแดดจัด เพราะความร้อนจากแสงแดดที่แรงจัด จะส่งผลต่อการระคายเคืองของผิว ทำให้หน้าแดง หรือรอยแดงโดยเฉพาะบริเวณรอยเข็มฉีดฟิลเลอร์
  • หลีกเลี่ยงการนวดคลึงหน้าผาก และควรระวังการสวมหมวกกันน็อค
  • ใน 2 สัปดาห์แรกหลังจากฉีดฟิลเลอร์ ควรงดเลเซอร์ร้อนที่ลงผิวชั้นลึก เนื่องจากความร้อนเฉพาะจุดอาจส่งผลต่อฟิลเลอร์ได้
  • หลังจากฉีดฟิลเลอร์ไปประมาณ 7 วัน รอยช้ำหรือรอยแดงจากเข็มจะค่อยๆหายไปเอง แต่ถ้ายังพบว่าอาการยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อวิเคราะห์อาการและขอคำแนะนำปรึกษา

การผ่าตัดเสริมซิลิโคนหน้าผาก

การผ่าตัดเสริมซิลิโคนหน้าผาก คือ การผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อนำแผ่นซิลิโคนที่มีรูปร่างโค้งงอเหมือนหน้าผากใส่เข้าไปยังพื้นที่หน้าผากเดิม เพื่อเสริมมิติของหน้าผากให้มีความสมส่วนกับใบหน้ามากขึ้น หรือเป็นการเสริมหน้าผากให้มีลักษณะที่ดี ได้รูปหน้าผากที่โหนก นูน ตามหลักโหงวเฮ้ง

ซิลิโคนเสริมหน้าผากมีกี่ประเภท

การศัลยกรรมหน้าผากด้วยการผ่าตัดเสริมซิลิโคน เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยปรับรูปหน้าให้สวยสมส่วน และยังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เนื่องจากการเสริมซิลิโคนหน้าผากที่มีคุณภาพ จะทำให้หน้าผากได้รูปทรงที่เนียนสวย ซิลิโคนแนบสนิทกับหน้าผากเป็นธรรมชาติ สำหรับการเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคน จะมีซิลิโคนให้เลือก 2 ประเภท ได้แก่ ซิลิโคนแบบสำเร็จรูป และ แบบเฉพาะบุคคล ทั้ง 2 ประเภทมีคุณสมบัติเหมาะกับการใช้งานแตกต่างกัน ดังนี้

เสริมซิลิโคนหน้าผากแบบสำเร็จรูป

ซิลิโคนหน้าผากแบบสำเร็จรูป หมายถึง ซิลิโคนที่ขึ้นรูปไว้แล้วตามมาตรฐานทางการแพทย์มีหลายขนาด และมีการออกแบบให้มีความโค้งโหนกนูนของหน้าผากเลือก สามารถเลือกได้ตามความต้องการ โดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์จะทำการวิเคราะห์ซิลิโคนที่ใกล้เคียงกับฐานหน้าผากของบุคคล และพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งซิลิโคนแบบสำเร็จรูปจะมี 2 ชนิด คือ ซิลิโคนเสริมหน้าผากของเกาหลีธรรมดา และซิลิโคนเสริมหน้าผาก ของ KEOSAN และมีให้เลือก 3 ขนาด ดังนี้

  • ซิลิโคนหน้าผาก Size S ความหนา 4.5 มิลลิเมตร
  • ซิลิโคนหน้าผาก Size M ความหนา 6.0 มิลลิเมตร
  • ซิลิโคนหน้าผาก Size L ความหนา 7.0 มิลลิเมตร

ข้อดี ของการเสริมซิลิโคนแบบสำเร็จรูป

  • การเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคนแบบสำเร็จรูป ราคาไม่แพง และไม่ต้องรอสั่งผลิตซิลิโคนจากต่างประเทศ สามารถนัดคิวทำได้เลย
  • ซิลิโคนแบบสำเร็จรูป มีความคงรูปและคงทนถาวร อยู่ได้นาน หรือตลอดชีวิต
  • สามารถแก้ปัญหาหน้าผาก ของผู้รับบริการได้ทุกกลุ่ม และปรับไซส์หน้าผากได้ตามต้องการ ง่ายต่อการปรับทรง
  • รูปทรงมีความเป็นธรรมชาติ โค้งมนรับกับใบหน้า
  • เนื้อซิลิโคนนิ่ม ทำให้ได้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ เหมือนผิวหน้าผากของเรา

ข้อจำกัดของการเสริมซิลิโคนแบบสำเร็จรูป

  1. ขนาดของซิลิโคนมีให้เลือกอย่างจำกัด
  2. ปรับแต่งรูปทรงได้เล็กน้อย เสริมหน้าผากแล้วอาจไม่ได้ขนาดพอดีกับขนาดหน้าผาก
  3. อาจจะแก้ปัญหาหน้าผากที่บุ๋ม ยุบ ไม่เท่ากันได้ไม่ 100%
  4. ปรับแต่งรูปทรงได้เล็กน้อย จึงไม่อาจใช้วิธีนี้ได้กับผู้ศัลยกรรมหน้าผากทุกราย

เสริมซิลิโคนหน้าผากแบบเฉพาะบุคคล

ซิลิโคนหน้าผากแบบเฉพาะบุคคล เป็นการออกแบบและผลิตซิลิโคนออกมา สำหรับบุคคลนั้นโดยถูกออกแบบและผลิตมาเพียงชิ้นเดียวในโลก เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างหน้าผากของบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ทำให้ได้ซิลิโคนที่เข้ากับโครงสร้างของหน้าผาก เรียบ เนียน และการเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคนเฉพาะบุคคล มีอยู่ 2 แบบ ด้วยกัน ได้แก่ ซิลิโคนเสริมหน้าผากแบบหล่อ Customize และแบบ CT Scan

ข้อดี ของการเสริมซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล

  1. ซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล เป็นซิลิโคนที่สามารถแก้ไขปัญหาหน้าผากของแต่ละบุคคลได้เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นการออกแบบและผลิตตามลักษณะปัญหาของแต่ละบุคคล
  2. ไม่มีข้อจำกัดในการเลือกซิลิโคน สามารถรับกับใบหน้าของแต่ละบุคคลได้ทุกรูปแบบ
  3. การเสริมซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล ผลลัพธ์ที่ได้ดูเป็นธรรมชาติ และสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต
  4. สามารถช่วยกำจัดริ้วรอยของวัยในบริเวณหน้าผากได้
  5. ผลลัพธ์ที่ได้หลังเสริมหน้าผากดูเป็นธรรมชาติ
  6. การเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล ส่งผลให้องค์ประกอบโครงสร้างใบหน้าโดยรวมดูมีมิติขึ้น

ข้อด้อย ของการเสริมซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล

  1. ใช้เวลานาน เพราะการเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล ต้องออกแบบและผลิตออกมาให้เหมาะกับปัญหาหรือเหมาะกับรูปของแต่ละบุคคล  เมื่อมีหลายขั้นตอน ทำให้ต้องใช้เวลานานมากกว่าการเสริมหน้าผากด้วยวิธีอื่น
  2. การเสริมซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล แพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญ มิฉะนั้น อาจทำให้จมูกเบี้ยวได้ 

ความแตกต่างระหว่างซิลิโคนแบบสำเร็จรูป และซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล

  • ซิลิโคนแบบสำเร็จรูป เหมาะกับคนที่มีหน้าผากเรียบ เนียน และคนที่หน้าผากกว้างกว่ามาตรฐาน ส่วน ซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับคนที่มีหน้าผากทุกชนิด หรือทุกขนาด หน้าผากที่เคยฉีดฟีลเลอร์หรือฉีดไขมันหน้าผากมาก่อน
  •  ซิลิโคนแบบสำเร็จรูป สามารถทำได้ทันทีเพียงแพทย์ผู้ศัลยกรรมเลือกรูปแบบ ขนาด ที่เหมาะกับรูปหน้าของผู้ศัลยกรรมเท่านั้น ส่วนซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคลต้องใช้เวลาในการผลิต เพื่อให้ได้ซิลิโคนที่เหมาะกับปัญหาของผู้ศัลยกรรม
  • ซิลิโคนแบบสำเร็จรูป เลือกใช้ตามขนาด เช่น Size S,M,L ซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล ผลิตตามขนาดความกว้างตามกะโหลกหน้าผากของผู้ศัลยกรรม
  • การเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคนแบบสำเร็จรูป หลังจากยุบบวมมีโอกาสเห็นขอบซิลิโคน ส่วนซิลิโคนแบบเฉพาะบุคคล โอกาสเห็นขอบน้อยมากเนื่องจากมีการผลิตการซิลิโคนให้ออกมาพอดีกับกะโหลกหน้าผาก

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดศัลยกรรมเสริมหน้าผาก

  • ศึกษาและเลือกคลินิก จากนั้นต้องเข้ามาทำการตรวจเลือดที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 5-7 วันก่อนการผ่าตัด
  • กรณีเลือกการผ่าตัดแบบดมยาสลบ ให้งดรับประทานอาหารและงดดื่มน้ำ 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
  • งดรับประทานยาต้านการอักเสบ เช่น แอสไพริน และอาหารเสริมบางตัวที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น กระเทียม น้ำมันปลา อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัดเสริมหน้าผาก
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัดเสริมหน้าผากเนื่องจากสารที่อยู่ในบุหรี่มีผลลดปริมาณออกซิเจนในเลือดและทำลายเซลล์ที่จะซ่อมแซมการหายของแผล ทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
  • ควรสระผมมาก่อนเข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าผาก เนื่องจากหลังจากผ่าตัด ผู้เข้ารับบริการอาจไม่สามารถสระผมได้ในระยะหนึ่งเพื่อป้องกันการติดเชื้อและอักเสบของแผล
  • กรณีมีโรคประจำตัว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที ก่อนการผ่าตัด
  • งดใส่เครื่องประดับทุกชนิด ในวันผ่าตัด
  • ควรมีเพื่อนหรือญาติมาด้วยในวันผ่าตัดเสริมหน้าผาก เพราะหลังจากทำแล้วอาจจะมีอาการข้างเคียงจากยาชาหรือยาสลบได้
  • ก่อนวันนัดผ่าตัดเสริมหน้าผาก หากมีอาการเจ็บป่วย ให้แจ้งแพทย์ก่อน
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ถอดง่ายหรือเป็นเสื้อแบบติดกระดุมหน้า
  • งดแต่งหน้า ใส่คอนแทคเลนส์ ทาเล็บ หรือใส่เล็บปลอมมาในวันผ่าตัด

ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมซิลิโคนหน้าผาก

  1. การผ่าตัดเสริมซิลิโคนหน้าผาก ใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยแต่ละคลินิกขั้นตอนการผ่าตัดอาจใช้ระยะเวลาแตกต่างกัน
  2. ศัลยแพทย์จะทาบซิลิโคนเสริมหน้าผากลงกับหน้าผากจริงเพื่อวาดตำแหน่งในการวางซิลิโคน
  3. ก่อนผ่าตัด ศัลยแพทย์ จะทำความสะอาดใบหน้าและหนังศีรษะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  4. เริ่มจากการฉีดยาชา หรืออาจเป็นการวางยาสลบให้กับผู้ศัลยกรรม โดยแพทย์จะวินิจฉัยตามความเหมาะสม
  5. ศัลยแพทย์เริ่มกรีดเปิดผิวหนังบริเวณไรผม 1-2 จุดจนถึงโหนกคิ้ว ความยาวจุดละประมาณ 2-4 เซนติเมตร
  6. จากนั้นศัลยแพทย์จะวางซิลิโคนให้พอดีกับหน้าผากตามที่กำหนดเอาไว้ แล้วเย็บปิดแผล

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเสริมหน้าผาก

  • 2 วันแรก ประคบเย็นบริเวณหน้าผาก แต่หลังจากนั้นให้ทำการประคบอุ่น เพื่อลดอาการบวมช้ำ
  • ระยะแรกควรนอนหมอนสูง เพื่อลดอาการบวมที่ใบหน้า
  • วันแรกหลังผ่าตัดใส่สายรัดหน้าผากไว้ตลอดเวลาประมาณ 3 วัน
  • งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเป็นเวลา 1 เดือน
  • งดแต่งหน้าและทาครีมบำรุงบริเวณแผลจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • ควรงดทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากๆ และงดออกกำลังกาย 2-4 สัปดาห์เพื่อไม่ให้แผลกระทบกระเทือนหรือเกิดเลือดคั่งในแผล
  • รับประทานยาที่แพทย์สั่งจ่ายให้อย่างเคร่งครัด

ศัลยกรรมหน้าผาก เสริมหน้าผาก ช่วยอะไรได้บ้าง

ศัลยกรรมหน้าผาก เป็นการผ่าตัดเพื่อเสริมความงามให้กับรูปหน้า โดยการเสริมวัสดุ สารเหลว หรือไขมันตัวเอง เพื่อแก้ปัญหาหน้าผากให้มีลักษณะรับกับโครงหน้า ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ไม่มั่นใจในบุคลิกภาพของตนเอง คนที่มีหน้าผากแบน ไม่นูน ไม่เรียบ หน้าผากแคบ หน้าผากมีพื้นที่ใบหน้าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับส่วนประกอบของใบหน้าส่วนอื่น ทำให้มิติของหน้าผากไม่สมส่วน การศัลยกรรมเสริมหน้าผาก ทำให้หน้าผากโค้งนูนสวยได้รูปมากขึ้น ช่วยเพิ่มมิติของทุกส่วนบนใบหน้า เช่น ดั้งจมูก โหนกแก้ม โหนดคิ้ว และคาง ให้สวยสมดุลทั้งใบหน้า

ใครบ้างที่เหมาะกับการศัลยกรรมหน้าผาก เสริมหน้าผาก

การผ่าตัดเสริมหน้าผาก เป็นวิธีเสริมความงามเพื่อแก้ปัญหามิติของหน้าผากโดยเฉพาะ และการมีหน้าผากที่โค้งได้รูปสวย มีเนื้อหน้าผากนูน เนียนเรียบ ช่วยเสริมใบหน้าให้สวยโดดเด่นยิ่งขึ้น สำหรับการผ่าตัดเสริมหน้าผากทั้ง 3 รูปแบบ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาต่อไปนี้

  1. ผู้หญิง และผู้ชาย ที่มีปัญหา หน้าผากแบน หน้าผากบุบ หน้าผากไม่เรียบ
  2. คนที่ต้องการปรับรูปหน้า ให้หน้าดูละมุน ดูเด็ก หน้าดูหวานขึ้น
  3. คนที่ต้องการมีเพศสภาพชัดเจน เช่น เพศที่สาม
  4. คนที่มีความเชื่อเรื่องโหงวเฮ้ง ต้องการปรับรูปหน้าให้มีลักษณะที่ดี ให้รับทรัพย์ ให้โชคดีตามหลักโหงวเฮ้ง
  5. คนที่หน้าผากโหนกคิ้วสูง ทำให้ช่วงกลางของหน้าผาก มีร่องลึก เป็นคลื่น ใบหน้าดูดุ
  6. คนที่หน้าผากแคบ ส่งผลให้ใบหน้าดูสั้น
  7. คนที่หน้าผากตัดเป็นแนวตรงดิ่ง หน้าผากขาดความโค้งมน ดูไม่มีมิติ

เลือกคลินิกเสริมหน้าผากอย่างไร ให้สวยปลอดภัย ทำแล้วไม่ต้องแก้

หน้าผาก เป็นส่วนประกอบของใบหน้า หากมีหน้าผากที่นูนสวยได้รูป ก็จะสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆบนใบหน้า เสริมรูปหน้าให้มีมิติสวยสมดุล และมั่นใจในบุคลิกภาพของตนเองมากขึ้น แต่เนื่องจากแต่ละบุคคลมีรูปทรงหน้าผากที่แตกต่างกัน การศัลยกรรมจึงต้องเลือกเทคนิควิธีที่แตกต่างกันด้วย เพื่อให้เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละคน การเลือกคลินิกเสริมหน้าผากให้สวยปลอดภัย ทำแล้วไม่ต้องแก้ พิจารณาได้ ดังนี้

1. เลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน

การเลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน จดทะเบียนถูกต้อง และมีใบอนุญาตประกอบการจากกระทรวงสาธารณสุข ช่วยเพิ่มความปลอดภัย สร้างความมั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้ตอบโจทย์ปัญหา ทำแล้วไม่ต้องแก้ไข ได้หน้าผากที่สวยได้รูปตามที่ต้องการ

2. แพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญ

การผ่าตัดเสริมหน้าผาก เป็นศัลยกรรมความงามที่มีความละเอียดอ่อน ทั้งการเลือกเทคนิควิธีและการเลือกวัสดุอย่างเช่นซิลิโคน ทุกขั้นตอนต้องใช้ความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทาง ดังนั้นนอกจากการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานแล้ว การให้บริการโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่า ทำแล้วสวยปลอดภัย ไม่ต้องแก้ไขภายหลัง

3. รีวิวสร้างความน่าเชื่อถือ

คลินิกศัลยกรรมที่ได้มาตรฐาน และมีศัลยแพทย์เป็นผู้ให้บริการ เมื่อให้บริการลูกค้าที่มารับบริการผ่าตัดเสริมหน้าผาก ส่วนใหญ่จะมีรีวิวผลงานมาให้ดูเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับการบริหารใหม่ๆ

สรุป

ศัลยกรรมหน้าผาก เสริมหน้าผาก เป็นศัลยกรรมความงามเพื่อแก้จุดบกพร่องของหน้าผาก เช่น ปัญหาหน้าผากแบน ไม่เรียบเนียน หน้าผากกว้าง หรือแคบเกินไป ให้มีหน้าผากที่เรียวสวยได้รูป มีสัดส่วนเหมาะสมรับกับส่วนประกอบบนในหน้า ได้แก่ คิ้ว จมูก โหนกแก้ม และคาง รวมทั้งคนที่ต้องการเสริมหน้าผาก เพื่อเสริมโหงวเฮ้งรับโชคลาภวาสนา สำหรับการเสริมหน้าผาก ทำได้หลายวิธี เช่น การเสริมหน้าผากด้วยการปลูกถ่ายไขมันจากร่างกาย การเสริมหน้าผากด้วยการฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์ หรือการผ่าตัดเสริมซิลิโคนหน้าผาก ศัลยกรรมหน้าผาก เหมาะกับคนทุกเพศ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย รวมทั้งเพศที่ 3 ที่ต้องการเสริมหน้าผากเพื่อให้มีเพศสภาพที่ชัดเจน

เชื่อว่าการมีใบหน้าที่สวยใสแลดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน แต่ริ้วรอยความหย่อนคล้อยตามวัย เป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อมีอายุมากขึ้น การผ่าตัดดึงหน้าหรือทำศัลยกรรมดึงหน้า จึงเป็นตัวช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าและขจัดริ้วรอยให้หมดไป ส่วนใครที่มีคำถาม การทำศัลยกรรมดึงหน้า คืออะไร ทำแล้วมีประโยชน์อย่างไร เรามาหาคำตอบจากบทความนี้ได้เลยค่ะ

การทำศัลยกรรมดึงหน้า (Radiant Face Lift) คืออะไร

ศัลยกรรมดึงหน้า หรือ Radiant Face Lift คือการผ่าตัดยกกระชับกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ด้วยการตัดผิวหนังส่วนเกินที่หย่อนคล้อยออก แล้วเก็บยกผิวหนังเพื่อช่วยลดริ้วรอยความหย่อนคล้อยคืนความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้ากระชับและเรียบเนียนดูเป็นธรรมชาติ การทำศัลยกรรมดึงหน้าเป็นเทคนิคที่ทันสมัยและได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะการดึงหน้าให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ฟื้นตัวไวและอยู่ได้นาน

ศัลยกรรมดึงหน้า ดึงส่วนไหน แก้ปัญหาอะไร?

การดึงหน้า เป็นการทำศัลยกรรมเพื่อยกกระชับกล้ามเนื้อและตัดผิวหนังส่วนเกิน ช่วยลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย คืนความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ  การดึงหน้าอาจดึงหน้าเฉพาะจุด หรือศัลยกรรมดึงหน้าทั้งหมด โดยแยกเป็นบริเวณใบหน้าส่วนบน ใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่าง เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

ศัลยกรรมดึงหน้าส่วนบน ได้แก่ ส่วนหน้าผากจนถึงคิ้ว

การผ่าตัดดึงหน้าส่วนบน เป็นการดึงตั้งแต่ส่วนหน้าผากจนถึงคิ้ว เพื่อแก้ไขปัญหารอยย่นบริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว ช่วยให้หน้าผากดูเรียบตึง ลดรอยขมวดคิ้ว แก้ไขปัญหาบริเวณขมับ หรือผ่าตัดยกคิ้วที่ตกให้โก่ง อยู่ในตำแหน่งปกติ และได้ทรงสวยขึ้น

ศัลยกรรมดึงใบหน้าส่วนกลาง

ใบหน้าส่วนกลาง ได้แก่บริเวณใต้เปลือกตาล่างจนมาถึงสุดปลายจมูก จนถึงเหนือริมฝีปาก เป็นส่วนที่บ่งบอกช่วงอายุและวัยที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน จากการเปลี่ยนแปลงของใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นแก้มที่ห้อยย้อย เปลือกตาล่างเกิดเป็นถุงใต้ตา หรือมีเส้นลึกที่ร่องแก้ม และมุมปาก การผ่าตัดดึงใบหน้าส่วนกลาง เป็นการแก้ไขปัญหาร่องแก้มที่ลึก และโหนกแก้ม ให้สมส่วน 

ศัลยกรรมดึงใบหน้าส่วนล่าง

ใบหน้าส่วนล่าง ได้แก่ บริเวณปลายจมูกจนถึงปลายคาง การผ่าตัดดึงหน้าส่วนนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาร่องน้ำหมาก ยกกระซับส่วนที่หย่อนคล้อยให้กลับเต่งตึง ทำให้ใบหน้าส่วนล่างเรียวเป็น V-shape สำหรับการดึงหน้าส่วนล่าง แพทย์จะทำร่วมกับการผ่าตัดดึงหน้าส่วนกลาง เพื่อให้เห็นกรอบหน้าที่ชัดเจนขึ้น 

ศัลยกรรมดึงหน้าทำส่วนไหนได้บ้าง

เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ปัญหาหนักใจของผู้หญิงส่วนใหญ่ก็คือการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ใบหน้าดูแก่ ดูทรุดโทรมไปตามวัย เช่น ปัญหาคิ้วตก หนังตาด้านข้างหนาขึ้น แก้มห้อยย้อย มุมปากตก ร่องแก้มลึก และปัญหาความหย่อนคล้อยต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดริ้วรอย โดยทั่วไปความหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นตามวัยจะเริ่มจากบนลงล่าง คือเริ่มจากใบหน้าส่วนบนตั้งแต่หน้าผาก ใบหน้า หางตา แก้ม มาถึงร่องแก้ม ซึ่งเป็นใบหน้าหน้าส่วนล่าง ลงมาใต้คาง และคอ ความหย่อนคล้อยเหล่านี้ยิ่งอายุมากก็จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น การผ่าตัด ดึงหน้า สามารถทำได้หลายส่วนบนใบหน้า แยกเป็นบริเวณใบหน้าส่วนบน ใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่าง หรือ เลือกทำได้เฉพาะส่วน เช่น

  1. การดึงหน้าผาก ช่วยแก้ปัญหา หัวคิ้วย่น และรอยย่นบนหน้าผาก
  2. การยกคิ้ว เป็นการแก้ปัญหาคิ้วตกด้วยยกกระชับผิวบริเวณคิ้วให้ปลายคิ้วยกสูงขึ้นในระดับที่พอเหมาะ
  3. ดึงหน้าส่วนกลาง เป็นการแก้ไขปัญหาร่องแก้มที่ลึกให้จางลง
  4. การยกโหนกแก้ม เป็นการยกกระชับกล้ามเนื้อแก้มที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึง
  5. การดึงหน้าส่วนล่าง เพื่อแก้ไขร่องน้ำหมาก ทำให้ใบหน้าส่วนล่างตึงและถูกยกขึ้น
  6. การแก้ไขเหนียงใต้คาง ทำให้ลำคอตึงขึ้น ลดความหย่อนคล้อย ลดเหนียงบริเวณคอ เพื่อให้เข้ากับส่วนของใบหน้าที่อ่อนวัยลง

Not found id

ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

ใครบ้างเหมาะกับการทำศัลยกรรมดึงหน้า

  1. ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้นตามวัย ต้องการผ่าตัดดึงหน้าเพื่อลดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
  2. ผู้ที่ต้องการปรับโครงสร้างใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ เพื่อเสริมบุคลิกภาพให้กับตนเอง
  3. ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนยาน ไม่กระชับบริเวณใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย
  4. ผู้ที่มีรอยเหี่ยวย่นบริเวณหน้าผากชัดเจน
  5. ผู้ที่มีปัญหาผิวแก้มหย่อนหรือห้อย จากการลดน้ำหนักมาก
  6. ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด หรือมีเหนียงมาก ต้องการปรับรูปหน้าให้ใบหน้าเรียวเป็น V-shape
  7. ผู้ที่ผิวลำคอมีเนื้อเยอะและหย่อนคล้อย
  8. ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากกรรมพันธุ์ เช่น มีร่องแก้มลึก จนถึงผิวหย่อนคล้อยบริเวณคอ
  9. ผู้มีปัญหาระยะห่างระหว่างคิ้วและตา ไม่สมส่วน การผ่าตัดดึงหน้าทำให้คิ้วและตา ห่างออกจากกันอย่างสมดุล ทำให้ดวงตาสดใสมากยิ่งขึ้น

ศัลยกรรมดึงหน้ามีข้อดี-ข้อด้อยอย่างไร

  1. ข้อดีของการดึงหน้า สามารถแก้ไขความหย่อนคล้อยของผิวได้อย่างครอบคลุมทุกส่วนบนใบหน้า
  2. ผ่าตัดดึงหน้า เป็นการแก้ปัญหาผิวที่อยู่ได้นาน ต่างจากการรักษาความหย่อนคล้อยด้วยวิธีอื่นๆ
  3. สามารถเลือกตำแหน่งในการดึงหน้า ได้ทั้งเฉพาะจุดหรือหลากหลายจุดไปพร้อมๆกับการแก้ไขปัญหาอื่นๆบนใบหน้า
  4. ข้อด้อยของการศัลยกรรมดึงหน้า เป็นการผ่าตัดที่ต้องมีการเปิดเนื้อผิวทำให้มีรอยแผลเป็น ทำให้ต้องเลือกคลินิกและศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญ มีเทคนิคเฉพาะในการผ่าตัดให้แผลจากการดึงหน้าซ่อนอยู่บริเวณที่อำพรางต่อการมองเห็นจากคนภายนอก
  5. ผลลัพธ์ไม่คงอยู่ตลอดไป การดึงหน้าสามารถทำให้ปัญหาผิวหย่อนยานบรรเทาลงได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เช่น 5-10 ปี
  6. ต้องใช้เวลาพักฟื้นหลังศัลยกรรม อาจไม่สะดวกสำหรับคนที่ต้องทำงานประจำหรือไม่มีเวลา

ข้อห้ามในการศัลยกรรมดึงหน้า

  1. ผู้ที่มีอาการป่วย เกี่ยวกับโรคเกี่ยวกับผิวหนัง มีอาการผิวหนังอักเสบ และภาวะผิวหนังติดเชื้อ
  2. ผู้ที่มีปัญหาแพ้ยาสลบหรือยาชา เพราะศัลยกรรมดึงหน้า เป็นการผ่าตัดที่ต้องเปิดแผล จึงต้องมีการใช้ยาชาหรือยาสลบ ซึ่งแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศัลยแพทย์
  3. ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  4. ผู้ที่มีประวัติโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด มีปัญหาเลือดหยุดยาก โรคเบาหวาน กรณีต้องการผ่าตัดดึงหน้า ควรพบศัลยแพทย์เพื่อขอคำแนะนำปรึกษา หรือให้ข้อมูลแกแพทย์ก่อน

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากการผ่าตัดดึงหน้า

ศัลยกรรมดึงหน้า เป็นการผ่าตัดอย่างหนึ่งที่นอกจากทำให้เกิดรอยแผลแล้ว อาจมีภาวะแทรกซ้อนหรือความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนเพราะก่อนผ่าตัดแพทย์จะซักประวัติและประเมินความเสี่ยง ก่อนให้คำแนะนำแก่ผู้ศัลยกรรมเพื่อตัดสินใจร่วมกัน ความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มี ดังนี้

  1. การผ่าตัดดึงหน้า ให้ผลลัพธ์ไม่ตรงกับที่ต้องการ ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายประการ หลักๆได้แก่คลินิกที่รับบริการไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้รับการผ่าตัดดึงหน้าโดยศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
  2. เกิดรอยแผลเป็น ที่เรียกว่าแผลคีลอยด์ซึ่งมีลักษณะเป็นแผลนูน และมีการขยายใหญ่ออกนอกขอบบาดแผลเดิม แม้จะไม่มีอันตรายแต่ก็มีผลต่อความสวยงามบนใบหน้า ทำให้ขาดความมั่นใจในตนเอง
  3. ภาวะเลือดออก เลือดคั่ง ผิวหนังขาดเลือดมาเลี้ยง และภาวะแทรกซ้อนในการหายของแผล มักเป็นภาวะเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
  4. อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยๆหลังการผ่าตัดดึงหน้า ได้แก่ แผลมีรอยจ้ำช้ำ อาการปวดหรือเจ็บระบมแผล ผิวบวม อาการเหล่านี้เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งจะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ
  5. ความรู้สึกของผิวหนังบริเวณใบหน้าอาจลดลงและจะดีขึ้นในเวลา 3-6 เดือน 
  6. แผลผ่าตัดมักจะแดงและนูนเล็กน้อยในช่วง 1-3 เดือนแรก และจางลงในเวลา 6-12 เดือน
  7. มีอาการไข้สูงหรือรู้สึกหนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน หากอาการรุนแรงมากขึ้น ควรพบแพทย์ทันที
  8. รอยแผลมีเลือดออก หรือมีน้ำหนองไหลออกมา ควรรีบไปพบแพทย์ผู้ให้บริการโดยด่วน

วิธีเตรียมตัวก่อนเข้ารับการดึงหน้า

การดึงหน้าเป็นศัลยกรรมความงามหรือศัลยกรรมใบหน้าที่สามารถลดอายุให้กับผู้ศัลยกรรมได้มากที่สุด ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จะมีความปลอดภัย แก้ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ตอบโจทย์ความต้องการ และอยู่คงทนถาวรได้ยาวนานเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวของผู้ศัลยกรรมดังนี้

  1. ศึกษาข้อมูลคลินิกที่ให้บริการ เลือกคลินิกที่จดทะเบียนถูกต้องมีเอกสารแสดงให้เห็นได้ชัดเจนและ มีแพทย์วิชาชีพเป็นผู้ให้บริการ
  2. พบศัลยแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา รับทราบข้อดี-ข้อจำกัด และการเตรียมตัวเข้ารับการผ่าตัดอย่างถูกวิธี
  3. แจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา แพ้สารเคมี ยาประจำตัวที่กำลังใช้อยู่ทั้งหมดให้แพทย์ทราบ
  4. เตรียมความพร้อม ก่อนการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
  5. ช่วงระยะ 6 เดือนก่อนผ่าตัดดึงหน้า งดรับประทานยารักษาสิว ที่มีส่วนผสมของวิตามิน Aเพราะอาจมีผลต่อการหายของแผล
  6. ควรงดการทำ Botox หรือ Filler บริเวณใบหน้า ช่วงระยะ 6 เดือนก่อนศัลยกรรมดึงหน้า
  7. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนก่อนศัลยกรรมดึงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย
  8. หลีกเลี่ยง หรืองดการทำ Laser ร้อยไหมบริเวณใบหน้า ในช่วง 3 เดือนก่อนดึงหน้า
  9. หากมีโรคประจำตัว เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือด ควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและควรรักษาควบคุมอาการให้อยู่ในภาวะปกติ ตลอดระยะ 3 เดือนก่อนศัลยกรรม
  10. งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์
  11. หลีกเลี่ยงการผ่าตัดในช่วงที่ใกล้ หรือ กำลังมีประจำเดือน
  12. ควรงดการเจาะหรือสักร่างกาย ในช่วง 4 สัปดาห์ ก่อนศัลยกรรมดึงหน้า
  13. ช่วง 10 วัน ก่อนศัลยกรรมดึงหน้า ควรงดรับประทานยาที่มีผลกับการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาแก้ปวดบางประเภท ยาระงับประสาท ยานอนหลับบางชนิด
  14. งด รับประทานวิตามิน อาหารเสริมทุกชนิด ที่อาจมีผลกับการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 4สัปดาห์ก่อนผ่าตัดดึงหน้า
  15. กรณีทำงานประจำ ควรลางานหรือลาหยุดล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อพักฟื้นแผลหลังผ่าตัด
  16. วันนัดผ่าตัด งดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัดเป็นระยะเวลา 6-8 ชั่วโมง
  17. อาบน้ำทำความสะอาดผิวให้เรียบร้อยก่อนเดินทางมาผ่าตัด
  18. ถอดเครื่องประดับ อุปกรณ์ที่เป็นโลหะทุกชนิดออกจากร่างกาย
  19. เตรียมเสื้อผ้าหลวมๆ และง่ายต่อการสวมใส่ ในวันผ่าตัด
  20. มีเพื่อน หรือญาติมาดูแลหรือมาเป็นเพื่อน เพราะการผ่าตัดจำเป็นต้องใช้ยาชาหรือยาสลบ 

ขั้นตอนการศัลยกรรมดึงหน้า

  1. การผ่าตัดดึงหน้าจะใช้เวลาโดยประมาณ 2-4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแพทย์หรือขึ้นอยู่กับบริเวณที่ศัลยกรรมว่ามีความยากหรือง่าย
  2. การให้ยาชาหรือยาสลบ ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ว่าจะเลือกให้ยาชาหรือยาสลบ
  3. การผ่าตัดแพทย์จะเปิดแผลที่หนังศีรษะ ไรผม ขมับ หรือหลังใบหู ขึ้นอยู่กับเทคนิคและวิธีการที่เลือกใช้
  4. แพทย์เลาะผิวหนังแต่ละชั้น จากนั้นดึงเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวส่วนบนให้ตึง หรือพิจารณาตัดผิวหนังส่วนที่หย่อนคล้อยบางส่วนออก
  5. เย็บปิดผิวหนังด้วยไหมเส้นเล็ก

Face lift ดึงหน้าล็อกวัยสาว

วิธีดูแลหลังเข้ารับการดึงหน้า

  1. ใส่ผ้ารัดหน้าตั้งแต่วันแรกหลังผ่าตัด โดยช่วง 7 วันแรกให้ใส่ตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นควรใส่อย่างน้อย 10 – 12 ชั่วโมงต่อวัน และใส่ต่อเนื่องจนครบ 6 เดือน อาจใส่เฉพาะเวลานอน เพื่อให้การผ่าตัดดึงหน้าได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  2. ประคบเย็นบริเวณแผลเพื่อลดอาการบวมและเจ็บระบมประมาณ 3 วัน
  3. หลังผ่าตัดดึงหน้า 7 วันแรก ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ เลี่ยงอาหารที่แข็งหรือเหนียวและต้องบดเคี้ยวมากๆ เพื่อลดการเคลื่อนที่ของโครงหน้า
  4. ช่วง ประมาณ 3-7 วันหลังผ่าตัด ควรนอนหมอนสูง เพื่อลดอาการบวม
  5. ล้างแผลให้สะอาดทุกวันจนกว่าจะตัดไหม ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำเกลือแล้วเช็ดแผลเบาๆ
  6. งดออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง 2 สัปดาห์
  7. ป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  8. หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์สามารถสระผมได้ แต่ควรระมัดระวังไม่ใช้นิ้วเกาหรือฟอกผิวบริเวณแผลและรอบๆแผล
  9. หลังจากสัปดาห์ที่ 2 ให้เริ่มทายาในกลุ่ม Silicone gel เพื่อช่วยให้รอยแผลเนียนมากยิ่งขึ้น
  10. งดย้อมสีผมหรือทำเคมีกับผมนาน 1 เดือนหลังผ่าตัด ป้องกันการกระทบกระเทือนรอยแผล
  11. รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบ
  12. ตัดไหมและตรวจเช็กแผลกับแพทย์ตามนัด
  13. ควรงดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่แบบระยะยาว เพื่อผลลัพธ์ที่ดี
  14. ออกกำลังกายได้ตามปกติหลังจากผ่าตัดแล้ว 1 เดือน
  15. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ

การทำศัลยกรรมดึงหน้าทำไมต้องที่เมโกะคลินิก

การทำศัลยกรรมดึงหน้าเป็นการผ่าตัดยกกระชับเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้า เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ใบหน้าจะหย่อนคล้อยมากขึ้นเรื่อยๆ และยังเป็นความหย่อนคล้อยที่เกิดจากความเสื่อมถอยของกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ จึงดูแลป้องกันได้ยาก การผ่าตัดดึงหน้า เป็นทางเลือกหรือตัวช่วยที่ดีในการแก้ปัญหา และการทำศัลยกรรมดึงหน้า ทำไมต้องที่เมโกะ คลินิก ต่อไปนี้คือคำตอบ

  1. การทำศัลยกรรมดึงหน้ากับเมโกะ คลินิก ได้ผลลัพธ์ตอบโจทย์ตามที่ต้องการ เชื่อมั่นได้จากการรีวิวของลูกค้าที่มีทั้ง ดารา นักร้อง เน็ตไอดอล และบุคคลที่มีชื่อเสียง
  2. มีความปลอดภัย เพราะเป็นคลินิกศัลยกรรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามมาตรฐานสถานพยาบาลและมีใบอนุญาตประกอบการจากกระทรวงสาธารณสุข เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ผ่านการทำความสะอาดปลอดเชื้อและได้รับการดูแลอย่างดี
  3. ประสบการณ์ด้านศัลยกรรมความงาม โดยนายแพทย์มนัส ฉายาวิจิตรศิลป์ ผู้ก่อตั้งคลินิก เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมและเปิดให้บริการตามมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 36 ปี
  4. ความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทาง เมโกะ คลินิก มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมดึงหน้าและมีเทคนิคเฉพาะที่ช่วยให้การศัลยกรรมดึงหน้าได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เช่น
    • เทคนิค ศัลยกรรมดึงหน้าผากเปิดแผลตามแนวไรผม เป็นการผ่าตัดดึง ยก รอยย่นบริเวณหน้าผากขึ้นไป และทำการตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินของผิวหน้าผากออก จึงทำการเย็บปิดแผลตามแนวไรผม (Hair Line) เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่หน้าผากกว้าง และมีความต้องการให้หน้าผากแคบลง
    • เทคนิค ศัลยกรรมดึงหน้าผาก คือการผ่าตัดผ่านกล้อง Endoscopic ในชั้น SMAS เป็นชั้นกล้ามเนื้อ แล้วใช้วัสดุทางการแพทย์  ไม่เป็นอันตรายต่อผิว สามารถสลายไปเองได้ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมตกค้างในผิว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดล็อคผิวหน้าผาก ให้ยกขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อใดๆออก
    • เทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็ก เป็นการเปิดแผลขนาดเล็กทั้ง 2 ข้าง ตรงด้านบนช่วงขมับลงมาถึงขอบหน้าหูส่วนบน เลาะชั้นใต้ผิวหนังลงไปถึงประมาณใบหน้าส่วนล่าง ในชั้นใต้ผิว SMAS และดึงยกเก็บ เย็บในตำแหน่งใหม่ให้ผิวกระชับ พร้อมกับผิวหนังส่วนเกินออก จากนั้นจึงเย็บผิดแผลด้วยเทคนิคซ่อนแผลให้สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยของร่องแก้มเพียงเล็กน้อย
    • เทคนิคการผ่าตัดแบบดึงทั้งหน้า เปิดแผลทั้ง 2 ข้างที่หน้าหูและติ่งหู ผ่าตัดเลาะเนื้อเยื่อดึงผิวหนัง Skin และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังไปจนถึงชั้น SMAS แล้วยึดเนื้อเยื่อด้วย Endotine Midface ดึงให้ตึงจากนั้นถึงตัดผิวหนังส่วนเกินออก จากนั้นเย็บปิดแผลด้วยเทคนิคซ่อนแผลให้สวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยทั้งใบหน้า
  5. ให้บริการโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเสริมสวยโดยตรง ตรวจสอบได้ เนื่องจากมีรายชื่อเป็น “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่ง” ในฐานข้อมูลเว็บไซต์ของแพทยสภา และสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย
  6. เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้มาตรฐานระดับสากล
  7. บริการศัลยกรรมเสริมความงามครบวงจร ทั้งศัลยกรรมใบหน้า เสริมหน้าอก ดูดไขมัน ปรับรูปร่างให้สวยสมส่วน ดูแลผิวพรรณให้ขาวใส ลดริ้วรอย ดูแลปัญหาของสุภาพสตรี เช่น การทำรีแพร์ เรียกว่ารับบริการจาก เมโกะ คลินิก “สวยครบ จบ ในที่เดียว”

สรุป

ความหย่อนคล้อยของผิวหนัง และกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เป็นความเสื่อมถอยไปตามอายุที่มากขึ้น และเป็นความเสื่อมถอยไปตามธรรมชาติที่ป้องกันได้ยาก ทำได้เพียงบำรุงดูแลผิวพรรณเพื่อรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ส่วนความหย่อนคล้อยและริ้วรอยต่างๆบนใบหน้า การศัลยกรรมใบหน้า หรือผ่าตัดดึงหน้า เป็นการแก้ปัญหาช่วยให้ใบหน้าแลดูเยาว์วัย ซึ่งสามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เพียงเลือกคลินิกศัลยกรรมดึงหน้าที่เราเชื่อมั่น และ เมโกะ คลินิก คือศูนย์ศัลยกรรมความงามที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด