การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นศัลยกรรมความงาม ที่นอกจากเพิ่มชั้นตาให้กับคนที่ไม่มีชั้นตาหรือชั้นตาเล็ก ชั้นตาหลบในทำให้มองเห็นชั้นตาไม่ชัดเจนแล้ว ยังเป็นการผ่าตัดเล็กที่สามารถตกแต่งและแก้ปัญหาตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน รวมทั้งตัดแต่งหนังตาส่วนเกินไปพร้อมๆกับการทำตาสองชั้นได้ 

โดยในบทความนี้จะพูดถึงอาการตาปรือ ตาตกเกิดขึ้นมาจาก? มีประเภทและอาการของหนังตาผิดปกติอะไรบ้าง และวิธีแก้ปัญหา ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากันมีกี่วิธี หาคำตอบได้ในบทความนี้

ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน จบทุกปัญหาที่ เมโกะ คลินิก

ปัญหาตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน เป็นปัญหาความงามบนใบหน้าที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพ ทำให้ขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะการทำงานที่ต้องพุดคุยและพบปะผู้คน ปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สามารถแก้ไขได้ด้วยการศัลยกรรมความงามและยังทำพร้อมๆไปกับการทำตาสองชั้นได้ เพียงเลือกคลินิกที่มีศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง มีประสบการณ์การผ่าตัดทำตาสองชั้นและให้บริการครอบคลุมเพื่ออำนวยความสะดวกทำให้เราสวยครบจบทุกปัญหาในคลินิกเดียว

ตาปรือ ตาตกเกิดจากอะไร

อาการตาปรือ ตาตก เป็นปัญหาทำให้สีหน้าไม่สดใสและดูง่วงนอนตลอดเวลา นอกจากส่งผลต่อบุคลิกภาพและบั่นทอนความมั่นใจในตัวเองแล้ว อาการตาปรือ ตาตก ยังทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก จากการที่ต้องเลิกคิ้ว เพื่อเบิกตาให้กว้างอยู่บ่อยๆ รวมทั้งการมองเห็นอาจไม่ชัดเจน เพราะเปลือกตาที่ตกลงบังลูกตา ทำให้การมองเห็นด้อยประสิทธิภาพลง อาการตาปรือ ตาตก มีสาเหตุและลักษณะอาการดังนี้

  • อาการตาปรือเกิดจากสภาวะหนังตาตกซึ่งมีสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
  • ลักษณะตาปรือ หนังตาตก จะมีชั้นตาหรือหนังตาบนหย่อนตัวมากกว่าปกติ อาจเป็นเพียงข้างเดียวหรือเป็นทั้งสองข้าง
  • อาการตาปรือ ตาตก หนังตาหรือเปลือกตาบนอาจตกลงมาเพียงเล็กน้อยไปจนถึงตกลงมาจนปิดรูม่านตาปกคลุมตาดำ จนเป็นปัญหาต่อการมองเห็น

ประเภทและอาการของหนังตาผิดปกติ

อาการและความผิดปกติของหนังตาที่พบโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ความผิดตกติที่เกิดจากผิวหนังเปลือกตาหย่อนและหนังตาตก ซึ่งลักษณะอาการและความรุนแรงของปัญหาจะแตกต่างกันดังนี้

ความผิดปกติที่เกิดจากผิวหนังเปลือกตาหย่อน

อาการหนังตาผิดปกติในกลุ่มนี้ ขอบเปลือกตายังอยู่ในตำแหน่งปกติ แต่จะมีความผิดปกติที่เปลือกตาหรือหน้าผาก โดยมีอาการยืดหย่อนลงมาบังลูกตา และเป็นปัญหาที่พบได้มากในคนที่ต้องเผชิญแสงแดด มีพฤติกรรมชอบขยี้ตาบ่อยๆจนเกิดการอักเสบโดยของเนื้อเยื่อรอบตา ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากปัญหาผิวหนังเปลือกตาหย่อน ความรุนแรงของอาการหากไม่ได้รับการรักษาจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆตามอายุ

ความผิดปกติจากหนังตาตก

ความผิดปกติของหนังตาในกลุ่มหนังตาตก จะมีความผิดปกติที่ขอบของเปลือกตา โดยเปลือกตาตกตกลงมาบังลูกตา ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาทำงานน้อยกว่าปกติ อีกทั้งยังเกิดขึ้นได้จากหลายๆสาเหตุ เช่น เกิดร่วมกับผิวหนังที่เปลือกตาหย่อน

ก่อน-หลังแก้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

หนังตาหย่อน สาเหตุ อาการ และปัญหาที่ส่งผลกระทบ

สาเหตุของปัญหาผิวหนังที่เปลือกตาหย่อน

ปัญหาผิวหนังที่เปลือกตาหย่อน สาเหตุหลักเกิดจากความเสื่อมตามอายุ เมื่ออายุมากขึ้นเนื้อของที่เกี่ยวพันของผิวหนังก็จะเสื่อมสภาพตามไปด้วย อาจพบได้เร็วขึ้นในผู้ที่มีการอักเสบรอบดวงตา โดนแดด ขยี้ตาบ่อยๆหรือโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด

อาการผิวหนังที่เปลือกตาหย่อน

อาการผิวหนังที่เปลือกตาหย่อน ผิวหนังบริเวณเปลือกตาหรือหน้าผากจะมีลักษณะยืดออกและหย่อนลงมาบังลูกตา ส่งผลทำให้ชั้นตาเล็กลง รู้สึกลืมตาไม่ค่อยขึ้น หนังตาหนัก เมื่อลืมตาต้องพยายามเบิ่งตาตลอด ทำให้เกิดริ้วรอยบริเวรหน้าผาก บางครั้งอาจมีรอยพับของผิวหนังที่หางตา

อาการผิวหนังที่เปลือกตาหย่อนและปัญหาที่ส่งผลกระทบ

ปัญหาผิวหนังที่เปลือกตาหย่อนเป็นปัญหาทำให้เกิดริ้วรอย เช่น ผิวหนังที่เปลือกตาบนหรือหน้าผากมีการยืดหย่อน มีรอยพับของผิวหนังมากขึ้น การเกิดริ้วรอยต่างๆเป็นปัญหาทำให้หน้าแลดูแก่กว่าวัย และยังอาจพบเนื้อเยื่อไขมันของเบ้าตาแทรกออกมา ทำให้เปลือกตาดูอูมขึ้นจนทำให้ชั้นตาไม่ได้รูป

ตาไม่เท่ากันเกิดจากอะไร

อาการตาไม่เท่ากันหรือตาตก ได้แก่ลักษณะของดวงตาทั้งสองข้างมีขนาดไม่สมดุล หรือตามีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ หนังตาตกตั้งแต่กำเนิด กล้ามเนื้อยกเปลือกตาหลุดจากตำแหน่งที่เกาะ กล้ามเนื้อมีการฉีกขาดเส้นประสาทหรือสารสื่อประสาททำงานผิดปกติ หรือมีเนื้องอกดึงรั้งเปลือกตา แต่ละสาเหตุจะมีลักษณะอาการและความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนี้

  1. ตาไม่เท่ากันจากพันธุกรรม : อาการตาไม่เท่ากันหรือตาตกตั้งแต่เกิด ถือเป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งเกิดจากเส้นประสาทตาทำงานผิดปกติตั้งแต่เกิด ลักษณะอาการคืออาจมีอาการหนังตาตกเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ลืมตาได้ไม่เต็มที่หรือไม่เท่ากัน ชั้นตาไม่ชัด ในรายที่ตกมากอาจมีอาการตาเขร่วมด้วย นอกจากนั้นตาไม่เท่ากันตั้งแต่กำเนิดยังเกิดได้จากหลายสาเหตุ
  2. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด : เกิดจากกล้ามเนื้อตาที่ทำหน้าที่เปิดตาไม่พัฒนา หรือพัฒนาไม่สมบูรณ์ตั้งแต่เกิด มีลักษณะไม่สามารถลืมตาได้ไม่เต็มที่อาจเป็นได้ทั้งสองข้างหรือเป็นเพียงข้างเดียว ทำให้ตาไม่เท่ากันและอาจทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น มองเห็นภาพไม่ชัด จนส่งผลให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าเนื่องจากต้องเลิกคิ้วสูงเพื่อช่วยในการมองเห็น
  3. ปัญหาตาไม่เท่ากันจากโครงสร้างกระดูกเบ้าตา : เนื่องจากโครงสร้างกระดูกเบ้าตามีระดับความสูง หรือระดับความลึกของเบ้าตาทั้งสองข้างอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นมาตั้งแต่เกิด จนเป็นปัญหาทำให้ชั้นตาไม่เท่ากัน
  4. ระดับคิ้วไม่เท่ากันแต่กำเนิด : ส่งผลให้ตาไม่เท่ากันเนื่องจากลักษณะโครงสร้างกระดูกใบหน้ากล้ามเนื้อตา และลักษณะเปลือกตา มีส่วนทำให้ระดับความสูงคิ้วทั้งสองข้างสูงต่ำไม่เท่ากัน เมื่อมีปัญหาคิ้วข้างใดข้างหนึ่งสูงหรือต่ำไม่เท่ากัน  ก็จะส่งผลให้ระดับของดวงตาอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เท่ากันตามไปด้วย
  5. ใบหน้าทั้งสองด้านไม่เท่ากัน ลักษณะรูปหน้าทั้งสองด้านไม่เท่ากัน เป็นปัญหาหนึ่งที่ส่งผลทำให้ดวงตาไม่เท่ากันได้ จากความผิดปกติของกระดูกโครงหน้าแต่กำเนิด อาจส่งผลให้ตาไม่เท่ากันได้
  6. ตาไม่เท่ากัน จากอาการกล้ามเนื้อยกเปลือกตาหลุดจากตำแหน่งที่เกาะ : อาการกล้ามเนื้อยกเปลือกตาหลุดจากตำแหน่งที่เกาะ เกิดจากการมีอายุที่มากขึ้นเมื่ออยู่ในภาวะเสื่อม ส่วนของกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยืดหย่อนเสื่อมสภาพไปตามอายุ และอาจมีสาเหตุจากการเกิดอุบัติเหตุที่เปลือกตา หรือการสัมผัสเปลือกตาบ่อยๆ เช่นขยี้ตาจากภูมิแพ้ การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน อาการที่เห็นได้ชัดเจน คือลืมตาไม่ได้ไม่เต็มที่
  7. ตาไม่เท่ากัน จากเส้นประสาทหรือสารสื่อประสาททำงานผิดปกติ : อาการเส้นประสาทหรือสารสื่อประสาททำงานผิดปกติ จนเป็นสาเหตุทำให้ตาไม่เท่ากันหรือตาตก เกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทอุดตันจากโรคประจำตัว หรือมีก้อนไปกดทับเส้นประสาทในรายที่เกิดจากสารสื่อประสาท อาการตาไม่เท่ากัน หรือตาตก มักมีอาการแย่ลงหลังการใช้งานของดวงตา และดีขึ้นเมื่อได้พัก
  8. ตาไม่เท่ากัน จากปัญหาเนื้องอกดึงรั้งเปลือกตา : อาการตาไม่เท่ากัน จากปัญหาเนื้องอกดึงรั้งเปลือกตา เนื่องจากมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่เปลือกตาบน ทำให้หนังตาหนัก ลืมตาไม่ได้ หรือตาตก ตาไม่เท่ากัน

วิธีแก้ปัญหา ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน

อาการเกี่ยวกับหนังตา หนังตาตก ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน เป็นปัญหาต่อความสวยความงามบนใบหน้า ทำให้ดูแก่กว่าวัยแล้ว ในรายที่มีความรุนแรงอาจเป็นปัญหาต่อสุขภาพ เช่น หนังตาหย่อนลงมามากจนบดบังตาดำเป็นบางส่วน ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน หรือเห็นเป็นภาพซ้อน ศัลยกรรมความงามคือแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี ได้แก่ วิธีแก้ปัญหา ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน แบบไม่ต้องผ่าตัดและวิธีแก้ปัญหาชั้นตาไม่เท่ากันแบบผ่าตัด

วิธีแก้ปัญหา ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน แบบไม่ต้องผ่าตัด

การแก้ปัญหา ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากันแบบไม่ต้องผ่าตัด เป็นทางเลือกหนึ่งในการศัลยกรรมความงามที่ไม่ทำให้เกิดรอยแผล เนื่องจากมีนวัตกรรมใหม่ๆที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาได้ แต่การนำมาใช้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น องค์ประกอบของรูปหน้า การเลือกคลินิกและความชำนาญของแพทย์ โดยการแก้ปัญหาแบบไม่ต้องผ่าตัดทำได้ 3 วิธี ดังนี้

1. การฉีดโบทูลินั่มท็อกซินลงในชั้นผิวหนังชั้น

โบทูลินั่มท็อกซิน เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่ออกฤทธิ์กับระบบประสาท ช่วยยับยั้งสารสื่อประสาทที่ส่งมายังกล้ามเนื้อในบริเวณนั้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว ลดการเกร็งกล้ามเนื้อ วิธีแก้ปัญหา ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน ด้วยวิธีนี้เป็นการฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน เข้าบริเวณกล้ามเนื้อหน้าผาก เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าผากมีการหดตัว เหมาะกับคนไข้ที่มีปัญหาตาไม่เท่ากันและหนังตาตก สามารถทำร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์ตาสองชั้นได้

การฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน เพื่อแก้ไขปัญหาตาไม่เท่ากันและหนังตาตก ในแต่ละครั้งจะเห็นผลเริ่มชัดขึ้นภายใน 3 – 5 วัน และเห็นผลชัดเจนหลังฉีดประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะออกฤทธิ์นานประมาณ 4 – 6 เดือน หลังจากนั้นอาจต้องฉีดซ้ำ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง

2. อัลเทอร่าตา ยกหางตา หนังตาตก

อัลเทอร่าตา ยกหางตา หนังตาตก คือ เทคโนโลยียกกระชับ ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจง ส่งพลังงานลงลึกไปถึงชั้น SMAS ทำให้ผิวเกิดการหดตัวและยกกระชับขึ้น ข้อดีของวิธีนี้หากผิวชั้นนี้หย่อนคล้อยจะส่งผลให้ผิวชั้นที่อยู่ตื้นกว่าหย่อนคล้อยตามไปด้วย

3. ฟิลเลอร์ตาสองชั้น แก้ปัญหาตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน

ฟิลเลอร์คือสารเติมเต็มผิวที่สังเคราะห์มาจากไฮยาลูโรนิกแอซิด ที่สร้างขึ้นเลียนแบบสารตามธรรมชาติในชั้นผิวหนังและกระดูกอ่อนของคน เมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าใต้ผิวหนัง ฟิลเลอร์จะเข้าไปช่วยเติมเต็มช่องว่างให้กับเซลล์ผิวใต้ผิวหนัง ส่งผลให้บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ กระชับ เต่งตึง ชุ่มชื้น เรียบเนียน ดูสดใสเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้นและวิธีนี้ยังสามารถแก้ปัญหาตาสองชั้นที่ไม่เท่ากัน ตาปรือ ตาตก ได้ดี เห็นผลได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้น

วิธีแก้ปัญหาชั้นตาไม่เท่ากันแบบผ่าตัด

สำหรับคนที่มีปัญหาชั้นตาไม่เท่ากัน ตาปรือ ตาตก โดยเฉพาะการรักษาหนังตาตกในกรณีที่ทำให้ปิดกั้นการมองเห็นหรือส่งผลกระทบต่อรูปลักษณ์ และเป็นปัญหาต่อบุคลิกภาพ การแก้ไขโดยการผ่าตัดหรือศัลยกรรมความงาม เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมและทำได้หลายเทคนิควิธี เช่น

  • ในรายที่มีปัญหาหนังตาตก แพทย์จะใช้เทคนิคกรีดยาวในการผ่าตัด โดยใช้เครื่องมือผ่าตัดชนิดพิเศษร่วมกับเลเซอร์ขนาดเล็ก ตัดหนังตาส่วนเกินที่ตกลงมาทับชั้นตา และนำเอาไขมันส่วนเกินออก หลังจากนั้นออกแบบชั้นตาใหม่ โดยอาจมีการปรับกล้ามเนื้อตาร่วมด้วย ในเคสที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
  • การแก้ปัญหา ตาปรือ ตาตก ศัลยแพทย์จะใช้วิธีการฉีดยาชาบริเวณเปลือกตาบน และทำการเปิดแผลเหมือนกันกับการทำตาสองชั้นแบบทั่วไป แต่เพิ่มเติมตรงมีการเย็บชั้นกล้ามเนื้อตา เพื่อทำให้ตาโตมากขึ้น
  • การแก้ปัญหาตาตก หนังตาหย่อน ทำให้ตาไม่เท่ากัน การผ่าตัดแก้ไขเปลือกตา แพทย์จะผ่าตัดเอาผิวหนังและไขมันส่วนเกินออก ก่อนจะเย็บปิดใหม่ให้ได้เปลือกตาสองชั้นที่สูงเท่ากัน ได้รูปสวยงามและมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์โดยเฉพาะ การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถเลือกฉีดยาชาเฉพาะที่หรือฉีดยาชาผ่านชุดให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ หลังผ่าตัด แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนพักจนกว่าจะฟื้นตัวดีและสามารถกลับบ้านได้ภายในวันนั้น

แก้ปัญหา ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน ที่เมโกะ คลินิก ดีอย่างไร

การแก้ปัญหา ตาปรือ ตาตก ชั้นตาไม่เท่ากัน ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ถือเป็นการศัลยกรรมความงาม ที่มีข้อควรระวัง และต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง หรือศัลยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น เมโกะ คลินิก เป็นคลินิกและศูนย์ศัลยกรรมความงามที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ดังนี้

  1. “สวยครบ จบในที่เดียว” สะดวก สบาย เพราะ เมโกะ คลินิก เป็นคลินิกศัลยกรรมที่ให้บริการครบวงจร ทั้งศัลยกรรมใบหน้า เสริมจมูก ทำตาสองชั้น ฉีดไขมันหน้า ดึงหน้า ยกคิ้ว เสริมคาง ปรับรูปปาก เสริมหน้าอก ดูดไขมัน ปรับรูปร่างให้สวยสมส่วน ดูแลผิวพรรณให้ขาวใส ลดริ้วรอยจุดด่างดำ กระชับรูขุมขน หลุมสิว แก้ไขปัญหาสุขภาพแก้ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไปพร้อมๆกับการศัลยกรรมตกแต่ง รวมทั้งดูแลปัญหาของสุภาพสตรี เช่น การทำรีแพร์ เลเซอร์
  2. เมโกะ คลินิก เป็นคลินิกศัลยกรรมความที่จดทะเบียนถูกต้องตามมาตรฐานสถานพยาบาลมีใบอนุญาตสถานประกอบการจากกระทรวงสาธารณสุข
  3. คลินิกศัลยกรรมความงาม ที่มีประสบการณ์สูง ให้บริการมายาวนานกว่า 36 ปี ก่อตั้งเมื่อปี 1982 โดย นายแพทย์มนัส ฉายาวิจิตรศิลป์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม โดยตรง
  4. ทีมศัลยแพทย์ มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ มีการนำเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัยเข้ามาใช้ เพื่อให้ผู้รับบริการพึงพอใจ สวยงามตามเทรนด์มากที่สุด
  5. ทีมแพทย์มีรายชื่อเป็น “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่ง” ในฐานข้อมูลเว็บไซต์ของแพทยสภา และสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย หรือ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย
  6. ทีมแพทย์ เมโกะ คลินิก เป็นทีมแพทย์ที่ได้รับเชิญ ไปออกรายการ “ Let Me In Thailand ” LetMe In เป็นรายการศัลยกรรม และดูแลผิวหนัง ที่โด่งดังในเกาหลี
  7. เมโกะ คลินิก เป็นคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามที่มีคุณภาพ อุปกรณ์หรือเครื่องมือทางการแพทย์ ที่ใช้ได้มาตรฐานระดับสากล มีอุปกรณ์กู้ชีพ ห้องผ่าตัดเล็ก ห้องผ่าตัดพร้อมเครื่องมือผ่าตัดที่ทันสมัยได้มาตรฐาน
  8. นายแพทย์มนัส ฉายาวิจิตรศิลป์ ผู้ก่อตั้ง เมโกะ คลินิก เป็นแพทย์ไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงามเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมตัดสินและเปลี่ยนโฉมหน้าให้กับผู้ร่วมแข่งขันในรายการ Let Me In Thailand

สรุป

เมโกะ คลินิก นอกจากเป็นคลินิกศัลยกรรมความงามแล้ว ยังเป็นศูนย์บริการสุขภาพและความงามที่ให้บริการครอบคลุมทุกประเภท เพื่อฟื้นสภาพหรือปรับปรุงภาพลักษณ์ให้กับผู้ที่มีปัญหาหรือคนที่ต้องการเสริมสร้างบุคลิกภาพ ศัลยกรรม ปรับโหงวเฮ้ง โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามที่ดีที่สุด เป็นศูนย์ศัลยกรรมความงามที่ให้บริการมาตรฐานระดับสากล มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

หากสนใจศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงสามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

ปัจจุบันการผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นการผ่าตัดเล็กหรือศัลยกรรมความงามที่มีหลายเทคนิคและวิธีการ ซึ่งนอกจากเป็นการตกแต่งชั้นตาและแก้ปัญหาให้กับคนที่ไม่มีชั้นตา ชั้นตาไม่ชัด ตาสองชั้นหลบใน ชั้นตาไม่เท่ากัน การผ่าตัดทำตาสองชั้นบางเทคนิคยังสามารถแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ด้วย แต่จะใช้เทคนิคการทำตาสองชั้นด้วยวิธีใดเกี่ยวกับปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง สาเหตุและอันตรายที่เป็นผลข้างเคียงจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง รวมทั้งเทคนิคการทำตาสองชั้นเพื่อแก้ไขอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมาแนะนำครับ

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงคืออะไร

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเป็นภาวะของโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่บริเวณรอยต่อระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อลาย ทำให้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้ลืมตาได้น้อยส่งผลให้เปลือกตาตกหรือหนังตาตกหย่อนลงมากกว่าปกติ ซึ่งภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย อาจเป็นตั้งแต่กำเนิดหรือเป็นตอนอายุเพิ่มขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ยกเปลือกตามีอาการหย่อนยาน และอาจเป็นข้างเดียวหรือเป็นทั้งสองข้างได้

สาเหตุของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

การทำงานของดวงตาเมื่อมีการกระพริบตาแต่ละครั้ง ไม่ได้เกิดจากการทำงานของลูกตาและเปลือกตาเท่านั้น แต่จะต้องประสานกัน 3 ส่วนได้แก่ เปลือกตา เส้นประสาท และกล้ามเนื้อตา ปัญหาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากความผิดปกติของการทำงานในส่วนของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการลืมตา โดยเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุดังนี้

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงตั้งแต่กำเนิด

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงตั้งแต่กำเนิด เกิดจากภาวะทางพันธุกรรมหรือมีความผิดปกติของเส้นประสาทสมองทำให้เด็กที่เกิดมามีภาวะหนังตาตกปิดตาดำมากกว่าปกติ ตาดูปรือ ลืมตาไม่ค่อยขึ้น หรือเป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากกล้ามเนื้อตาไม่พัฒนาซึ่งเป็นมาตั้งแต่กำเนิด ลักษณะของดวงตาจะลืมตาได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้ตาข้างใดข้างหนึ่งมองเห็นน้อยกว่าอีกข้าง เนื่องจากหนังตาตกทับดวงตาบังการมองเห็น ส่งผลให้สมองด้านนั้นไม่ได้รับการกระตุ้นจนอาจเกิดภาวะตาขี้เกียจและตาเอียงร่วมด้วย

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจากอายุที่มากขึ้น

เมื่อคนเรามีอายุที่มากขึ้น โครงสร้างผิวเปลือกตาจะเริ่มอยู่ในสภาวะเสื่อมจนเกิดความหย่อนคล้อย เสียความยืดหยุ่น ความแข็งแรงของเปลือกตาและกล้ามเนื้อยกเปลือกตาจะลดลง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาอยู่ในภาวะอ่อนแรงได้

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในทุกๆด้านการใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน รวมถึงคนที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ทำให้สายตาและกล้ามเนื้อตาทำงานหนัก เมื่อไม่ได้พักอาจทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้าและเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ ในส่วนของคนที่ต้องใส่คอนแทคเลนส์ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อตาถูกยืดออก จนเกิดโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดจากความผิดพลาดในการผ่าตัดทำตาสองชั้น

ความผิดพลาดจากการผ่าตัดทำตาสองชั้นที่ส่งผลให้มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดขึ้นได้จากหลายกรณี เช่น การทำตาสองชั้นด้วยวิธีผูกปมไหมไม่ละลายไว้ใต้ผิวตา หากไม่ได้รับการบริการจากผู้เชี่ยวชาญหรือศัลยแพทย์โดยตรง อาจทำให้ปมไหมที่เย็บขวางการทำงานของกล้ามเนื้อตา ทำให้ดูตาปรือ รู้สึกระคายเคืองตา นอกจากนั้นหากผ่าตัดทำตาสองชั้นจากคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ผู้ผ่าตัดไม่ชำนาญหรือไม่ใช่ศัลยแพทย์วิชาชีพ อาจเกิดความผิดพลาดที่ร้ายแรง เช่น ทำตาสองชั้นแต่กลับผ่าตัดกระทบโดนกล้ามเนื้อตาจนส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้

อันตรายและผลข้างเคียงจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปลักษณะดวงตาของคนส่วนใหญ่ขอบตาบนจะคลุมปิดตาดำลงมาไม่เกิน 1-2 มิลลิเมตร แต่เนื่องจากอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยกำเนิดและกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดขึ้นภายหลัง อีกทั้งอาจเป็นเพียงข้างเดียวหรือเป็นทั้งสองข้าง ทำให้ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไม่ทราบว่ามีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอาการของกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงทำให้ขาดการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

วิธีสังเกตอาการและภาวะความรุนแรงทำได้ดังนี้

  • ผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงส่วนใหญ่จะยกคิ้วจนผิวหนังหน้าผากย่น
  • ลักษณะการมองผู้มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมักจะเงยหน้ามอง หรือยกคิ้วขึ้นเพื่อทำการเปิด
  • ตาข้างที่อ่อนแรงให้กว้างขึ้นและช่วยในการมองเห็น
  • ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จะเห็นตาดำได้เล็กกว่าคนปกติทั่วไป
  • มีลักษณะลืมตาไม่สุด ตาปรือ ตาลอย คล้ายคนง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา
  • กรณีกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเพียงข้างเดียว คิ้วข้างที่กล้ามเนื้อตามีปัญหาจะสูงกว่าปกติ

ระดับความรุนแรงและลักษณะของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

  • ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับเริ่มต้นหรืออาการยังไม่รุนแรงมากนัก ลักษณะขอบตาบนจะ ปิดคลุมทับตาดำลงมาเกินกว่า 2 มิลลิเมตร ซึ่งปิดทับลงมามากกว่าคนปกติ แต่ถือว่าอาการยังไม่อยู่ในระดับรุนแรง
  • ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับกลาง ขอบตาบนของผู้ป่วยจะปิดคลุมทับตาดำลงมาเกินกว่า 3 มิลลิเมตร ความรุนแรงในระยะนี้อาจทำให้เป็นปัญหาต่อการมองเห็น
  • ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับรุนแรง จะพบว่าขอบตาบนของผู้ป่วยปิดคลุมทับตาดำลงมาเกินกว่า 4 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นระยะที่เป็นอันตรายกรณีเป็นทั้งสองข้างจะเป็นปัญหาต่อการมองเห็น และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต

ผลข้างเคียงจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

  • ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หนังตาจะดูตก ตาปรือมากกว่าคนกล้ามเนื้อตาเป็นปกติ ทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย และเป็นปัญหาต่อบุคลิกภาพ
  • ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมีความรุนแรงในระดับปานกลางและระดับรุนแรง จะสามารถมองเห็นลักษณะอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้อย่างชัดเจน อาจทำให้สูญเสียความมั่นใจในการเข้าสังคม เป็นปัญหาต่อการมองเห็น และเสียสุขภาพเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ทำให้แต่งหน้าลำบากต้องใช้เวลานานในการแต่งรอบดวงตา เพื่อกลบจุดบกพร่อง
  • ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอาจเป็นอุปสรรคในการทำงานบางอาชีพ เช่น งานที่ต้องใช้สายตา อาชีพที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน อาจทำให้อาการมีความรุนแรงมากขึ้นได้ รวมไปถึงอาชีพที่ต้องมีบุคลิกภาพและรูปร่างหน้าตาที่ดี เช่น ดารา นักร้อง ประชาสัมพันธ์ หรืองานที่ต้องพบปะผู้คน
  • ส่งผลต่อโหงวเฮ้งของใบหน้า ทำให้ใบหน้าโดยรวมขาดสมดุลดวงตาดูไม่สวยงาม ทำให้เจ้าของดวงตาสูญเสียความมั่นใจ
  • ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงส่งผลให้ใบหน้าดูโทรม อิดโรย ดูมีอายุ ทำให้ดูแก่ก่อนวัยโดยเฉพาะคนที่มีลักษณะเบ้าตาลึก หากมีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงร่วมด้วย จะทำให้ดวงตาปรือมากจนสังเกตได้ชัดเจน
  • ทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าเนื่องจากคนที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จะเลิกคิ้วสูงเป็นประจำเพื่อการมองเห็นที่ดีขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากต้องเคลื่อนไหวมาก จะทำให้เกิดริ้วรอยเกิดขึ้นมากกว่าปกติ
  • ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น เนื่องจากขอบตาที่อยู่ต่ำกว่าระดับปกติ จะปิดทับตาดำบางส่วนส่งผลให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลง        

การรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

การแก้ปัญหารวมทั้งการรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงในเบื้องต้นต้องทราบระดับความรุนแรงของผู้ป่วย เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด เช่น การดูแลรักษาด้วยการบริหารกล้ามเนื้อตา การผ่าตัดเพื่อปรับระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการศัลยกรรมความงามไปพร้อมๆกับการแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงดังนี้

การดูแลรักษาด้วยการบริหารกล้ามเนื้อตา

กรณีผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่ยังไม่รุนแรงมากนัก สามารถใช้เทคนิคการบริหารกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เพื่อให้กล้ามเนื้อตามีความแข็งแรงมากขึ้น โดยทำได้ดังนี้

  1. กลอกตาขึ้นบนแล้วลงล่าง จากนั้นกลอกตาไปทางขวา แล้วไปทางซ้าย ทำซ้ำ 2 รอบต่อวัน
  2. ปรับโฟกัสดวงตา โดยการใช้ปากกาหรือนิ้วมือยื่นไปด้านหน้า ให้อยู่กึ่งกลางระหว่างดวงตาทั้งสอง และเลื่อนเข้าหาดวงตาช้าๆ เมื่อเห็นเป็นภาพซ้อนให้กลับไปเริ่มใหม่ ทำซ้ำ 20 รอบ วันละ 3 ครั้ง

การผ่าตัดเพื่อปรับระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

การผ่าตัดยกกล้ามเนื้อตา สามารถแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ เพราะเป็นการผ่าตัดเพื่อปรับระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา ปัจจุบันมีหลายเทคนิควิธี มีการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการผ่าตัดที่ทันสมัย ช่วยลดอาการบวมช้ำ เลือดออกน้อยและปลอดภัยสูง อีกทั้งการผ่าตัดยกกล้ามเนื้อตาจะทำให้ตาเปิดโตมากขึ้น หายตาปรือ ตาตก ตาดูสดใส ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพทำให้มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น สำหรับขั้นตอนการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมีดังนี้

  1. แพทย์จะทำการประเมินตำแหน่งที่เหมาะสมกับคนไข้ ซึ่งแต่ละบุคคลจะมีระดับความรุนแรงและปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่แตกต่างกัน
  2. ทดสอบตำแหน่งที่พอเหมาะ เพื่อให้เข้ากับความสมดุลของใบหน้าและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดที่สุด
  3. ในการผ่าตัดกล้ามเนื้อตาจะใช้วิธีการฉีดยาชาเพื่อปรับชั้นตาระหว่างผ่าตัด
  4. เริ่มศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยแพทย์เฉพาะทาง
  5. ใช้เวลาในการผ่าตัด 1 -2 ชั่วโมง

ผลลัพธ์ที่ได้จากการศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

  • การผ่าตัดแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะช่วยให้การเห็นชัดเจนมากขึ้น
  • ช่วยให้มีดวงตาที่กลมโต สดใส ลดอาการตาปรือ ตาง่วงนอน
  • การผ่าตัดแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ช่วยลดริ้วรอยต่างๆที่ทำให้ดูแก่กว่าวัยซึ่งเป็นปัญหาเกิดจากยกคิ้วสูงเพื่อช่วยให้การมองเห็นชัดเจน
  • เสริมสร้างบุคลิกภาพทำให้มั่นใจในตนเองมากขึ้น
  • เพิ่มโอกาสในการใช้ชีวิต ในการทำงานที่ต้องใช้รูปร่างหน้าตาและการมีบุคลิกภาพที่ดีเป็นส่วนประกอบ

การศัลยกรรมความงามไปพร้อมๆกับการแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหรือคนที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จะทำให้หนังตาดูตกและหย่อนคล้อยลงมากกว่าปกติ นอกจากเป็นปัญหาสุขภาพและมีผลต่อการมองเห็นแล้ว ยังมีผลด้านความสวยงาม การศัลยกรรมความงามไปพร้อมๆกับการแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ทำได้หลายรูปแบบ เช่น การผ่าตัดยกกระชับ การผ่าตัดหนังตา และการศัลยกรรมทำตาสองชั้น

ผ่าตัดทำตาสองชั้น แก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้หรือไม่

การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นศัลยกรรมความงามเพื่อเพิ่มชั้นตาโดยการทำให้เกิดรอยพับ ทำได้หลายรูปแบบและหลายเทคนิควิธี และการผ่าตัดทำตาสองชั้นไปพร้อมๆกับการแก้ปัญหาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ยังเป็นเทคนิควิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ส่วนการผ่าตัดทำตาสองชั้น สามารถแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้อย่างไร สิ่งที่ต้องรู้ก็คือลักษณะของการทำตาสองชั้น และการแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมีขั้นตอนที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

การทำตาสองชั้นคืออะไร

การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นเทคนิคการสร้างรอยพับชั้นตาเพื่อช่วยให้คนที่ไม่มีชั้นตา มีชั้นตาที่ดูสวยเป็นธรรมชาติ หรือทำให้คนที่มีชั้นตาไม่ชัดเจน ชั้นตาหลบในมีชั้นตาที่สวยงามชัดเจนขึ้น ในการผ่าตัดทำตาสองชั้นโดยทั่วไปจะมี 2 เทคนิคหลัก คือ เทคนิคกรีดตายาว และเทคนิคแผลเล็กไม่ตัดหนังตาส่วนเกิน

  • เทคนิคกรีดตายาวเพื่อตกแต่งทำตาสองชั้น รวมทั้งแก้ปัญหาชั้นตาและปัญหารอบดวงตาได้หลายจุดพร้อมกัน เช่น การตัดหนังตาส่วนเกินออก แก้ปัญหาหนังตาตก ตาชั้นเดียว ตาเล็ก ตาหลบในจากภาวะหนังตาตกทับดวงตาและไขมันใต้เปลือกตาและอื่นๆ
  • เทคนิคแผลเล็กไม่ตัดหนังตาส่วนเกินเป็นการทำตาสองชั้นที่ช่วยแก้ปัญหาตาเล็ก ตาหลบในตาชั้นเดียว หรือคนที่ต้องการมีตาสองชั้น หลังทำตาสองชั้นจะช่วยให้ชั้นตาชัด ตากลมโต ดูเป็นธรรมชาติ ดวงตาดูสดใสขึ้น

การแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงคืออะไร

การแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้แก่ การผ่าตัดที่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ และมีความซับซ้อนมากกว่าการผ่าตัดตาสองชั้นทั่วไป จุดประสงค์หลักเพื่อปรับระดับความแข็งแรงของภาวะกล้ามเนื้อตา

ผ่าตัดทำตาสองชั้นดีอย่างไร

  • ศัลยกรรมตาสองชั้นเป็นการผ่าตัดเล็กที่มีหลายเทคนิคและผลลัพธ์ที่ได้
  • นอกจากเห็นผลทันที ยังได้ตาสองชั้นที่สวยเป็นธรรมชาติ
  • การผ่าตัดทำตาสองชั้นทำให้มีดวงตาดูกลมโต และเรียวยาวมากขึ้น
  • การผ่าตัดทำตาสองชั้นช่วยแก้ปัญหาหนังตาตก บดบังชั้นตา ทำให้ได้ดวงตาที่กลมโต มีชั้นตาที่ชัดเจน
  • การทำตาสองชั้นช่วยเสริมบุคลิกภาพ ทำให้มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
  • ผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นการทำศัลยกรรมความงามที่สามารถทำไปพร้อมๆกับการแก้ไขปัญหาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ปัญหาความหย่อนคล้อยและไขมันใต้เปลือกตาได้

การศัลยกรรมตาสองชั้นเหมาะกับใคร

แก้ปัญหาชั้นตาหลบใน

  • การศัลยกรรมตาสองชั้นเหมาะกับคนที่ต้องการศัลยกรรมเปลือกตาโดยทำได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย
  • เหมาะกับคนที่มีปัญหาหนังตาบนหย่อนคล้อยจนชั้นตาหายไป
  • เหมาะกับคนอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ที่ส่งผลให้มีไขมันสะสมอยู่บริเวณเปลือกหนังตาบน จนทำให้ชั้นตาหาย
  • คนที่มีปัญหาตาเล็ก ตาชั้นเดียว หางตาตก ชั้นตาหลบใน
  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ทั้งกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดและเกิดขึ้นภายหลัง

ผ่าตัดทำตาสองชั้นแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้อย่างไร

ปัจจุบันการผ่าตัดทำตาสองชั้นหรือศัลยกรรมตาสองชั้น มีเทคนิคใหม่ๆที่ช่วยแก้ไขปัญหาของชั้นตาได้หลายรูปแบบ รวมทั้งสามารถทำไปพร้อมๆกับการแก้ปัญหาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ เพียงเลือกเทคนิควิธีที่เหมาะสม เช่น

  1. กรณีมีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่ไม่รุนแรง สามารถผ่าตัดทำตาสองชั้นไปพร้อมๆกับการแก้ไขปัญหา โดยแพทย์อาจจะใช้วิธีผ่าตัดจากด้านในของเปลือกตา เพื่อตัดหรือมัดเอ็นกล้ามเนื้อกับกล้ามเนื้อตาเข้าด้วยกัน จะช่วยปรับการลืมตาได้มากขึ้น ลดปัญหาตาปรือ ตาง่วงนอน ทำให้มีดวงตาที่กลมโตมากขึ้น
  2. ส่วนผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ในระดับปานกลาง แพทย์อาจแก้ปัญหาโดยเปิดแผลบริเวณที่จะเป็นชั้นตา เพื่อปรับกล้ามเนื้อที่เปิดเปลือกตา ช่วยให้เปิดเปลือกตาหรือลืมตาได้มากขึ้น
  3. กรณีมีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงในระดับรุนแรง แพทย์อาจจะต้องใช้กล้ามเนื้อมัดอื่นมาช่วยเพื่อเปิดเปลือกตา โดยทั่วไปก็จะใช้กล้ามเนื้อหน้าผาก ซึ่งทำหน้าที่ยกคิ้ว อาจจะโดยการแขวนเปลือกตากับคิ้วหรือเลือกกล้ามเนื้อที่ยกคิ้วมาเปิดเปลือกตา
  4. กรณีที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงข้างเดียว แพทย์จะเลือกเทคนิควิธีทีเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไปพร้อมๆกัน และเมื่อผ่าตัดทำตาสองชั้น แพทย์กำหนดชั้นตาทั้ง 2 ข้างให้มีความสมดุลกัน

สรุป

การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นการศัลยกรรมความงามที่ไม่ได้ช่วยให้มีชั้นตาที่สวยงามเท่านั้น แต่ด้วยเทคนิคและเครื่องมือทางการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆทำให้มีนวัตกรรมและเทคนิคใหม่ๆที่นอกจากตกแต่งเพิ่มชั้นตา แก้ไขปัญหาชั้นตาหลบใน ปัญหาหนังตาบนหย่อนคล้อย และมีไขมันบริเวณเปลือกตามากจนทำให้ชั้นตาหาย กลับมามีชั้นตาที่สวยงามแล้ว ยังสามารถแก้ไขปัญหาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไปพร้อมๆกับการผ่าตัดทำตาสองชั้นได้อย่างเห็นผลลัพธ์ เพียงเลือกคลิกนิคศัลยกรรมความงามที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มีแพทย์วิชาชีพเป็นผู้ให้บริการและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

หากสนใจศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงและทำตาสองชั้นสามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

เชื่อว่าสาวๆทุกคนต้องการมีริมฝีปากที่นุ่มเนียน สวย และดูอวบอิ่ม เพื่อเสริมความโดดเด่นให้กับใบหน้า หรือใครที่มีริมฝีปากหนาเกินไป ต้องการแก้ไขให้ปากบางลง ต้องการปากกระจับที่มีลักษณะรอยหยักตรงกลางริมฝีปากบนตามเทรนด์นิยมก็สามารถทำได้ด้วย การศัลยกรรมปากและตกแต่งริมฝีปาก หลายคนอาจมีคำถามว่า“ศัลยกรรมปาก ตกแต่งริมฝีปากเหมาะกับใคร และมีประโยชน์อย่างไร” บทความนี้มีคำตอบค่ะ

ศัลยกรรมปากคืออะไร

ศัลยกรรมปาก คือการผ่าตัด ตกแต่ง หรือแก้ไขริมฝีปากให้ได้รูปทรงที่สมส่วนและสวยงาม ปัจจุบันศัลยกรรมปากทำได้หลายรูปแบบ เพราะนอกจากเป็นการผ่าตัดตกแต่งเพื่อความสวยงาม ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง ยังเป็นการผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาของรูปปากให้กับคนที่มีปัญหาริมฝีปากไม่สมส่วน และสามารถทำได้ทั้งปากบนและปากล่าง

การศัลยกรรมปากมีกี่ประเภท 

การศัลยกรรมปากเป็นการผ่าตัดตกแต่งหรือแก้ไขริมฝีปาก เพื่อให้ได้รูปทรงและสัดส่วนเหมาะสมหลักๆมีด้วยกัน 4 ประเภท เป็นการศัลยกรรมด้วยวิธีผ่าตัด 3 รูปแบบ และการตกแต่งแก้ไขริมฝีปากโดยไม่ต้องผ่าตัดอีก 1 รูปแบบ แต่ละประเภทมีวิธีการและขั้นตอนแตกต่างกันดังนี้

1. การทำศัลยกรรมปากกระจับ

การทำศัลยกรรมปากกระจับเป็นศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการมีมุมปากที่สวยเด่นชัด โดยศัลยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินเพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เนื่องจากรูปทรงปากกระจับที่ได้โดยการผ่าตัดศัลยกรรมนั้นทางศัลยแพทย์ตกแต่งจะเป็นผู้ประเมินการรักษาของแต่ละบุคคล

2. การทำศัลยกรรมปากบาง

ศัลยกรรมปากบางเป็นการผ่าตัดเพื่อลดขนาดริมฝีปากบนหรือล่างที่หนาให้บางลง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาริมฝีปากหนา ใหญ่ และห้อย การศัลยกรรมอาจจะลดขนาดเฉพาะริมฝีปากบนหรือริมฝีปากล่าง หรือลดขนาดทั้งริมฝีปากบนและริมฝีปากล่างพร้อมกันก็ได้  

3. การศัลยกรรมแก้ไขปัญหารูปปากที่มีปัญหาหรือมีความผิดปกติ 

การศัลยกรรมแก้ไขปัญหารูปปากที่มีปัญหาหรือมีความผิดปกติ เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหา เช่น แก้รูปปากที่ผิดสัดส่วน มีลักษณะปากเบี้ยว มุมปากตก หรือผ่าตัดตกแต่งและแก้ไขปัญหาปากคว่ำหรือมุมปากไม่ได้องศา เพื่อให้ได้รูปปากที่สวยตอบโจทย์ตามความต้องการ

4. การศัลยกรรมปากโดยไม่ต้องผ่าตัด

การศัลยกรรมปากโดยไม่ต้องผ่าตัดคือ ‘การฉีดฟิลเลอร์’ ซึ่งเป็นการฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid : HA) วิธีนี้จะเป็นการเติมน้ำให้ปากดูมีน้ำมีนวล อวบอิ่มขึ้น และยังเป็นวิธีที่ปลอดภัย เนื่องจากสารที่ฉีดเข้าไปสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ

การทำปากบาง คืออะไร ?

การมีรูปทรงปากที่สวยงามรับกับใบหน้า ช่วยเสริมเสน่ห์สร้างความโดดเด่นให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น ศัลยกรรมปากหรือการทำปากบาง เป็นการตกแต่งริมฝีปากให้บางลงกว่าเดิม โดยการผ่าตัดตกแต่งลดเนื้อบริเวณริมฝีปากที่หนาให้บางลง สามารถทำได้ทั้งริมฝีปากส่วนบนและริมฝีปากส่วนล่าง หรือจะตกแต่งลดขนาดพร้อมกันทั้งส่วนบนและล่างเพื่อให้ได้รูปทรงปากบางสวยสมส่วนก็สามารถทำได้ โดยศัลยแพทย์จะใช้วิธีตัดริมฝีปากออกและเย็บด้วยไหมละลาย หลังทำไม่มีรอยแผลให้เห็นเพราะแผลผ่าตัดอยู่ด้านในริมฝีปาก และการทำปากบางนอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหา ริมฝีปากหนา ใหญ่ ปากห้อย ให้มีรูปทรงที่สวยงามมากขึ้น

ศัลยกรรมปาก ตกแต่งริมฝีปากเหมาะกับใคร

การทำศัลยกรรมปากเป็นหนึ่งในศัลยกรรมที่นิยมทำกันมาก เนื่องจากการมีริมฝีปากที่สวยงามได้รูป ช่วยเพิ่มเสน่ห์และเอกลักษณ์ให้กับใบหน้า อีกทั้งรูปปากที่เปลี่ยนไปอาจทำให้ภาพลักษณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น การศัลยกรรมปากและตกแต่งริมฝีปากมีหลายรูปแบบและหลายประเภท โดยรวมการศัลยกรรมปากเหมาะกับบุคคลต่อไปนี้

  1. คนที่มีปัญหารูปปากผิดปกติ เช่น ปากเบี้ยว หรือผู้ที่มีปากห้อย
  2. คนที่ต้องการตกแต่งและแก้ไขรูปปาก เช่น ปากคว่ำหรือมุมปากตก ให้ได้รูปปากที่สวย สมส่วน เป็นการเสริมบุคลิกภาพให้กับตนเอง
  3. ผู้ที่มีริมฝีปากหนา ต้องการปรับแก้ปากหนาและแก้ปากใหญ่ให้บางลง
  4. ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุและมีแผลเป็นบริเวณริมฝีปาก
  5. ผู้ที่ต้องการปรับรูปทรงปากให้สวยขึ้น
  6. คนที่มีความเชื่อเรื่องโหงวเฮ้ง เช่น ศัลยกรรมปากกระจับ

นอกจากนี้ศัลยกรรมปากทั่วไปแล้วทำได้ 2 รูปแบบ คือ ศัลยกรรมปากกระจับ และศัลยกรรมปากบาง แต่ละรูปแบบเหมาะกับบุคคลต่อไปนี้

Not found id
ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

ศัลยกรรมปากกระจับ

  1. ศัลยกรรมปากกระจับ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเนื้อปากมาก ริมฝีปากบนค่อนข้างหนา ห้อย รู้สึกว่าปากดูใหญ่ หนา เทอะทะ 
  2. ศัลยกรรมปากกระจับ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาริมฝีปากค่อนข้างบาง ใบหน้าดูขาดมิติเนื่องจากปากจะเล็กมาก
  3. เหมาะกับผู้ที่ริมฝีปากมีรูปทรงไม่สวยงาม หรือมีสัดส่วนที่ไม่สวยงามสมดุล การทำปากกระจับช่วยปรับสมดุลให้ดูสวยแบบธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
  4. เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำปากกระจับเพื่อเสริมโหงวเฮ้ง เป็นการเสริมมงคลให้กับรูปหน้า ตามความเชื่อ
  5. เหมาะกับผู้ที่มีปัญหารูปปากคว่ำ ที่ส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ เพราะทำให้เป็นคนที่มีใบหน้าดูดุตลอดเวลา
  6. เหมาะกับผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุ และมีแผลเป็นบริเวณริมฝีปาก และการทำปากกระจับจะช่วยปรับแก้และฟื้นฟูริมฝีปากให้กลับมาดูอวบอิ่มปราศจากรอยแผลเป็น
  7. เหมาะกับผู้ที่ไม่พอใจในรูปทรงปากของตนเอง แล้วต้องการปรับแต่งรูปทรงปากให้สวยงามมากขึ้น

ศัลยกรรมปากบาง

  1. ศัลยกรรมปากบางเป็นการผ่าตัดเพื่อลดขนาดริมฝีปากที่หนาให้บางลง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาริมฝีปากหนา ริมฝีปากใหญ่ และห้อย 
  2. เหมาะกับผู้ที่ต้องการศัลยกรรมปากบาง เพื่อลดขนาดเฉพาะริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง หรือลดขนาดทั้งริมฝีปากบนและริมฝีปากล่างพร้อมกัน
  3. เหมาะกับผู้ที่เคยเข้ารับการศัลยกรรมตกแต่งริมฝีปาก หรือฉีดฟิลเลอร์ปากมาก่อน แล้วไม่พอใจในผลลัพธ์ ต้องการที่จะแก้ไขให้สวยงามมากขึ้น
  4. เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเนื้อปากมาก ริมฝีปากบนค่อนข้างหนา แต่ไม่ต้องมีปากรูปทรงกระจับ
  5. เหมาะกับผู้ที่ไม่พอใจในรูปทรงปากของตนเอง ต้องการศัลยกรรมปากบางโดยมีความคาดหวังในผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผล

ประโยชน์ที่ได้รับจากการศัลยกรรมปาก ตกแต่งริมฝีปาก

  1. ประโยชน์ด้านบุคลิกภาพ เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับบุคลิกภาพ เพราะการศัลยกรรมตกแต่งริมฝีปาก ทำให้ได้ริมฝีปากที่สวยได้รูป หรือช่วยปรับแก้ริมฝีปากที่มีปัญหา เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง และยังทำให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น
  2. ได้รูปปากสวยเหมือนไอดอล สำหรับคนทำงานที่ต้องใช้รูปร่างหน้าตาเป็นส่วนประกอบ เช่น ประชาสัมพันธ์ นักร้อง นักแสดง นางแบบ แดนเซอร์ และอื่นๆ ได้รูปปากที่สวยงามตามเทรนด์นิยมหรือเหมือนไอดอลที่คนเองชื่นชอบ
  3. ปรับรูปหน้าให้สวยโดดเด่นยิ่งขึ้น การมีรูปปากที่สวยสมส่วน ช่วยปรับรูปหน้าหรือทำให้โครงหน้าโดยรวมสวยโดดเด่นยิ่งขึ้น และยังทำให้รูปหน้ามีเสน่ห์ชวนมอง 
  4. แต่งหน้าง่าย การศัลยกรรมปากช่วยให้ได้ริมฝีปากบางได้รูป ทำให้แต่งหน้าได้ง่ายไม่เปลืองลิปสติก
  5. เสริมโหงวเฮ้งบนใบหน้า การมีปากบางเป็นกระจับ หลายคนเชื่อว่าหมือนมีโหงวเฮ้งบนใบหน้าที่ดี ส่งเสริมให้มีชีวิตและหน้าที่การงานที่ดี
  6. แก้ปัญหาริมฝีปากที่ไม่ได้สัดส่วน ปัญหาริมฝีปากของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป เช่น ปากเบี้ยว หรือริมฝีปากไม่ได้สัดส่วนจากการเกิดอุบัติเหตุ ริมฝีบางหนา หรือบางเกินไป 

รูปปากต่างๆที่นิยมมีอะไรบ้าง

การศัลยกรรมปากเป็นการผ่าตัดเพื่อปรับปรุงแก้ไขรูปทรงปากให้เหมาะสมกับใบหน้า โดยการผ่าตัดศัลยกรรมนั้น ศัลยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินการรักษาของแต่ละบุคคล สำหรับรูปปากต่างๆที่ได้รับความนิยมและมีการศัลยกรรมกันมาก ได้แก่

  1. ศัลยกรรมปากบาง
  2. ศัลยกรรมปากกระจับ
  3. ศัลยกรรมยกริมฝีปาก 
  4. ผ่าตัดเสริมขอบปาก
  5. ผ่าตัดเสริมร่องปาก
  6. ศัลยกรรมเสริมริมฝีปาก
  7. ศัลยกรรมยกมุมปาก

ศัลยกรรมปากบางคืออะไร

ศัลยกรรมปากบางเป็นการผ่าตัดเพื่อลดขนาดริมฝีปากบนหรือล่างที่หนาให้บางลงให้ได้รูปทรงที่สมส่วนและสวยงาม สามารถทำได้ทั้งริมฝีปากบนและริมฝีปากล่าง หรือทั้งคู่ก็ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีริมหนามากๆ การผ่าตัดลักษณะของแผลจะอยู่ในริมฝีปาก เย็บด้วยไหมละลายประมาณ 7-10 วัน ไหมจะหลุดออกไปเอง หรือยังหลุดไม่หมดก็สามารถตัดออกได้

ศัลยกรรมปากกระจับคืออะไร

ศัลยกรรมปากกระจับ คือการผ่าตัดตกแต่งริมฝีปากให้ได้รูปปาก ที่มีลักษณะเนื้อบริเวณริมฝีปากทั้งส่วนบนและล่างได้รูปสวยงามรับกับใบหน้า รูปทรงปากมีความโค้งเรียวสวย คล้ายกับผลกระจับ โดยแพทย์จะผ่าตัดตัดเนื้อบริเวณริมฝีปากด้านในออก แล้วนำเนื้อส่วนที่ตัดออกมาบางส่วนเย็บตัดเข้ากับส่วนตรงกลางของริมฝีปากด้านใน บริเวณที่เป็นทรงกระจับ เพื่อเพิ่มทรงที่สวยงามของปากมากขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ปากบาง แต่อยากให้ปากเป็นรูปทรงกระจับสวย ดูอิ่มมากขึ้น

ข้อห้ามของการทำปากกระจับ มีอะไรบ้าง

การทำปากกระจับให้ได้รูปทรงที่สวยงาม และดูเป็นธรรมชาติ ทำได้ด้วยการศัลยกรรมคือการผ่าตัดปากกระจับ และการฉีดฟิลเลอร์ปากกระจับ เป็นหัตถการที่กำลังได้รับความนิยม แม้ทั้ง 2 วิธี จะมีข้อดีข้อด้อยและขั้นตอนการทำปากกระจับที่แตกต่างกัน แต่มีข้อห้ามที่ต้องให้ความสำคัญ ดังนี้

ข้อห้าม ที่ไม่ควรทำปากกระจับ

  1. ผู้ที่มีภาวะปากอักเสบอย่างรุนแรง ไม่ควรทำปากกระจับและควรรอเวลารักษาให้หายดีก่อน
  2. ผู้ป่วยกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพในช่องปาก และต้องหมั่นพบแพทย์เพื่อทำการรักษาเป็นประจำ
  3. ผู้ที่อยู่ในระหว่างรักษาสุขภาพภายในช่องปาก เช่น ดัดฟัน เหงือกอักเสบ
  4. ผู้มีสภาพจิตไม่มั่นคง ไม่สามารถทนต่อสภาพตัวเองในระยะพักฟื้นได้

ข้อห้ามหลังการทำปากกระจับ

  1. หลังการทำปากกระจับ งดการพูดคุยและหัวเราะในช่วง 7 วันแรกหลังการผ่าตัด
  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณริมฝีปาก
  3. ห้ามบีบ จับ นวด กด  หรือลอกผิวหนังบริเวณผิวปาก
  4. งดกิจกรรมที่ใช้แรง รวมทั้งการออกกำลังกาย อย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังทำปากกระจับ
  5. งดทาลิปสติก และงดใช้เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงริมฝีปาก ในช่วง 7 วันแรกหลังการผ่าตัด

ศัลยกรรมยกริมฝีปากคืออะไร

ศัลยกรรมยกริมฝีปากเป็นการผ่าตัดเพื่อตกแต่งแก้ไข โดยการยกริมฝีปากบนเพื่อให้สัดส่วนระหว่างปลายจมูก และปากบนที่มีลักษณะยาวเกินไป มีระยะระหว่างปลายจมูกและริมฝีปากบนสั้นลง ส่งผลให้ริมฝีปากบนสวยดูเซ็กซี่และอ่อนเยาว์

ผ่าตัดเสริมขอบปากคืออะไร

ผ่าตัดเสริมขอบปากเป็นการศัลยกรรมโดยการผ่าตัด เพื่อตกแต่งขอบริมฝีปากบนให้ดูโดดเด่นด้วยการเสริมเนื้อเยื่อ (Acellular dermal matrix) เข้าไปใต้ผิวหนัง ศัลยแพทย์จะเปิดแผลเล็กๆ 4 จุด แล้วสอดแผ่นเนื้อเยื่อเข้าไปใต้ผิวหนัง ทำให้ได้ขอบปากที่สวยและมีรูปขอบปากที่โดดเด่นชัดเจนขึ้น

ผ่าตัดเสริมร่องปากคืออะไร

การผ่าตัดเสริมร่องปาก เป็นการศัลยกรรมเพื่อผ่าตัดเสริมสันกลางร่องปากให้ดูเป็นขอบชัดเจน และขอบปากบนดูโดดเด่นมีมิติไม่แบนราบ การผ่าตัดมี 2 วิธี คือการกรีดแผลบริเวณฐานจมูกด้านในเป็นรูปตัว V จากนั้นแพทย์จะตัดผิวหนังออกบางส่วน เมื่อเย็บแผลแล้วจะทำให้แนวสันและร่องกลางริมฝีปากดูชัดขึ้น และวิธีเสริมแนวสันร่องปากด้วยเนื้อเยื่อ (Philtrum augmentation) โดยการกรีดแผลเล็กๆบริเวณด้านบนและด้านล่างตามแนวขอบร่องปาก แล้วร้อยแผ่นเนื้อเยื่อไว้ใต้ผิวหนัง เย็บแผลด้วยไหมเส้นเล็ก

ศัลยกรรมเสริมริมฝีปากคืออะไร

การศัลยกรรมเสริมริมฝีปาก เป็นการปรับตกแต่งริมฝีปากให้อวบอิ่ม โดยไม่ต้องผ่าตัดและทำได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนาน มีโอกาสบวมช้ำน้อย แต่สามารถปรับรูปร่างริมฝีปากบนหรือล่างที่บางเกินไป ให้ดูอวบอิ่มและได้รูปทรงที่สวยงามแม้ไม่ต้องผ่าตัดมีหลายวิธี เช่น

  1. การเสริมให้ริมฝีปากอวบอิ่มด้วยคอลลาเจน และกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อด้วยการฟื้นฟูเส้นเลือดและเส้นประสาท ทำให้ริมฝีปากอูมอิ่มขึ้น 
  2. การเสริมริมฝีปากโดยการฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีที่นิยมเนื่องจากไม่ได้ต้องเปิดแผล จึงไม่มีรอบเย็บและไม่ต้องฉีดยาชา
  3. การเสริมริมฝีปากโดยฉีดไขมันตัวเอง เป็นการดูดเอาไขมันมาจากส่วนอื่นของร่ายกาย เช่น หน้าท้อง ใต้ท้องแขน มาปั่นแยกเอาเฉพาะไขมันมาฉีดใส่ที่ปาก เพื่อให้ปากอูมอิ่ม

ศัลยกรรมยกมุมปากคืออะไร

ศัลยกรรมยกมุมปาก เป็นการศัลยกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาจากอายุที่มากขึ้นเป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่น และมักทำให้มุมปากตกลงกว่าเดิม รวมทั้งแก้ไขปัญหาปากคว่ำซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาแต่กำเนิด การผ่าตัดยกมุมปากเป็นการผ่าตัดแผลเล็กๆที่มุมปากด้านใน แล้วเย็บกล้ามเนื้อด้านในให้กระชับขึ้น และเย็บแผลด้านนอกด้วยไหมละลาย ช่วยให้มุมปากยกขึ้นเหมือนปากมีรอยยิ้มเล็กน้อย 

สรุป

ศัลยกรรมปากถือเป็นการศัลยกรรมบนใบหน้าที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นวิธีช่วยแก้ไขรูปทรงริมฝีปากหรือปรับรูปทรงริมฝีปากที่มีปัญหา เช่น ปากบางหรือหนาเกินไป ปากคว่ำ ปากไม่ได้รูป ให้มีปากและริมฝีปากที่ได้รูปสวยยิ่งขึ้น นอกจากนั้นการผ่าตัดศัลยกรรมปากยังเป็นการผ่าตัดเล็ก หลังการทำศัลยกรรมสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ทันที

แต่การศัลยกรรมปากหรือศัลยกรรมความงามทุกรูปแบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ผู้ที่สนใจในการทำศัลยกรรมปาก ควรศึกษาข้อมูลและเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คำถามน่ารู้แก้ปัญหาคาใจ

1. หลังศัลยกรรมปากใช้เวลาพักฟื้นกี่วัน

  • การผ่าตัดริมฝีปากเป็นการผ่าตัดไม่ซับซ้อน ผ่าตัดโดยใช้ยาชาและหลังผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้เลย สามารถกลับไปทำงานได้หลังผ่าตัด 1 อาทิตย์ และออกกำลังกายได้หลังผ่าตัด 2 อาทิตย์

2. การทำศัลยกรรมตกแต่งปากต้องวางยาสลบหรือฉีดยาชา

  • การทำศัลยกรรมตกแต่งปากสามารถเลือกฉีดยาชาเฉพาะที่ หรือดมยาสลบได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้และดุลยพินิจของแพทย์

3. ทำศัลยกรรมตกแต่งปากใช้เวลานานเท่าไหร่

  • การศัลยกรรมตกแต่งปากใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 30 – 60 นาที

4. ฉีดฟิลเลอร์ปากกระจับเห็นผลทันทีหรือไม่

  • การฉีดฟิลเลอร์เพื่อทำปากกระจับจะเห็นผลได้ทันทีเมื่อฉีดเสร็จและจะยิ่งเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นหลังจากผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์เมื่อปากหายบวม

5. การฉีดฟิลเลอร์ปากมีผลข้างเคียงหรือไม่

  • การฉีดฟิลเลอร์ปากบางรายอาจมีความรู้สึกตึงและมีรอยบวมแดงในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ แต่จะเริ่มหายไปเองภายใน 1 สัปดาห์ 
  • หากบริเวณรอยเข็มมีลิ่มเลือดจับตัวเป็นก้อนหรือรู้สึกเจ็บปวดคล้ายอาการอักเสบหรือแพ้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 

หากสนใจศัลยกรรมปากสามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพจนทำให้หลายๆคนขาดความมั่นใจในตัวเองจากลักษณะอาการของ ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ที่มีอาการตาปรือ ลืมตาไม่สุด ทำให้ตาไม่สดใสคล้ายมีอาการง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา “กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คืออะไร เกิดจากอะไร แก้ไขหรือรักษาได้อย่างไรบ้าง” สำหรับข้อสงสัยเหล่านี้ เรามีคำตอบมาให้ครับ

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงคืออะไร

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหรือภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คือลักษณะกล้ามเนื้อตาทำงานไม่เต็มที่ ลืมตาไม่สุด ทำให้เปลือกตาตกหรือหนังตาตกหย่อนลงมากกว่าปกติ ส่งผลทำให้เห็นตาดำไม่ครบวง หากเป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง 2 ข้างจะทำให้เหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา ดูเหนื่อยเพลีย กรณีกล้ามเนื้ออ่อนแรงเพียงข้างเดียว จะเห็นได้ชัดว่าตาไม่เท่ากัน เนื่องจากตาข้างที่เป็นจะตกลงมาปิดตามากกว่า 

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงยังเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย บางรายเป็นตั้งแต่กำเนิด หรือบางรายอาจเป็นตอนอายุเพิ่มขึ้นนอกจากจะมีผลด้านความสวยงาม ยังเป็นปัญหาต่อบุคลิกภาพอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่รุนแรง เปลือกตาตกลงมากจนบังรูม่านตา ส่งผลต่อการมองเห็นทำให้เป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก 

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากอะไร

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเป็นอาการที่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง จากการลืมตาไม่สุด ดูตาปรือ คล้ายตาง่วงนอน ลักษณะเปลือกตาบนปิดลงมามากกว่าปกติ มักทำให้เกิดปัญหาชั้นตาไม่เท่ากัน ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอาจเป็นตั้งแต่กำเนิด หรือบางรายอาจเป็นตอนอายุเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุดังนี้

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด

  • กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เป็นมาแต่กำเนิด เป็นภาวะที่เกิดจากกล้ามเนื้อตาไม่พัฒนา หรือเกิดจากภาวะที่ถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม หรือมีความผิดปกติของเส้นประสาทสมอง ทำให้เด็กมีภาวะหนังตาตกปิดตาดำมากกว่าปกติ ตาดูปรือ ลืมตาไม่ค่อยขึ้น 
  • กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิดหรือกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงในเด็ก อาจทำให้ตาข้างใดข้างหนึ่งมองเห็นน้อยกว่าอีกข้าง จากหนังตาตกทับดวงตา บังการมองเห็น ส่งผลให้สมองด้านนั้นไม่ได้รับการกระตุ้น จนอาจเกิดภาวะตาขี้เกียจและตาเอียงร่วมด้วย

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดขึ้นภายหลัง

  1. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น
    • กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดจากการมีอายุเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผิวหนังและกล้ามเนื้อมีความหย่อนคล้อยที่เป็นไปตามวัย ทำให้โครงสร้างผิวเปลือกตาเกิดความหย่อนคล้อย กล้ามเนื้อเปลือกตาเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จนทำให้หนังตาตกทับตาดำมากกว่าปกติและส่งผลต่อปัญหาการมองเห็น และทำให้มีพฤติกรรมติดเลิกคิ้วเพื่อช่วยการมองเห็น จนเกิดรอยย่นบริเวณหน้าผากตามมา
  2. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต
    • กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน หรือคนที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน โดยไม่ได้มีการพักสายตา จะทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ รวมทั้งการใส่คอนแทคเลนส์หรือขยี้ตาจนเป็นนิสัย ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาถูกยืดออกจนเกิดโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้
  3. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจารการผ่าตัดตาสองชั้นที่ผิดพลาด
    • ศัลยกรรมตาสองชั้นหรือการผ่าตัดทำตาสองชั้นมีหลายเทคนิควิธี และบางเทคนิคแพทย์ต้องมีความรู้ความสามารถหรือมีประสบการณ์เพื่อป้องกันความผิดพลาด เช่น การผ่าตัดทำตาสองชั้นด้วยวิธีผูกปมไหมไม่ละลายไว้ใต้ผิวตา หากไม่ได้ศัลยกรรมโดยแพทย์วิชาชีพ อาจทำให้ปมไหมขวางการทำงานของกล้ามเนื้อตา ทำให้ดูตาปรือ รู้สึกระคายเคืองตาและยังเสี่ยงปมไหมหลุดออกจนทำให้เหลือตาสองชั้นเพียงข้างเดียว ส่งผลให้ชั้นตาดูไม่เท่ากัน 
    • นอกจากนั้นการศัลยกรรมตาสองชั้นหากผู้ผ่าตัดไม่ชำนาญพอ ยังอาจเกิดความผิดพลาดที่ร้ายแรง เช่น ในการผ่าตัดทำตาสองชั้นแต่เกิดความผิดพลาดผ่าตัดกระทบโดนกล้ามเนื้อตา จนส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้
  4. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจากโรค MG
    • ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจากโรค MG หรือ Myasthenia Gravis คือการหลั่งสารสื่อประสาทที่ผิดปกติ อาการที่พบบ่อยของผู้ป่วยโรค MG คืออาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา ทำให้เกิดภาวะหนังตาตก ลืมตาลำบาก กลอกตาผิดปกติ มองเห็นภาพซ้อน โฟกัสภาพไม่ได้ 
  5. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุ
    • ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุ อาจทำให้โครงกระดูกบริเวณใบหน้าผิดไปจากเดิม จนส่งผลให้เกิดอาการหนังตาตก ลืมตาลำบาก กลอกตาผิดปกติ จนเกิดโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้เช่นกัน
Not found id
ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

อาการของโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

แม้หลายคนที่มีภาวะตาปรือ ตาไม่เท่ากัน ตาง่วงนอน หนังตาตกทับตาดำมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นอาการโดยรวมของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง แต่ไม่มั่นใจหรือไม่แน่ใจว่าเป็นลักษณะของกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหรือไม่ สามารถพิจารณาจากพฤติกรรมเหล่านี้ เช่น

  1. ลืมตาไม่เต็มที่ 
    • มีอาการลืมตาไม่ขึ้นหรือลืมตาไม่เต็มที่ กรณีเป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเพียงข้างเดียวเป็นผลทำให้เปลือกตาข้างนั้นลงมาปิดที่ขอบบนของตาดำมากกว่าอีกข้าง ชั้นตาจะไม่เท่ากัน ข้างที่เป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะมีชั้นตาที่ใหญ่กว่าข้างที่ปกติ และยังลืมตาได้ไม่เต็มที่หรือลืมตาได้ไม่โตเท่าข้างที่ไม่มีปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
  2. หนังตาตก
    • หนังตาตกเป็นภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เป็นตั้งแต่กำเนิดหรือเป็นในภายหลังก็ได้ จะมีลักษณะตาตก ตาปรือตลอดเวลา เนื่องจากกล้ามเนื้อตาเปิดตาออกแรงไม่เต็มที่ บางรายอาจมีการมองเห็นผิดปกติ เพราะหนังตาตกทับดวงตาจนบดบังการมองเห็นอาจมีหนังตาตกข้างเดียว หรือสองข้าง ตาไม่เท่ากัน ชั้นตาไม่ชัดเจน 
    • ส่วนกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดขึ้นภายหลัง มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การใช้งานกล้ามเนื้อตามาเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อตายืดออก จนไม่สามารถออกแรงเปิดตาได้เต็มที่ เปิดเปลือกตาได้ไม่สุด ทำให้หนังตาตกปิดทับตาดำมากกว่าปกติ ดวงตาดูปรือ ดูง่วง ไม่สดใส ตาดูไม่เท่ากัน
  1. ขยี้ตาบ่อย
    • การขยี้ตาบ่อยๆที่เกิดจากอาการภูมิแพ้หรืออื่นๆ ก็เป็นพฤติกรรมหนึ่งที่ส่งผลให้เปลือกตาเกิดความหย่อนคล้อยมากกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อตายืดออก ชั้นตาอาจกลายเป็นสามชั้นหรือเปลือกตามีลักษณะรอยพับ ทำให้ดูตาปรือ อาจเป็นเฉพาะดวงตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้
  2. ปัญหาเลิกหน้าผาก
    • คนที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เปลือกตาที่ลงมาบดบังการมองเห็นมักมีพฤติกรรมเลิกหน้าผากหรือยกหน้าผากขึ้น เพื่อยกคิ้วช่วยให้เปลือกตาไม่ลงมาบังการมองเห็น ปัญหาจากการเลิกหน้าผากนานๆยังทำให้เกิดริ้วรอยย่นถาวรบริเวณหน้าผากทำให้ดูมีอายุมากขึ้น
  3. เบ้าตาลึกกว่าปกติ
    • คนที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะมีลักษณะเบ้าตาลึกกว่าปกติ โดยมีร่องลึกอยู่เหนือเปลือกตา ส่วนมากจะพบในผู้ที่มีอายุมาก ซึ่งคนที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จะเห็นเบ้าตาลึกที่ชัดกว่าปกติ ดูเป็นคนง่วงนอนตลอดเวลา เกิดจากไขมันใต้เปลือกตาหายไปจากตำแหน่งที่ลึก ทำให้ตาดูโหล ดูโทรมมองแล้วดูมีอายุ 
  4. อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่สังเกตได้อย่างชัดเจน
    • ตาดูปรือเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา บางรายมีชั้นตาซ้อนกันหลายชั้น
    • การมองเห็นผิดปกติหรือลดลง อาจะทำให้เกิดสายตาเอียง
    • มักจะเลิกหน้าผากเพื่อยกคิ้ว ช่วยในการลืมตาเพื่อทำให้มองได้ชัดมากขึ้น
    • ตาดำทั้งสองข้างเปิดไม่เท่ากัน

ระดับความรุนแรงของโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงมีระดับความรุนแรงของโรคที่สามารถพิจารณาได้ 3 ระดับได้แก่ ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับเริ่มต้น ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับกลาง และภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับรุนแรง แต่ละระดับแตกต่างกัน ดังนี้

  1. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับเริ่มต้น ลักษณะขอบตาบนปิดคลุมทับตาดำลงมาเกินกว่า 2 มิลลิเมตร หากน้อยกว่านี้ไม่ถือว่ามีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
  2. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับกลาง ลักษณะขอบตาบนจะปิดคลุมทับตาดำลงมามากกว่า 3 มิลลิเมตร แต่ไม่เกิน 4 มิลลิเมตร
  3. ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับรุนแรง ลักษณะขอบตาบนจะปิดคลุมทับตาดำลงมาเกินกว่า 4 มิลลิเมตร

อันตรายจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มีอาการหลายระดับลักษณะอาการหรือผลกระทบที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพก็จะรุนแรงแตกต่างกันไป หากไม่ได้รับการรักษาอันตราจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มีดังนี้

  1. ส่งผลต่อบุคลิกภาพ 
    • ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ลักษณะอาการดวงตาดูปรือ ดูคล้ายง่วงนอนตลอดเวลา ดวงตา ไม่สดใส ตาดูไม่เท่ากัน มักส่งผลต่อบุคลิกภาพ จึงทำให้ขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน
  2. เป็นปัญหาต่อสุขภาพ
    • ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มักตาตก ขอบตาบนปิดคลุมทับตาดำ จึงจำเป็นต้องยกคิ้วเมื่อใช้สายตา อาจทำให้มีอาการปวดเมื่อยบริเวณหน้าผาก 
    • ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มักเป็นปัญหาและส่งผลต่อการมองเห็น ทัศนวิสัยการมองเห็นลดลง มองเห็นแคบ เนื่องจากหนังตาตกบดบัง
  3. เป็นปัญหาต่อความสวยความงาม
    • อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ลักษณะอาการที่เป็นปัญหาต่อความสวยความและทำให้เกิดริ้วรอยถาวร ได้แก่ ขอบตาบนปิดคลุมทับตาดำ จึงจำเป็นต้องยกคิ้วเพื่อทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น ซึ่งนอกจากเป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก ทำให้แต่งหน้ายากต้องใช้เวลาแล้ว ยังดูมีอายุหรือแก่กว่าวัย

รักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้อย่างไร

การรักษา “ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง” เนื่องจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เกิดได้จากหลายสาเหตุและระดับความรุนแรงแตกต่างกัน การรักษาหรือแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้หลายวิธี เช่น ใช้เทคนิคการบริหารกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง รักษาได้ด้วยการให้ยา รักษาด้วยการผ่าตัดและการผ่าตัดทำตาสองชั้น พร้อมกับแก้ไขโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงดังนี้

รักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงด้วยการบริหารกล้ามเนื้อตา

สำหรับการแก้ไขอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงด้วยการบริหาร เหมาะกับคนที่ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงในระดับต้น คือมีลักษณะขอบตาบนปิดคลุมทับตาดำลงมาเกินกว่า 2 มิลลิเมตรและไม่เกิน 3 มิลลิเมตร การบริหารทำได้ 2 วิธีควรบริหารกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงด้วย 2 วิธีต่อไปนี้เป็นประจำต่อเนื่องประมาณ 3 สัปดาห์ ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า ตาอ่อนแรงได้ดังนี้ 

  1. กลอกตาขึ้นบนแล้วลงล่าง กลอกตาไปทางขวา แล้วไปทางซ้าย ทำซ้ำ 2 รอบต่อวัน 
  2. การปรับโฟกัสดวงตา โดยการใช้ปากกาหรือนิ้วมือยื่นไปด้านหน้า ให้อยู่กึ่งกลางระหว่างดวงตาทั้งสองและเลื่อนเข้าหาดวงตาช้าๆ เมื่อเห็นเป็นภาพซ้อนให้กลับไปเริ่มใหม่ ทำซ้ำ 20 รอบ วันละ 3 ครั้ง 

รักษาได้ด้วยการให้ยา

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และเกิดได้ในหลายระบบของร่างกาย หากเกิดกับตาจะทำให้มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มีอาการลืมตาไม่ค่อยขึ้นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงชนิดที่เรียกว่า โรค MG สามารถรักษาโดยการรับประทานยา ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงชนิดนี้ไม่ควรได้รับการผ่าตัดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เมื่อพบแพทย์เพื่อทำการรักษา แพทย์จะตรวจเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาตามแนวทางที่ถูกต้อง

รักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยการผ่าตัด

การผ่าตัดรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเพื่อปรับระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา การผ่าตัดยกกล้ามเนื้อตาจะทำให้ตาเปิดโตมากขึ้น อย่างไรก็ตามการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาจำเป็นต้องอาศัยจักษุแพทย์เฉพาะทาง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการรักษา ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละคนให้มากที่สุด

ใครที่เหมาะสมกับการ แก้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นปัญหาต่อสุขภาพและความสวยความงาม ที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพเนื่องจากภาวะเปลือกตาตก  หนังตาหย่อนลงมามาก ทำให้มีลักษณะตาปรือตลอดเวลา การศัลยกรรมเพื่อแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จึงเป็นทางเลือกที่ดีและเห็นผลลัพธ์ชัดเจน เช่น การผ่าตัดดึงกล้ามเนื้อตา หรือผ่าตัดแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไปพร้อม ๆ กับการผ่าตัดทำตาสองชั้น สำหรับคนที่เหมาะกับการแก้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ได้แก่

  1. ผู้ที่มีปัญหาเปลือกตาตก  มีอาการตาปรือ ลืมตาได้ไม่เต็มที่
  2. ผู้ที่มีลักษณะเบ้าตาลึก ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
  3. ผู้ที่มีชั้นตาสองข้างไม่เท่ากัน โดยข้างที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจะมีชั้นตาใหญ่กว่า เนื่องจากเปลือกตาตกลงมา ทำให้ตาทั้งสองข้างดูต่างกันอย่างชัดเจน
  4. ผู้ที่ต้องคอยเลิกหน้าผากเพื่อช่วยลืมตา ทำให้เห็นรอยพับหลายชั้นที่ไม่ใช่ชั้นตาปกติ หรือมีชั้นตาเป็นเส้น ๆ ซ้อนพับทับกันหลาย ๆชั้น
  5. ผู้ที่มีปัญหาคิ้วสูงไม่เท่ากัน หรือมีรอยย่นที่บริเวณหน้าผากมาก ๆ 

การผ่าตัดทำตาสองชั้นพร้อมกับแก้ไขโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

การผ่าตัดทำตาสองชั้นแบบปกติ โดยไม่ได้ทำร่วมกับการแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จะทำให้ได้ชั้นตาตามความต้องการและช่วยแก้ปัญหาหนังตาตกในเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนการผ่าตัดทำตาสองชั้นพร้อมกับแก้ไขโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จะช่วยแก้ปัญหาตาปรือ ตาง่วงนอนได้อย่างตรงจุด โดยมีการผ่าตัดลงลึกถึงระดับกล้ามเนื้อตา ให้สามารถออกแรงลืมตาได้เต็มที่ ตาไม่ปรือ ชั้นตาสวยคมชัด 

ทำตาสองชั้นช่วยรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้อย่างไร

การผ่าตัดทำตาสองชั้น นอกจากเพื่อความสวยงามบนใบหน้า ยังเป็นการศัลยกรรมที่ช่วยแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไปพร้อมๆกันได้ด้วย โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงก่อนโดยการรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จำเป็นต้องผ่าตัดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งแพทย์จะปรึกษาและแก้ไขปัญหาร่วมกับคนไข้ เนื่องจากปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน โดยการรักษาจะเป็นการปรับระดับกล้ามเนื้อตา เพื่อให้เปลือกตายกขึ้นอย่างเหมาะสม จากนั้นจะเป็นการศัลยกรรมตาสองชั้น เพื่อปรับให้รูปตาดูกลมโต สดใสขึ้น

การผ่าตัดทำตาสองชั้น ต่างจากการผ่าตัดรักษาอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอย่างไร

1. การผ่าตัดทำตาสองชั้น

การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นการกำหนดชั้นตาใหม่ขึ้นมาให้ตาดูกลมสวยขึ้น อาจจะแก้ปัญหาตาชั้นเดียว หรือชั้นตาไม่เท่ากันและช่วยแก้ปัญหาหนังตาตก สามารถตัดหนังที่เกินออกได้ ตัดไขมันบริเวณเปลือกตาที่มีมากเกินไป เพื่อทำให้มีชั้นตาที่สวยสมส่วน เป็นการปรับรูปหน้าให้สวยโดดเด่นยิ่งขึ้น

2. การผ่าตัดรักษาอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

การผ่าตัดรักษาอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นการผ่าตัดที่ต้องลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการลืมตาให้เปิดมากขึ้น ต้องรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด และทำการยกกล้ามเนื้อให้ได้รูป วิธีการผ่าตัดที่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อมีความซับซ้อนมากกว่าการผ่าตัดตาสองชั้น เพื่อปรับระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตาให้สามารถเปิดตาได้ดีขึ้น แก้ปัญหาตาปรือ จากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หากรักษาร่วมกับการผ่าตัดทำตาสองชั้น หลังจากนั้นแพทย์จะกำหนดชั้นตาขึ้นมาใหม่ เพื่อช่วยให้ตาดูกลมสวยขึ้น

ข้อดีหลังแก้ปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

  1. ทำให้เห็นตาดำชัดขึ้น ช่วยให้มีดวงตาที่ดูกลมโต สวย สดใส
  2. เสริมสร้างบุคลิกภาพ ทำให้มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น
  3. ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น มองเห็นชัดขึ้น 
  4. กรณีผ่าตัดรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ร่วมกับการทำตาสองชั้น ทำให้มีชั้นตาที่สวยเท่ากัน
  5. หมดปัญหาเรื่องริ้วรอย จากการเลิกหน้าผากที่ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผากเกร็ง และทำให้เกิดริ้วรอยตามมา
  6. ได้ดวงตาที่กลมโตสดใสดูเป็นธรรมชาติ
  7. แก้ไขปัญหาชั้นตาปรือ ตาง่วงนอน ได้อย่างเห็นผล
  8. ชั้นตาและดวงตาทั้งสองข้าง ใกล้เคียงกันมากขึ้น

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

  1. งดวิตามิน อาหารเสริม ยาลดน้ำหนัก สมุนไพรทุกชนิดก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
  2. งดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนผ่าตัด 3 สัปดาห์ จนถึงหลังผ่าตัด 3 สัปดาห์
  3. แจ้งประวัติการแพ้ยาทุกประเภทกับแพทย์อย่างละเอียด
  4. หากมีอาการไอ หรือท้องผูก ควรแจ้งทางคลินิกล่วงหน้าประมาณ 3 วัน
  5. นอนพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการผ่าตัด
  6. ผู้ที่มีภาวะผิดปกติก่อนผ่าตัด เช่น ตาแดง หรือกุ้งยิง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินก่อนผ่าตัด
  7. งดยาประเภท Aspirin, Ibuprofen ที่มีผลทำให้เลือดออกมากก่อนเข้ารับการผ่าตัด 1 สัปดาห์
  8. ในวันผ่าตัดงดการแต่งหน้า แต่งบริเวณตา
  9. หากมีการต่อขนตาต้องถอดออกก่อนวันผ่าตัด
  10. ควรสระผมมาให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด เพราะหลังจากผ่าตัดช่วงแรกอาจจะต้องระวังน้ำโดนแผล

การดูแลแผลหลังแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงยุ่งยากหรือไม่ ?

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มีอาการและความรุนแรงหลายระดับ เริ่มจากมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ส่งผลต่อบุคลิกภาพจนเป็นปัญหาสุขภาพส่งผลกระทบต่อการมองเห็น การรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยการผ่าตัด หรือผ่าตัดทำตาสองชั้นไปพร้อม ๆ กับแก้ไขโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและได้ผลลัพธ์ที่ดี การดูแลแผลผ่าตัดหลังแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไม่ยุ่งยาก และทำได้ ดังนี้

  1. ประคบเย็นตลอดเวลาช่วง 72 ชม แรกหลังผ่าตัด จากนั้นต่อด้วยการประคบอุ่นเช้าเย็นจนตัดไหม เพราะการประคบจะช่วยให้ยุบบวมและหายเร็วขึ้น
  2. หลีกเลี่ยงระวังไม่ให้แผลผ่าตัดโดนน้ำ
  3. นอนยกศีรษะสูง 45 องศา อย่างน้อย 2 สัปดาห์
  4. งดใช้สายตา ช่วง 2-3 วันแรกหลังผ่าตัด
  5. งดการใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน
  6. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือถูแผลผ่าตัดจนกว่าจะหายสนิท
  7. หากระหว่างวันผิวหน้ามีเหงื่อ ควรซับเหงื่อและความมันส่วนเกินบนใบหน้าออก เพื่อดูแลแผลให้แห้งสะอาด
  8. ล้างแผลทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น
  9. งดแต่งหน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา เป็นเวลา 1 สัปดาห์
  10. งดการออกกำลัง  การยกของหนัก จนกว่าจะตัดไหม
  11. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ จนกว่าแผลจะหายดี
  12. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และพบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามอาการ

ขั้นตอนการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

  1. แพทย์จะทำการประเมินคนไข้แต่ละราย เพื่อวางตำแหน่งที่เหมาะสมกับคนไข้
  2. กำหนดจุด วางแผนการกรีดตา
  3. จากนั้นแพทย์จะทำการทดสอบว่าได้ตำแหน่งที่พอเหมาะแล้วหรือยัง เพื่อให้ตรงตามความต้องการของคนไข้ และเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่สมดุลของใบหน้า
  4. เริ่มขั้นตอนการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

สรุป

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด หรือภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดขึ้นภายหลัง และมีความรุนแรงหรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงระดับที่รุนแรงมีขอบตาบนปิดคลุมทับตาดำลงมา จนเป็นปัญหาสุขภาพส่งผลต่อการมองเห็น การรักษาอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การผ่าตัดที่ทำร่วมกับการศัลยกรรมตาสองชั้น ที่นอกจากช่วยให้ชั้นตาโค้งสวยตามแนวขอบตา ชั้นตาคมชัด ไม่มีหนังตาเกิน ตาไม่ปรือ ตากลมโตสดใสแล้ว  ในระยะยาวตาจะไม่กลับมาตกซ้ำ

คำถามน่ารู้ แก้ปัญหาคาใจ

1.ศัลยกรรมตาสองชั้นแก้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้ไหม

  • การทำตาสองชั้น เป็นการศัลยกรรมเพื่อกำหนดชั้นตาใหม่ขึ้นมา อาจจะแก้ปัญหาตาชั้นเดียว หรือชั้นตาไม่เท่ากันได้เท่านั้น 
  • ส่วนการรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเป็นการผ่าตัดที่ต้องลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการลืมตาให้เปิดมากขึ้น ต้องรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมดและทำการยกกล้ามเนื้อให้ได้รูป และปรับระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตาให้สามารถเปิดตาได้ดีขึ้น
  • การรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจึงมักทำร่วมกับการผ่าตัดทำตาสองชั้น หรือทำไปพร้อมๆกัน

2.กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหลังจากรักษาร่วมกับศัลยกรรมตาสองชั้น จะกลับมาเป็นอีกหรือไม่

  • รักษาร่วมกับการผ่าตัดทำตาสองชั้นแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีก แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลตนเองร่วมด้วย

3.อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงสังเกตได้อย่างไร

  • วิธีสังเกตง่ายๆคนที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงบริเวณหน้าผากมักมีรอยย่น จากการยกคิ้วอยู่ตลอดบ่อยๆ เพื่อช่วยในการมองเห็นและตาปรือคล้ายตาง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา

4.การรักษาอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงควรทำอายุเท่าไหร่

  • ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหมอ แต่สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 18 ปี 

5.การรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงร่วมกับการผ่าตัดทำตาสองชั้น ใช้เวลาพักฟื้นกี่วัน

  • การฟื้นฟูของแต่ละบุคคลขึ้นกับสภาพร่างกายและการดูแลตนเอง หลังทำอาจมีอาการบวมหรืออาการฟกช้ำ บางรายอาจมีเลือดจางๆซึมออกมาจากแผลประมาณ 3-7 วัน
Q : กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คืออะไร

A : กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คือ ภาวะกล้ามเนื้อตาทำงานผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ยกหนังตาไม่แข็งแรง และทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถพยุงหนังตาชั้นตาของเราได้ เกิดได้ 2 สาเหตุ ได้แก่ กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด และกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงจากที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น เกิดจากอายุที่มากขึ้น จากการศัลยกรรมที่ผิดพลาด หรือเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

Q : รู้ได้อย่างไร มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

A : ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงบริเวณหน้าผากมักมีรอยย่น จากการยกคิ้วเพื่อช่วยในการมองเห็น และลืมตาไม่สุด ตาปรือ คล้ายตาง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา

Q : ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หากไม่รักษาอันตรายหรือไม่

A : ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มีระดับความรุนแรงของโรค 3 ระดับ ได้แก่ ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับเริ่มต้น ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับกลาง และภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงระดับรุนแรง ซึ่งผลกระทบแต่ละระดับก็จะรุนแรงแตกต่างกันไป หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลกระทบและเป็นปัญหาต่อสุขภาพ ดังนี้
1. ส่งผลต่อการมองเห็น ทำให้การมองเห็นลดลงหรือการมองเห็นแคบลง 
เนื่องจากหนังตาตกลงมาบดบัง
2. มีผลกระทบด้านความสวยความงาม ทำให้เกิดริ้วรอยและใบหน้าดูแก่กว่าวัย 
เนื่องจากการมองเห็นที่ไม่ชัดเจน ทำให้ต้องยกคิ้วเพื่อทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก
3. ส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ เนื่องจากผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง จะมี
ลักษณะอาการดวงตาดูปรือ ดูคล้ายง่วงนอนตลอดเวลา และตาดูไม่เท่ากัน ทำให้
ขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประวัน

Q : กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มีวิธีรักษาอย่างไร

A : การรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง สามารถทำได้ด้วยการใช้ยาและการผ่าตัด แต่การรักษาที่ให้ผลลัพธ์แน่นอน และได้รับความนิยม ได้แก่ การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดยกกล้ามเนื้อเพื่อปรับระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา และยังทำให้ตาเปิดโตมากขึ้น

Q : ทำตาสองชั้น รักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้หรือไม่

A : การทำตาสองชั้นสำหรับคนที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. กรณีกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไม่มาก การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นการกำหนดชั้น
ตาใหม่ขึ้นมาให้ตาดูกลมสวยขึ้น กรณีระดับความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อไม่มาก สามารถทำตาสองชั้นปกติได้โดยไม่ต้องรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
2. การทำตาสองชั้น พร้อมรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง การผ่าตัดรักษา
อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นการผ่าตัดที่ต้องลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการลืมตาเพื่อแก้ปัญหาตาปรือ การทำตาสองชั้นไปพร้อม ๆ กับการรักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง แพทย์จะกำหนดชั้นตาขึ้นมาใหม่ นอกจากได้ชั้นตายัง ช่วยให้ตาดูกลมสวยขึ้น

ในปัจจุบันนี้หนึ่งในการศัลยกรรมความงามที่ยอดนิยมและมักทำกันทุกเพศ นั่นก็คือการทำศัลยกรรมตาสองชั้นนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ทางเมโกะจึงขอมาแนะนำความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการศัลยกรรมตาสองชั้น ตั้งแต่ศัลยกรรมตาสองชั้นคืออะไร? มีวิธีการทำอย่างไรและมีขั้นตอนอะไรบ้าง รวมถึงการเตรียมตัวก่อนทำตาสองชั้น และวิธีการดูแลหลังเข้ารับการผ่าตัดตาสองชั้นเรียบร้อยแล้ว เป็นต้น

วิธีการทำศัลยกรรมตาสองชั้น

การศัลยกรรมตาสองชั้น นอกจากเรื่องของความสวยงามแล้ว ปัจจุบันมีหลายเทคนิควิธีอีกทั้งยังมีเทคนิคใหม่ๆที่ช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพตา ทั้งภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ตาสองชั้นหลบใน ตาสองชั้นไม่เท่ากันหรือไม่มีชั้นตา รวมไปถึงคนที่มีตาสองชั้นสวยๆอยู่แล้ว แต่ต้องการปรับรูปหน้าให้ดูสวยเฉี่ยวตามลักษณะโหงวเฮ้งที่ดี การศัลยกรรมตาสองชั้นสามารถตอบโจทย์ได้ทุกปัญหา

ศัลยกรรมตาสองชั้น คืออะไร

ศัลยกรรมตาสองชั้น เป็นการผ่าตัดสร้างชั้นตาขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้ชั้นตาที่สวยงาม และยังสามารถการแก้ปัญหาในคนที่มีปัญหาตาเล็ก หางตาตก ชั้นตาหลบในและภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ทำให้มีดวงตาที่กลมโต สดใส ช่วยเสริมความมั่นใจทำให้ใบหน้าดูมีชีวิตชีวา อ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันการศัลยกรรมตาสองชั้นสามารถทำได้ง่ายมีความปลอดภัยมากขึ้น และยังมีเทคนิคใหม่ๆช่วยให้ได้ชั้นตาที่สวยเป็นธรรมชาติ 

เทคนิคทำตาสองชั้น

สำหรับการศัลยกรรมตาสองชั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำตาสองชั้นในผู้หญิงหรือทำตาสองชั้นในผู้ชาย การเลือกวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะของดวงตาเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญมาก แม้คุณหมอศัลยกรรมจะเป็นผู้ให้คำแนะนำและเลือกเทคนิควิธีให้เหมาะกับลักษณะดวงตา ผู้ที่ต้องการศัลยกรรมจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีศัลยกรรมตาสองชั้นไว้บ้าง เพราะนอกจากเป็นการศัลยกรรมเพื่อความสวยงามแล้ว ในคนที่มีปัญหาสุขภาพ มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ปัญหาหนังตาตก ก็สามารถศัลยกรรมแก้ไขปัญหาควบคู่ไปกับการทำตาสองชั้นได้เช่นกัน ซึ่งมีหลายเทคนิควิธี ดังนี้

1. การศัลยกรรมตาสองชั้น ด้วยวิธีเลเซอร์ 

การศัลยกรรมตาสองชั้นด้วยวิธีเลเซอร์ เป็นการใช้เลเซอร์ Plexr ยิงไปที่หนังตาทำให้หนังตามี 2 ชั้นขึ้นมา วิธีนี้เป็นการทำตาสองชั้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ตาสองชั้นที่สวยโดดเด่นเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีตาสองชั้น แต่มีหนังตาหย่อนคล้อย หนังตาตก หรือต้องการแก้ไขเพียงเล็กน้อยเท่านั้น รวมไปถึงคนที่ต้องการศัลยกรรมทำตาสองชั้นแต่ไม่ต้องการผ่าตัดหรือกลัวการผ่าตัด

เลเซอร์ ตาสองชั้นช่วยอะไรได้บ้าง 

  • การเลเซอร์ตาสองชั้น ช่วยแก้ไขปัญหาตาสองชั้นไม่เท่ากันที่เป็นมาจากกำเนิด และปัญหาจากการทำศัลยกรรมมาแล้วได้ชั้นตาไม่เท่ากัน
  • แก้ปัญหาหนังตาตก ที่ลงมาบดบังชั้นตา
  • ช่วยแก้ปัญหาให้กับคนที่มีรอยย่นบริเวณเปลือกตา หรือมีริ้วรอยใต้ตา
  • แก้ปัญหาแผลเป็น รอยหลุม หรือรอยแตกลาย
  • ช่วยลดไขมันบริเวณเปลือกตา ทำให้ชั้นตาที่ได้รูปสวย

การเลเซอร์ตาสองชั้น มีข้อดีข้อเสีย อย่างไร

  • การเลเซอร์ตาสองชั้นไม่ทำให้เกิดรอยและได้ชั้นตาที่สวย ไม่มีเลือดออก
  • ไม่ต้องผ่าตัด แผลเล็ก บวมน้อย
  • ช่วยให้คนที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้ มีโอกาสศัลยกรรมตาสองชั้นได้
  • รวดเร็วใช้เวลาเพียง 45 นาที
  • ไม่ต้องปิดตาหลังทำตาสองชั้นด้วยวิธีเลเซอร์
  • หายไว ไม่ต้องพักฟื้นนาน
  • การเลเซอร์ตาสองชั้นยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้เปลือกตาดูเรียบเนียน สดใส และมีความตึงกระชับมากยิ่งขึ้น
  • แต่การทำเลเซอร์ตาสองชั้น มีข้อจำกัดคือคนที่มีตาชั้นเดียวแล้วต้องการมีตาสองชั้น การเลเซอร์จะไม่ได้ผลดี
  • หากเปรียบเทียบการทำตาสองชั้นด้วยการเลเซอร์และวิธีอื่นๆ การทำตาสองชั้นวิธีผ่าตัดจะได้ผลดีและสวยงามกว่า  

2. ศัลยกรรมตาสองชั้น ด้วยเทคนิคกรีดตายาวตัดหนังตาส่วนเกิน

เทคนิคกรีดตายาวตัดหนังตาส่วนเกิน วิธีนี้แพทย์สามารถเลาะไขมันและตัดผิวหนังส่วนเกินออกไปได้ โดยแพทย์จะกรีดเปิดหนังตาบนตั้งแต่หัวตาไปถึงหางตา ตำแหน่งของรอยกรีดจะเป็นตำแหน่งของชั้นตาที่ต้องการและรอยกรีดจะเป็นรอยของชั้นตาที่เกิดขึ้นใหม่

ศัลยกรรมตาสองชั้น ด้วยเทคนิคกรีดตายาวตัดหนังตาส่วนเกิน

เหมาะสำหรับคนที่มีตาชั้นเดียวหรือไม่มีชั้นตา ชั้นตาไม่ชัด ตาสองชั้นหลบใน ชั้นตาไม่เท่ากัน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาชั้นตาแล้วมีไขมันสะสมที่เปลือกตามากหรือเปลือกตาหนายิ่งเหมาะที่จะทำด้วยวิธีนี้

ข้อดีของการทำตาสองชั้น ร่วมกับตัดหนังส่วนเกินออก

  • เป็นเทคนิคที่สามารถตัดหนังตาส่วนเกินออกได้ ช่วยแก้ปัญหาหนังตาตกได้ดี และยังเป็นการแก้ปัญหาให้คนที่มีไขมันและกล้ามเนื้อเปลือกตาหนาได้ด้วย
  • การศัลยกรรมตาสองชั้นด้วยเทคนิคกรีดตายาวตัดหนังตาส่วนเกิน สามารถกำหนดรูปร่างแนวชั้นตาได้ตามความต้องการ
  • การศัลยกรรมตาสองชั้นด้วยวิธีนี้สามารถทำตาสองชั้นให้เห็นชัดเจนขึ้น โดยที่ยังดูเป็นธรรมชาติ เพราะไม่จำเป็นต้องเย็บชั้นตาที่ใหญ่มาก แต่ตัดหนังตาที่ตกบังชั้นตาออกไปเพื่อให้เห็นชั้นตาชัดขึ้น 
  • หลังศัลยกรรม ช่วยให้มีชั้นตาชัดเจน ไม่มีไขมันเกินในเปลือกตา ดูเป็นธรรมชาติ หนังตาไม่ตกซ้ำในระยะยาว

ข้อจำกัดของการทำตาสองชั้น ร่วมกับตัดหนังส่วนเกินออก

  • การศัลยกรรมตาสองชั้นด้วยเทคนิคกรีดตายาวตัดหนังตาส่วนเกิน จะทำให้มีอาการบวมมากกว่าและนานกว่าวิธีอื่นๆ
  • การศัลยกรรมตาสองชั้นด้วยวิธีนี้ ใช้เวลาในการเข้าที่นานกว่าวิธีอื่น เพราะเป็นการกรีดยาวจึงทำให้กระทบกับเนื้อเยื่อบริเวณเปลือกตามากกว่าแบบแผลเล็ก 
  • ทำให้มีรอยแผลเป็นยาวตลอดแนวตา
  • ต้องใช้เวลาในการศัลยกรรม เพราะเป็นการผ่าตัดที่มีการกรีดตายาว ต้องนำเอาไขมันและตัดหนังตาส่วนเกินออกด้วย

3. การศัลยกรรมตาสองชั้น ด้วยเทคนิคแผลเล็กหรือเทคนิคกรีดตาสั้น

การศัลยกรรมตาสองชั้น ด้วยเทคนิคแผลเล็กหรือเทคนิคกรีดตาสั้นเป็นเทคนิคการทำตา โดยเปิดแผลขนาดเล็ก ไม่มีการตัดหนังตาหรือไขมันเปลือกตาเกินออกด้วยและใช้ไหมเย็บชั้นตา ทำให้เกิดชั้นตาที่คมชัดดูเป็นธรรมชาติ หลังทำมองไม่เห็นแผล เนื่องจากแผลเล็กเทคนิคนี้เหมาะกับคนที่มีตาชั้นเดียว ตาเล็ก ตาหลบใน คนที่มีผิวเปลือกตาบาง เนื้อเปลือกตาน้อย ไขมันเปลือกตาน้อย การทำตาสองชั้น ด้วยเทคนิคแผลเล็กไม่ตัดหนังตาส่วนเกิน จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

ข้อดีของการทำตาสองชั้น ด้วยเทคนิคแผลเล็กหรือเทคนิคกรีดตาสั้น

  • เป็นการทำตาสองชั้นกรีดสั้น โดยการเปิดแผลสั้นแทนการกรีดรอย แผลเป็นเล็กหายง่าย เพราะแผลบริเวณเปลือกตายาวเพียง 3-5 mm
  • ได้ชั้นตาที่สวยเป็นธรรมชาติ เพราะหลังจากชั้นตายุบบวมแผลสมานดีแล้วจะแทบไม่เห็นรอยแผลเป็นเลย ทำให้ได้ชั้นตาที่ดูธรรมชาติ
  • ใช้เวลาในการผ่าตัดไม่นาน รบกวนเนื้อเยื่อบริเวณเปลือกตาน้อย ทำให้ยุบบวมได้เร็ว
  • เทคนิคนี้จะช่วยให้เกิดแผลเล็ก ไม่มีรอยเย็บและไม่ต้องตัดไหม สามารถดึงไหมได้ด้วยตนเองที่บ้าน
  • เทคนิคนี้หลังจากชั้นตาเข้าที่ดีแล้ว เมื่อหลับตาจะไม่เห็นรอยพับ ช่วยให้ดวงตาดูโต สดใสขึ้น

ข้อด้อยและข้อจำกัดของการทำตาสองชั้น ด้วยเทคนิคแผลเล็กหรือเทคนิคกรีดตาสั้น

  • ต้องตัดไหม เนื่องจากมีแผลเย็บปิดบริเวณเปลือกตา
  • สำหรับคนที่มีไขมันเปลือกตาและหนังตาเกินมาก อาจไม่เหมาะกับการทำตาสองชั้นด้วยเทคนิคนี้
  • เทคนิคแผลเล็กหรือเทคนิคกรีดตาสั้น ในคนที่มีเปลือกตาบางอาจคลำได้ปมแข็ง หรืออาจมองเห็นปมของไหมใต้ผิวหนัง
  • เป็นเทคนิคที่มีความละเอียดอ่อน ศัลยแพทย์ต้องจึงต้องมีประสบการณ์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตรงตามต้องการ

4. เทคนิคการทำตาสองชั้นร่วมกับเปิดหัวตา

การทำตาสองชั้นร่วมกับเปิดหัวตา เป็นการผ่าตัดตกแต่งหนังตาที่เปิดบริเวณหัวตา เพื่อให้บริเวณหัวตาดูกว้างขึ้น รูปร่างตาดูยาวขึ้น ความโค้งของชั้นตาบริเวณหัวตาดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เทคนิคการทำตาสองชั้น ร่วมกับเปิดหัวตา แพทย์ผู้ให้บริการจะพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในแต่ละคน 

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการทำตาสองชั้นแล้วจะมีความจำเป็นต้องเปิดหัวตาร่วมด้วย เทคนิคนี้เหมาะกับคนที่อยากได้ชั้นตาใหญ่ แต่มีหัวตาปิดและคนที่หนังตาลงมาปิดบริเวณหัวตามาก ทำให้ตาดูเหล่

ข้อดีของเทคนิคการทำตาสองชั้นร่วมกับเปิดหัวตา

  • เป็นเทคนิคที่ทำให้เห็นชั้นตาตั้งแต่บริเวณหัวตาจนถึงหางตา
  • ทำให้ตามีรูปร่างเรียวยาวขึ้น
  • ในคนที่ต้องการชั้นตาใหญ่แต่หนังที่หัวตาปิด เทคนิคการผ่าตัดเปิดหัวตาจะช่วยให้ชั้นตาเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • สำหรับคนที่มีระยะห่างระหว่างตาสองข้างมาก การเปิดหัวตาจะช่วยให้หัวตายาวขึ้น ช่วยแก้ปัญหาตาเหล่ได้

ข้อด้อยและข้อจำกัดของการทำตาสองชั้นร่วมกับเปิดหัวตา

  • ในช่วงแรกหลังทำหากเกิดแผลเป็นที่บริเวณหัวตา จะเห็นรอยแผลบริเวณหัวตาชัดมาก
  • การเปิดหัวตาที่มากเกินไป อาจไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาปิดได้ นอกจากจะทำให้ตาดูไม่เป็นธรรมชาติแล้ว ก็อาจส่งผลกับการทำศัลยกรรมจมูกในอนาคต

5. เทคนิคการทำตาสองชั้นแบบเย็บ 3 จุด 

เทคนิคการทำตาสองชั้น แบบเย็บ 3 จุด เป็นการทำตาสองชั้นโดยไม่ต้องกรีด แต่เป็นการสร้างชั้นตาจากการกำหนดจุด 3 ตำแหน่ง เพื่อให้เกิดชั้นตา และใช้วิธีเย็บชั้นที่เปลือกตาด้วยการเจาะเป็นรูที่เปลือกตา 3 จุด ไม่เป็นแผลกรีดแต่ใช้ไหมเย็บยึดระหว่างจุด ทำให้เกิดรอยพับชั้นตาที่เป็นธรรมชาติ  เหมาะกับคนที่มีตาชั้นเดียว โดยที่หนังและไขมันบริเวณเปลือกตาไม่หนา

ข้อดีของเทคนิคการทำตาสองชั้นแบบเย็บ 3 จุด

  • การทำตาสองชั้นแบบเย็บ 3 จุดเมื่อแผลติดดีรอยแผลจะไม่ค่อยเห็น เนื่องจากรอยแผลเป็นเพียงจุดเล็กๆ
  • การเย็บ 3 จุด จะกระทบเนื้อเยื่อบริเวณเปลือกตาน้อยมาก เพราะเป็นเพียงแผลเล็กๆทำให้บวมไม่มาก
  • เทคนิคการทำตาสองชั้นวิธีนี้ไม่ทำให้เกิดแผลภายนอก นอกจากไม่บวมช้ำหรือมีอาการบวมไม่มากแล้ว หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องดูแลแผลมากนัก

ข้อด้อยและข้อจำกัดของการทำตาสองชั้นแบบเย็บ 3 จุด

  • เทคนิคการทำตาสองชั้นด้วยวิธีนี้ ไม่สามารถแก้ปัญหาหนังตาตกหรือปัญหาหนังตาหย่อนคล้อยได้ 
  • เทคนิคการทำตาสองชั้นแบบเย็บ 3 จุด หลังทำแล้วชั้นตาอาจหลุดง่ายกว่าเทคนิคทำตาสองชั้นแบบอื่น เพราะเป็นแค่การเย็บ 3 จุด  
  • การทำชั้นตาด้วยเทคนิคนี้ ไม่สามารถทำชั้นตาใหญ่ได้มาก โดยเฉพาะในคนที่เปลือกตาหนา
  • ในคนที่เปลือกตามีไขมันมาก การทำตาสองชั้นวิธีนี้จะเอาไขมันออกได้ไม่มาก เมื่อเทียบกับการทำตาสองชั้นด้วยการกรีด

6. เทคนิคการทำตาสองชั้นปลายหางหงส์

เทคนิคการทำตาสองชั้นปลายหางหงส์ เป็นการศัลยกรรมปรับรูปทรงตาให้ตวัดเชิดขึ้นคล้ายรูปทรงของหงส์ โดยแพทย์จะใช้วิธีการกรีดเปลือกตาไปยังหางตาและยกหางตาให้เฉียงขึ้น เพื่อให้หางตาเปิดและตวัดเชิดขึ้น กรณีที่ผู้ศัลยกรรมมีไขมันบริเวณเปลือกตามากหรือเปลือกตาหนา แพทย์จะทำการตัดไขมันหรือเปลือกตาส่วนเกินออก

จากนั้นก็เย็บชั้นเปลือกตาให้สวยงาม เป็นวิธีที่จะช่วยให้ชั้นตาดูชัดขึ้นและที่สำคัญคือ ทำให้บริเวณหางตาดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น เทคนิคนี้เหมาะกับคนที่มีปัญหา หางตาตก ชั้นตาหลบใน ตาชั้นเดียว หางตาตก คิ้วตก หนังตาตกและหนังหนังตาหนา

ข้อดีของเทคนิคการทำตาสองชั้น ปลายหางหงส์

  • เปลี่ยนรูปตาให้ดูสง่างามโดดเด่น แก้ปัญหา หางตาตก คิ้วตก ได้อย่างตรงจุด
  • เทคนิคการทำตาสองชั้นปลายหางหงส์ สามารถทำร่วมกับการทำตาสองชั้นได้
  • ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำดวงตาจะดูสดใสขึ้น
  • เป็นการเปิดหางตา ทำให้หางตาเฉี่ยวเชิดคล้ายหางหงส์
  • เป็นเทคนิคที่ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนเยาว์
  • ช่วยเสริมบุคลิกให้กับคนที่มีความเชื่อเรื่องโหวงเฮ้ง 
Not found id
ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

ก่อนเข้ารับการผ่าตัดตาาสองชั้นเตรียมตัวอย่างไร

ก่อนเข้ารับการผ่าตัดตาาสองชั้น การเตรียมตัวให้พร้อมเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อผลลัพธ์ที่ต้องการ เพราะหากเตรียมตัวไม่ดีหรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด นอกจากอาจมีผลกระทบต่อขั้นตอนการผ่าตัดได้แล้ว ยังอาจเป็นปัญหาทำให้มีภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการศัลยกรรมตาสองชั้น ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ ดังนั้นควรเตรียมตัวให้พร้อมตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. ควรงดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการทำตาสองชั้น
  2. งดอาหารเสริม เช่น วิตามิน C วิตามิน E น้ำมันตับปลาและสมุนไพรต่างๆ 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  3. กรณีมีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง เบาหวาน โรคหัวใจและทานยารักษาโรคอยู่ ควรแจ้งแพทย์เพื่อปรึกษาและขอคำแนะนำในการดูแลและเตรียมตัวที่ถูกต้อง
  4. ดูแลสุขภาพด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  5. ก่อนเข้ารับการผ่าตัดตาสองชั้น ไม่ต้องงดอาหาร เนื่องจากการทำตาสองชั้นเป็นการผ่าตัดภายใต้การใช้ยาชา
  6. ควรงดทานยากลุ่มแอสไพริน หรือไอบิวโพรเฟน ที่มีผลต่อการฟกช้ำบวมจากเลือดครั่งหลังผ่าตัด
  7. ในวันผ่าตัดควรงดการแต่งหน้าและงดใส่คอนแทคเลนส์
  8. ควรเตรียมแว่นตากันแดดมาด้วย เพราะหลังผ่าตัดทำตาสองชั้นแล้วสามารถใส่ป้องกันฝุ่นละอองได้ด้วย
  9. กรณีทำงานประจำ ควรเตรียมวันหยุดหรือเตรียมลางาน หากเป็นไปได้ควรพักหลังผ่าตัดทำตาสองชั้น อย่างน้อย 1-2 วัน เพื่อลดการใช้สายตาและมีเวลาประคบแผลมากขึ้น แผลจะหายเร็วขึ้น
  10. ควรสระผมให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด

วิธีผ่าตัดและรายละเอียด การทำตาสองชั้น ให้ชั้นตาสวย

การผ่าตัดทำตาสองชั้น เป็นการปรับรูปหน้าให้สวยงามตามความต้องการ และยังเป็นศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยม ปัจจุบันยังทำได้ง่ายมีความปลอดภัยสูง เพราะมีเทคนิคใหม่ ๆ ช่วยให้ได้ชั้นตาที่สวยเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถทำร่วมกับการแก้ไขปัญหาในผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ตาสองชั้นไม่เท่ากัน การศัลยกรรมตาสองชั้นให้ชั้นตาสวย ตอบโจทย์ความต้องการและได้ผลลัพธ์ที่ดี มีวิธีการผ่าตัดและรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

วิธีผ่าตัดและรายละเอียด การทำตาสองชั้น ให้ชั้นตาสวย

วิธีผ่าตัดและรายละเอียดการทำงานสองชั้น

การผ่าตัดทำตาสองชั้น เป็นการกรีดแผลที่เปลือกตา แล้วเย็บหนังตาติดกับกล้ามเนื้อตาเพื่อทำให้เกิดตาสองชั้นขึ้นมา การทำตาสองชั้น ปัจจุบันทำได้หลากหลายวิธี อีกทั้งแต่ละคลินิกยังมีเทคนิคเฉพาะทำให้ได้ชั้นตาที่สวยงามตอบโจทย์ความต้องการ เช่น

1. การศัลยกรรมตาสองชั้นด้วยวิธีเลเซอร์ เป็นการใช้เลเซอร์ Plexr ยิงไปที่หนัง

ตาทำให้หนังตามี 2 ชั้นขึ้นมา เหมาะกับคนที่มีตาสองชั้นอยู่แล้ว แต่มีหนังตาหย่อนคล้อย หนังตาตก เล็กน้อย และยังไม่อยากผ่าตัด ข้อดีของวิธีนี้ก็คือ ไม่ทำให้เกิดรอยและได้ชั้นตาที่สวย ไม่มีเลือดออก ใช้เวลาผ้าตัดเพียง 45 นาที หายไว ไม่ต้องพักฟื้นนาน

2. ศัลยกรรมตาสองชั้น ด้วยการกรีดตายาวตัดหนังตาส่วนเกิน วิธีนี้แพทย์จะ

กรีดเปิดหนังตาบนตั้งแต่หัวตาไปจนถึงหางตา สามารถเลาะไขมันและตัดผิวหนังส่วนเกินออกไปได้ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเหมาะกับทุกคน ทั้งวัยรุ่น และวัยที่มีความหย่อนคล้อย คนที่มีหนังตาตก มีหนังตาและไขมันบริเวณเปลือกตามาก รวมถึงคนที่มีชั้นตาอยู่แล้ว แต่อยากให้ชัดขึ้นอีก

3. ศัลยกรรมตาสองชั้น แบบแผลเล็ก เป็นวิธีการทำตาสองชั้น โดยเปิดแผล

ขนาดเล็ก ไม่มีการตัดหนังตาหรือไขมันเปลือกตาเกินออกด้วย และใช้ไหมเย็บชั้นตา ทำให้เกิดชั้นตาที่คมชัดดูเป็นธรรมชาติ ข้อดี คือหลังทำมองไม่เห็นแผล เนื่องจากแผลเล็กเทคนิคนี้เหมาะกับคนที่มีตาชั้นเดียว ตาเล็ก ตาหลบใน คนที่มีผิวเปลือกตาบาง เนื้อเปลือกตาน้อย ไขมันเปลือกตาน้อย และวิธีนี้ยังเป็นการผ่าตัดที่รบกวนต่อเนื้อเยื่อเปลือกตาน้อย ทำให้การบวมหลังผ่าตัดไม่มาก

4. การทำตาสองชั้นร่วมกับเปิดหัวตา เป็นการผ่าตัดตกแต่งหนังตาที่เปิดบริเวณ

หัวตา เพื่อให้บริเวณหัวตาดูกว้างขึ้น รูปร่างตาดูยาวเป็นธรรมชาติมากขึ้น เหมาะกับคนที่อยากได้ชั้นตาใหญ่ แต่มีหัวตาปิดและคนที่หนังตาลงมาปิดบริเวณหัวตามาก  

5. การทำตาสองชั้นแบบเย็บ 3 จุด เป็นการทำตาสองชั้นโดยไม่ต้องกรีด แต่

เป็นการสร้างชั้นตาจากการกำหนดจุด 3 ตำแหน่ง เพื่อให้เกิดชั้นตา และใช้วิธีเย็บชั้นที่เปลือกตาด้วยการเจาะเป็นรูที่เปลือกตา 3 จุด ข้อดีของวิธีนี้ ไม่ทำให้เกิดแผลภายนอก ไม่บวมช้ำหรือมีอาการบวมไม่มาก หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องดูแลแผลมากนัก

วิธีดูแลหลังเข้ารับผ่าตัดตาสองชั้น

วิธีดูแลหลังเข้ารับผ่าตัดตาสองชั้น มีความสำคัญไม่แตกต่างจากการเตรียมตัวก่อนรับการผ่าตัด โดยเฉพาะปัญหาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้จากการดูแลตนเองไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนั้นหลังจากผ่าตัดทำตาสองชั้นเรียบร้อยแล้ว ควรปฏิบัติตัวดังนี้

  1. หลังผ่าตัด 48 ชั่วโมงแรก สามารถประคบเย็นได้หากมีเลือดซึมสามารถใช้ผ้าก๊อซกดที่แผล ไม่ต้องแรง จนกว่าเลือดจะหยุดซึม
  2. หลังผ่าตัดตาสองชั้นช่วง 1-2 วันแรก อาจมีเลือดซึมซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ การดูแลตนเองควรประคบเย็นบริเวณรอบดวงตาและหน้าผากด้วยผ้าเย็นหรือ Gel pack เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการเลือดออก และลดบวมได้อีกด้วย
  3. หลังผ่าตัดวันที่ 3-5 ให้ประคบด้วยน้ำอุ่นเพื่อลดอาการบวม บางคนอาจมีรอยฟกช้ำการประคบจะช่วยให้หายเร็วขึ้น
  4. ให้นอนศีรษะสูงกว่าปกติใน1-2 คืนแรกของการผ่าตัดเพื่อลดอาการบวม
  5. ระวังไม่ให้แผลโดนน้ำประมาณ 3 วัน ยกเว้นเทคนิคที่ไม่มีแผลผ่าตัดสามารถล้างหน้าในวันรุ่งขึ้นได้ กรณีมีแผลผ่าตัดใน 3 วันแรกทำความสะอาดหน้าได้โดยใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด หลังจากนั้นเริ่มล้างหน้าได้ตามปกติ
  6. หลังเข้ารับผ่าตัดตาสองชั้นให้ทำความสะอาดแผลวันละ 1-2ครั้ง โดยใช้ไม้พันสำลีสะอาดชุบน้ำเกลือ แล้วเช็ดคราบเลือดซึมบริเวณแผล
  7. ป้ายยาฆ่าเชื้อแบบขี้ผึ้งที่แผลบ่อยๆอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนหรือแผลติดเชื้อหากดูแลตนเองได้ไม่ดี และก่อนทายาควรทำความสะอาดด้วยผ้าหรือสำลีชุบน้ำอุ่นและซับแผลให้แห้งก่อน ห้ามทายาฮีรูดอยล์หรือยาอื่นที่แผล
  8. รับประทานยาแก้อักเสบและยาลดบวมตามที่แพทย์จัดให้ หากมีอาการปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  9. ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหมักดอง ไข่ อาหารทะเล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันแผลนูนคัน
  10. ยาละลายลิ่มเลือดหรือวิตามินที่หยุดกินก่อนผ่าตัด สามารถกินได้หลังผ่าตัดวันที่ 3 หรือเมื่อไม่มีเลือดออกซึมแล้ว

ใครบ้างที่เหมาะกับการทำตาสองชั้น

การทำตาสองชั้นเป็นศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยมและเป็นประเภทศัลยกรรมที่มีคนทำมากที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะศัลยกรรมตาสองชั้นสามารถเป็นได้ทั้งการรักษาและการเสริมความงามที่มักทำร่วมกันหรือทำไปพร้อมๆกันได้ การทำตาสองชั้นจึงเหมาะกับบุคคลต่อไปนี้

  1. การทำตาสองชั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำศัลยกรรมเปลือกตาหรือชั้นตา เพื่อความสวยความงามตามความต้องการหรือความชื่นชอบของคนเอง 
  2. การทำตาสองชั้น เหมาะกับผู้หญิงและผู้ชายที่ต้องการศัลยกรรมเปลือกตาเพื่อแก้ปัญหา หนังตาบนหย่อนคล้อยจนชั้นตาหายไป
  3. ศัลยกรรมตาสองชั้นเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาตาปรือหรือตาสองข้างไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
  4. คนที่มีรูปร่างอ้วนมาก จนทำให้มีไขมันสะสมบริเวณเปลือกตาบนจนชั้นตาหาย การผ่าตัดทำตาสองชั้นสามารถทำไปพร้อมๆกับการเอาไขมันออก ทำให้มีชั้นตาที่สวยสมดุล
  5. คนที่ต้องการมีความเชื่อเรื่องเสริมดวง ต้องการผ่าตัดทำตาสองชั้นเพื่อปรับโหงวเฮ้ง เช่น การทำตาสองชั้นหางหงส์

จุดเด่นของ ศัลยกรรมตาสองชั้น

ศัลยกรรมตาสองชั้น เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขโครงสร้างชั้นตา โดยสามารถทำเพื่อการรักษาหรือเพื่อเสริมความงาม มีหลายเทคนิควิธีทั้งการผ่าตัดและทำตาสองชั้นด้วยเทคนิคเลเซอร์ที่ไม่ใช่การผ่าตัด ปัจจุบันการศัลยกรรมตาสองชั้นสามารถทำได้ง่าย มีความปลอดภัยมากขึ้น และให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ สำหรับจุดเด่นของการศัลยกรรมตาสองชั้น ที่ทำให้ได้รับความนิยม มีดังนี้

  1. เป็นการแก้ปัญหาให้กับคนที่มีปัญหาตาเล็ก หางตาตก ชั้นตาหลบใน ช่วยเสริมบุคลิกภาพและเสริมความมั่นใจให้กับตนเอง
  2. จุดเด่นของ ศัลยกรรมตาสองชั้น เป็นการทำให้เปลือกตาเกิดรอยพับ ซึ่งทำได้ทั้งด้านความงาม เช่น ช่วยให้ตาดูสวย ดูโตขึ้น รวมถึงการทำตาสองชั้นเพื่อ แก้ปัญหาหนังตาบังการมองเห็นที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  3. เป็นการปรับปรุงรูปร่างหน้าตาให้ตรงกับความต้องการ และศัลยกรรมตาสองชั้น ยังใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน โดยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว
  4. ศัลยกรรมตาสองชั้น ทำดวงตากลมโตขึ้นเห็นตาดำชัดเจนขึ้น ช่วยให้มีใบหน้าที่สวยสดใส และอ่อนเยาว์ลง
  5. ศัลยกรรมตาสองชั้น ช่วยเปลี่ยนลุคให้ดูสดใส ดวงตากลมโต มีชีวิตชีวา
  6. แต่งหน้าง่ายขึ้น ไม่ต้องกรีดอายไลน์เนอร์หนา ๆ ตลอดเวลา เพราะชั้นตาชั้นทำให้ดวงตาดูกลมโตขึ้น
  7. ศัลยกรรมตาสองชั้น ช่วยให้แต่งหน้าได้หลายสไตล์ 
  8. ศัลยกรรมตาสองชั้น ให้ผลลัพธ์คงนาน
  9. นอกจากนั้นการศัลยกรรมตาสองชั้นที่เมโกะ คลินิก ยังมีจุดเด่นโดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยเก็บเซลล์ไขมันบริสุทธิ์คุณภาพสูง ลดปัญหาไขมันสลายและไขมันตาย
  10. ทีมแพทย์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี

ออกแบบอย่างปราณีตเพื่อให้ได้ชั้นตาที่สวยงาม

การทำตาสองชั้นร่วมกับวิธีอื่น ๆ ทำได้หรือไม่ มีอะไรบ้าง

การทำตาสองชั้น เป็นศัลยกรรมความงามโดยการสร้างรอยพับที่บริเวณเปลือกตา ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้กับใบหน้า ทำให้มีดวงตาที่กลมโต ดูสวย สดใส นอกจากนั้นการทำตาสองชั้นยังช่วยแก้ไขปัญหาหรือรักษาความผิดปกติของชั้นตาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถทำร่วมกับวิธีอื่น ๆ ได้ ดังนี้

  1. การทำตาสองชั้น ร่วมกับการตัดหนังตาส่วนเกินออกและเย็บชั้นตาแบบถาวร เป็นการแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่มีหนังตาหย่อนคล้อย หนังตาตก และมีไขมันบริเวณเปลือกตามาก 
  2. การสร้างชั้นตาหรือทำตาสองชั้น ร่วมกับการดึงปรับกล้ามเนื้อตาเพื่อแก้ไขปัญหาตาปรือ ตาง่วงนอน ตาไม่สดใส ลืมตาขึ้นได้ไม่สุดที่เกิดจากภาวะของกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
  3. ผู้ที่มีปัญหาตาสองข้างไม่เท่ากัน แก้ปัญหาตาไม่เท่ากันด้วยเทคนิคเย็บชั้นตาใหม่แบบแผลเล็ก

สรุป

การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นการศัลยกรรมความงามเพื่อความสมบูรณ์แบบของแต่ละบุคคล ซึ่งมีทั้งการแก้ปัญหาและศัลยกรรมเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพ การทำตาสองชั้นโดยทั่วไปมีหลายเทคนิควิธี แต่ละเทคนิคผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ให้บริการ รวมถึงการดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังศัลยกรรม ดังนั้นก่อนศัลยกรรมตาสองชั้นควรศึกษาข้อมูลในหลายๆ ด้าน เพราะแต่ละเทคนิควิธีมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน การเลือกคลินิกที่เรามั่นใจ แพทย์ผู้ทำการศัลยกรรมมีความเชี่ยวชาญ ทำให้เรามั่นใจในผลลัพธ์ว่าทำออกมาแล้วสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและสวยตอบโจทย์ตามที่เราต้องการ

คำถามน่ารู้แก้ปัญหาคาใจ

1. ปัญหาตาสองข้างไม่เท่ากันทำตาสองชั้นได้หรือไม่ ทำออกมาแล้วแก้ปัญหาได้หรือไม่

  • กรณีตาสองข้างไม่เท่ากันจากปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง แพทย์จะทำการผ่าตัดข้างที่มีปัญหาให้ออกมาใกล้เคียงกับข้างที่ปกติ นอกจากทำให้ได้ชั้นตาที่สมดุล ยังช่วยให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นชัดเจนขึ้น
  • กรณีระดับชั้นตาไม่เท่ากันสองข้าง แพทย์จะทำการผ่าตัดทั้งสองข้างให้มีระดับชั้นตาที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด 

2. หลังทำตาสองชั้นไปแล้วจะมีรอยแผลเป็นไหม

  • ศัลยกรรมตาสองชั้นเป็นการผ่าตัดเล็กที่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้ และแผลเป็นที่เกิดขึ้นจะเป็นเส้นสีขาวอ่อนกว่าผิวเล็กน้อย รอยแผลเป็นที่ศัลยกรรมตาสองชั้นโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญอาจเห็นเพียงรอยจางๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการผ่าตัดที่ต้องเกิดรอยแผล

3.ผ่าตัดทำตาสองชั้นใช้เวลานานแค่ไหน การทำเจ็บหรือไม่

  • การผ่าตัดทำตาสองชั้น โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 40 นาที – 1ชม. ขึ้นอยู่กับเทคนิควิธีและความชำนาญของแพทย์ศัลยกรรม
  • ขั้นตอนการผ่าตัด แพทย์จะฉีดยาชาก่อนผ่าตัด และ ในระหว่างการผ่าตัด ผู้ศัลยกรรมจะไม่รู้สึกเจ็บ แต่อาจมีอาการตึงเล็กน้อยหลังผ่าตัด

4. การทำศัลยกรรมตาสองชั้นทำได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

  • การทำศัลยกรรมตาสองชั้น กรณีทำร่วมกับการแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงสามารถรักษาได้เลยตั้งแต่เด็ก
  • การศัลยกรรมตาสองชั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรทำหลังอายุ 18 ปี
  • การศัลยกรรมความงามและการผ่าตัดทำตาสองชั้น ในทางกฎหมายก็ต้อง 20 ปีบริบูรณ์

5. ทำไมต้องเลือกทำตาสองชั้นที่เมโกะ คลินิก

  • เมโกะ คลินิก เป็นคลินิกศัลยกรรมความงามที่ก่อตั้งโดย นายแพทย์มนัส ฉายาวิจิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมโดยตรง
  • มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้บริการศัลยกรรมเสริมความงามครบวงจร
  • ความพร้อมของบุคลากร ทีมแพทย์ เมโกะ คลินิก ได้ถูกเชิญ ไปออกรายการ “ Let Me In Thailand” Let Me In เป็นรายการศัลยกรรมและดูแลผิวหนังที่โด่งดังในเกาหลี ทำให้มั่นใจได้ว่าการศัลยกรรมตาสองชั้นกับ เมโกะ คลินิก จะได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ที่สุด

หากสนใจศัลยกรรมแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงและทำตาสองชั้นสามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

Q&A หลากคำถาม มีคำตอบ เกี่ยวกับ “ตาสองชั้น”

ปัจจุบันการทำตาสองชั้น เป็นศัลยกรรมความงามที่มีการนำเทคนิคใหม่ ๆ เข้ามาใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่เฉพาะการทำตาสองชั้นเพื่อความสวยความงามเท่านั้น แต่การทำตาสองชั้นยังสามารถแก้ไขปัญหาตาเล็ก หางตาตก ชั้นตาหลบใน หนังตาหย่อนคล้อย หรือมีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงทำให้ตาปรือ ลืมตาได้ไม่เต็มที่ได้ด้วย ทำให้มีคำถามมากมายเกี่ยวกับการทำตาสองชั้น ทุกคำถาม เมโกะ คลินิก มีคำตอบค่ะ

Q : การทำตาสองชั้น มีกี่วิธี

A :  การทำตาสองชั้น หลัก ๆ มี 2 วิธีได้แก่ การทำตาสองชั้นโดยไม่ต้องผ่าตัด และการทำตาสองชั้นด้วยการผ่าตัด ดังนี้
1. การทำตาสองชั้นโดยไม่ต้องผ่าตัด ได้แก่ การทำตาสองชั้นด้วยวิธีเลเซอร์
เป็นการทำตาสองชั้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยใช้เลเซอร์ Plexr ยิงไปที่หนังตาทำให้หนังตามี 2 ชั้นขึ้นมา 
2. การทำตาสองชั้นด้วยการผ่าตัด วิธีนี้สามารถทำได้หลายเทคนิค ดังนี้
2.1 เทคนิคกรีดตายาว ร่วมกับการตัดหนังตาส่วนเกิน ช่วยแก้ปัญหาหนังตาตก
และเป็นวิธีที่สามารถกำหนดรูปร่างแนวชั้นตาได้ตามความต้องการ
2.2 เทคนิคกรีดตาสั้น เป็นการเปิดแผลขนาดเล็ก เหมาะกับคนที่มีผิวเปลือกตา
บาง เนื้อเปลือกตาน้อย
2.3 การทำตาสองชั้นร่วมกับเปิดหัวตา เป็นการผ่าตัดตกแต่งหนังตาเพื่อให้
บริเวณหัวตาดูกว้างขึ้น เหมาะกับคนที่อยากได้ชั้นตาใหญ่ แต่มีหัวตาปิด
2.4 การทำตาสองชั้นแบบเย็บ 3 จุด เป็นการสร้างชั้นตาจากการกำหนดจุด 3 
ตำแหน่ง เพื่อให้เกิดชั้นตา และใช้วิธีเย็บชั้นที่เปลือกตาด้วยการเจาะเป็นรูที่เปลือกตา 3 จุด ไม่เป็นแผลกรีดแต่ใช้ไหมเย็บยึดระหว่างจุด ทำให้เกิดรอยพับชั้นตา
2.5 การทำตาสองชั้นปลายหางหงส์ เป็นเทคนิคการปรับรูปทรงตาให้ตวัดเชิดขึ้น
คล้ายรูปทรงของหงส์ วิธีนี้แพทย์จะกรีดเปลือกตาไปยังหางตาเพื่อให้หางตาเปิดและตวัดเชิดขึ้น

Q : การทำตาสองชั้นเลือกเทคนิคไหนดีที่สุด?

A :  การทำตาสองชั้นแต่ละเทคนิคข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล ศัลยแพทย์จะเป็นผู้วิเคราะห์ และเลือกเทคนิคที่ดีเหมาะสมกับผู้รับบริการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

Q : ทำตาสองชั้นอยู่ถาวรไหม?

A :  การทำตาสองชั้นอยู่ได้ถาวรหรืออยู่ได้นานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเทคนิควิธีที่ศัลยแพทย์เลือกใช้ทำตาสองชั้น โดยทั่วไปหลังทำจะเห็นตาสองชั้นชัดเจนอยู่ได้นาน 4-6 ปี ซึ่งหลังจากนั้นชั้นตาที่ทำยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่หนังตาจะเริ่มหย่อนคล้อยลงมาทับชั้นตา จากอายุที่เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้เห็นชั้นตาได้ไม่ชัดเจน

Q : ตาสองชั้น สามารถทำได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

A : การทำตาสองชั้นเพื่อความสวยความงาม ในทางกฎหมายควรมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ กรณีทำตาสองชั้นร่วมกับการแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงสามารถรักษาได้ตั้งแต่เด็ก และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรทำตั้งแต่อายุ 18 ปี ขึ้นไป

Q : การผ่าตัดทำตาสองชั้นต้องใช้เวลาพักฟื้นกี่วัน

A :  การผ่าตัดทำตาสองชั้น หลังการผ่าตัดจะมีอาการบวมเล็กน้อยในช่วง 3 วันแรก สามารถทำกิจวัตรประจำวันงานหรือทำงานอื่น ๆ ได้ปกติ แต่ต้องเป็นงานที่ไม่ต้องออกแรงมาก สำหรับคนทำงานประจำอาจใช้เวลาพักฟื้นหรือลาหยุดพักอยู่ที่บ้าน 3 – 5 วัน ควรจดแต่งตา หรือทาแป้งบริเวณแผลผ่าตัด จนกว่าแผลจะหายสนิท อาจใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์

Q : ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ สามารถตาสองชั้นได้หรือไม่

A :  สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ไม่แนะนำให้ทำผ่าตัดในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากยาที่ใช้ระหว่างการผ่าตัดอาจส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์

Q : การทำตาสองชั้น ทำไมไม่เย็บด้วยไหมละลาย

A :  การเย็บแผลทำตาสองชั้น ไม่สามารถเย็บด้วยไหมละลายได้ เนื่องจากผิวหนังบริเวณเปลือกตาเป็นส่วนที่บอบบางมาก การเย็บด้วยไหมละลายจะใช้เวลาย่อยสลายนาน เสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลนูนได้มากกว่า จึงจำเป็นต้องใช้ไหมแบบปกติแต่เป็นไหมชนิดพิเศษมีขนาดเล็กและบาง

Q : หลังทำตาสองชั้นจะใส่คอนแทคเลนส์ได้เมื่อไหร่

A :  สำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาและต้องใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ สามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ในช่วงหลังทำ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ช่วงทำตาสองชั้นแนะนำให้สวมใส่แว่นสายตาแทน

การมีรูปหน้าที่สวยสมส่วนเป็นลักษณะใบหน้าที่มีความสมดุลระหว่างหน้าผากกับจมูก จมูกกับริมฝีปาก เป็นใบหน้ารูปไข่ที่มีช่วงคางเรียวเล็กและโค้งมนสวย ส่วนใครที่ใบหน้าไม่สวยสมบูรณ์แบบตามนี้ ศัลยกรรมความงามช่วยได้ และมีหลายเทคนิควิธีที่สามารถช่วยปรับโครงสร้างใบหน้าให้สวยตอบโจทย์ แต่ใครที่กลัวการผ่าตัดหรือไม่ต้องการให้เกิดรอยแผล การฉีดฟีลเลอร์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยแก้ไขรูปหน้า แบบไม่เจ็บตัวและไม่ต้องผ่าตัด

ฟิลเลอร์ filler คืออะไร

ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นสารเติมเต็มผิว ที่สังเคราะห์มาจากไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) หรือเรียกสั้นๆว่า HA ถูกสร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบสารตามธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกายของคนเรา มีคุณสมบัติช่วยกักเก็บน้ำให้แก่ชั้นใต้ผิว ช่วยเพิ่มเส้นใยคอลลาเจนให้กับผิว การฉีดฟิลเลอร์ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆบนใบหน้าได้ และฟิลเลอร์ที่มีความปลอดภัยสูง ใช้แล้วไม่เป็นอันตรายจะต้องผ่านการรับรองจากอย. และใช้โดยแพทย์เท่านั้น

ฟิลเลอร์เหมาะสำหรับใคร

ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นสารเติมเต็มผิวที่สังเคราะห์มาจากไฮยาลูโรนิกแอซิด ที่สร้างขึ้นเลียนแบบสารตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติช่วยกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้น โดยปกติฟิลเลอร์เป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้วเมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนโปรตีนเริ่มเสื่อมสภาพลง ผิวหนังมีความหย่อนคล้อย เนื่องจากความชุ่มชื่นของผิวลดลง การฉีดฟิลเลอร์เป็นการฉีดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังเพื่อแก้ไขความบกพร่องต่าง ๆ บนใบหน้า ช่วยเติมเต็มใต้ผิวหนังหรือปรับแต่งรูปทรงสัดส่วนของใบหน้าให้ได้รูปทรง สร้างความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องลึกบริเวณใบหน้า และผู้ที่ต้องการบำรุงผิวหน้าให้กลับมาอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ 

การฉีดฟิลเลอร์มีความปลอดภัย เพราะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองโดยองค์กรอาหารและยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ FDA สำหรับประเทศไทยมีฟิลเลอร์หลายยี่ห้อที่ได้มาตรฐานและผ่าน อย. การเลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน ได้รับอนุญาตถูกต้องและมีแพทย์วิชาชีพเป็นผู้ให้บริการ ก็จะช่วยให้เรามั่นใจในการเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน การฉีดฟิลเลอร์ ให้ปลอดภัย

ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยงการฉีด

  1. มีภาวะผิวหนังที่ติดเชื้อหรือมีอาการอักเสบ
  2. ผู้ที่มีอาการแพ้สารประเภทคอลลาเจน ไข่ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์
  3. ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาชา เนื่องจากฟิลเลอร์บางชนิดมียาชาผสมในตัว หากมีประวัติแพ้ยาชา หรือแพ้ยาอื่น ๆ ควรปรึกษาและแจ้งแพทย์ให้ละเอียด 
  4. อยู่ในภาวะกำลังตั้งครรภ์
  5. คุณแม่ให้นมบุตร กรณีนี้หากต้องการฉีดฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ว่าสามารถฉีดได้หรือไม่

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  • สามารถปรับแก้ไขรูปหน้าให้สมดุลอย่างเป็นธรรมชาติ และให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมีประสิทธิภาพ
  • ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ เป็นการเสริมความงามและปรับแต่งใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องวางยาสลบและไม่ต้องพักฟื้น
  • หลังฉีดฟีลเลอร์ สามารถเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงได้ทันที โดยไม่มีรอยแผล
  • กรณีผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่เป็นที่พอใจ คุณหมอสามารถเติมฟีลเลอร์ได้เรื่อยๆจนกว่าจะได้ผลเป็นที่พอใจ 

ข้อควรพิจารณาของการฉีดฟีลเลอร์

  • ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ถาวร ฉีดฟีลเลอร์ที่ผ่านมาตรฐาน อย. จะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 8 เดือน – 2 ปี ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ และรุ่นของฟีลเลอร์ ทำให้ต้องมาฉีดเพิ่มเป็นระยะๆ
  • กรณีที่ฉีดฟีลเลอร์แล้ว ผลลัพธ์ไม่ที่พึงพอใจ ยังสามารถฉีดสลายฟีลเลอร์ออกได้ทั้งหมด
  • หลังฉีดอาจมีรอยแดงจากเข็ม ซึ่งผลข้างเคียงนี้จะหายไปเองได้ใน 2-3 วัน
  • หลังฉีดอาจมีอาการบวมเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองได้ในช่วง 7-14 วัน ก่อนที่ฟิลเลอร์จะเข้าที่
  • บางรายอาจมีอาการแพ้ เช่น เกิดลมพิษ หรืออาจเกิดการอักเสบ เป็นก้อนบวมแดง ซึ่งพบได้ต่ำกว่า 1% และหากพบว่ามีอาการเหล่านี้ให้รีบปรึกษาแพทย์
Not found id
ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

การเตรียมตัวก่อนการฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็ม ที่มีอยู่หลายชนิด การฉีดนอกจากเติมเต็มริ้วรอยร่องลึกให้ตื้นขึ้นแล้ว ยังช่วยพยุงโครงใบหน้าให้เกิดการยกกระชับ คืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้า ส่วนผลลัพธ์ที่ดีหลังการฉีดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย  ทั้งการเลือกชนิดของฟิลเลอร์ ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร และฟิลเลอร์แบบถาวร ยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวก่อนฉีดอีกด้วย สำหรับการเตรียมตัวก่อนฉีดทำได้ ดังนี้

  1. ศึกษาข้อมูลคลินิกที่ต้องที่สนใจ เพื่อเข้ารับคำปรึกษาแจ้งความต้องการแก่แพทย์ เพื่อวางแผนการรักษา ให้ได้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการมากที่สุด 
  2. งดรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยาละลายลิ่มเลือด และวิตามิน 3-7 วัน ก่อนฉีดฟิลเลอร์
  3. งดอาหารเสริมบางชนิด เช่น สารสกัดจากใบแปะก๊วย อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์  
  4. ควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์  
  5. กรณีมีโรคประจำตัว หรือมีอาการของผิวหนังอักเสบบริเวณที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ควรแจ้งแพทย์ก่อนฉีด
  6. งดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด เช่น เข้าซาวน่า หรือ ออกกำลังกายหนัก ๆ

วิธีการดูฟิลเลอร์แท้ที่ปลอดภัย สังเกตได้จากอะไรบ้าง ?

เพื่อความปลอดภัยคนไข้ควรศึกษาวิธีดูฟิลเลอร์แท้แต่ละยี่ห้อ ว่ามีจุดสังเกตอะไรบ้าง และมีบริษัทนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ สังเกตได้จาก

  • เลขทะเบียนอย. ที่กล่อง
  • มีเอกสารกำกับภาษาไทย
  • เลข lot ที่กล่อง ซอง สติกเกอร์หรือหลอด ตรงกัน
  • สามารถนำเลข lot โทรเช็คกับบริษัทนำเข้าได้
  • ฉีดฟิลเลอร์ที่เมโกะคลินิก สามารถตรวจเช็คได้ทุกกล่อง ฉีดเสร็จสามารถกลับกล่องกลับบ้านได้

ฟิลเลอร์ฉีดตำแหน่งใดได้บ้าง

ฟิลเลอร์ คือ สารเติมเต็มที่มีคุณสมบัติเหมาะกับการแก้ปัญหาผิว ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในชั้นผิวหนัง จึงสามารถฉีดได้หลายจุดบนใบหน้า และการฉีดฟิลเลอร์เพื่อแก้ไขให้ตรงจุดและตอบโจทย์ปัญหาบนใบหน้า การฉีดแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและช่วยพิจารณาเลือกตำแหน่งที่เหมาะสม โดยตำแหน่งที่มักพบปัญหาและนิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่

  • ฟิลเลอร์ปาก
  • ฟิลเลอร์ใต้ตา
  • ฟิลเลอร์ร่องแก้ม
  • ฟิลเลอร์เติมหลุมสิว
  • ฟิลเลอร์ขมับ
  • ฟิลเลอร์ทั่วทั้งหน้า
  • ฟิลเลอร์คาง
  • ฟิลเลอร์แก้ม

ฟิลเลอร์ปาก ช่วยแก้ไขเรื่องใดบ้าง

การฉีดฟิลเลอร์ปาก ถือเป็นเทคนิคทางการแพทย์รูปแบบหนึ่งที่สามารถปรับรูปปากให้สวย อวบอิ่ม และทำได้หลายรูปทรง โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น อีกทั้งมีความปลอดภัยสูงมาก หากใช้ฟิลเลอร์ของแท้ 100% และฉีดโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการฉีดฟิลเลอร์ นอกจากนั้นการฉีดฟิลเลอร์ปาก ยังสามารถแก้ไขทุกปัญหาปาก และเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาต่อไปนี้ 

  • ปัญหาปากบาง ปากไม่เท่ากัน ขนาดริมฝีปากบนและล่างไม่ได้สัดส่วน สามารถแก้ไขด้วยการฉีดด้วยเทคนิคเติมเต็ม แต่งทรง
  • ปัญหารูปปาก หรือทรงปากคว่ำ ทำให้หน้าดูบึ้งและดุ การฉีดฟิลเลอร์ยกมุมปาก แก้ไขปัญหาและทำให้ปากดูสวย ใบหน้าดูยิ้มแย้ม อารมณ์ดี
  • ปัญหารูปปากเบี้ยว ไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นปัญหาจากการศัลยกรรมปากกระจับ และไม่ได้รูปทรงตามที่ต้องการ สามารถแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์เทคนิคเติมเต็ม แต่งทรง
  • ปัญหาปากแห้ง ลอก เป็นร่อง ทาลิปสติกไม่ติด สามารถแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์ปากแบบเนื้อนิ่ม เพื่อบำรุงริมฝีปาก
  • ปัญหาขอบปากไม่ชัด ทำให้ยากต่อการแต่งหน้าและทาปาก สามารถแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์เทคนิคฉีดขอบปากให้คมชัด

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ปาก

  • สามารถปรับเปลี่ยนทรงได้ตลอดเวลา เพราะหากฉีดแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ หรือต้องการรูปทรงใหม่ๆ ก็สามารถฉีดยาสลายฟิลเลอร์ได้ ทำให้เปลี่ยนรูปทรงปากได้ตามความนิยมตลอดเวลา
  • สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนทรงได้ง่าย เนื่องจากฟิลเลอร์ปากจะสลายหมด 100% ตามระยะเวลาของฟิลเลอร์แต่ละรุ่น
  • ช่วยบำรุงริมฝีปาก ให้อวบอิ่ม ชุ่มชื่น
  • หลังฉีดปาก สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงทันที ไม่ต้องพักฟื้น
  • แก้ปัญหาสุขภาพปาก เช่น คนที่ปากแห้ง ปากบาง หลังฉีดปากแล้วจะทำให้ปากดูอวบอิ่ม เต่งตึง ชุ่มชื้นขึ้น ปากดูมีสุขภาพดี

ฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยแก้ไขเรื่องใดบ้าง

ปัญหาริ้วรอยใต้ตา คือปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อความสวยความงาม เพราะเป็นจุดที่สังเกตได้ง่ายมากบนใบหน้า การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นการฉีดสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) เข้าไปในบริเวณใต้ตาที่มีปัญหาริ้วรอยต่างๆ ที่ส่งผลทำให้ใบหน้าดูโทรมแลดูแก่กว่าวัย หลังฉีดริ้วรอยใต้ตาจะตื้นขึ้น รอยคล้ำใต้ตาและริ้วรอยใต้ตาดูจางลง ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย นอกจากนั้นการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตายังมีความปลอดภัย และสามารถแก้ปัญหาใต้ตาได้เกือบทั้งหมด เช่น

  • ปัญหาริ้วรอย ร่องน้ำตา การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยแก้ปัญหาร่องน้ำตา เบ้าตาลึก ตาโหล โดยการใช้ฟิลเลอร์ ฉีดเข้าไปในบริเวณที่มีร่องลึกด้วยเทคนิคพยุงชั้นกระดูกใต้ตา ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวรอบดวงตาดูตื้นขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนกว่าวัย
  • ปัญหาขอบตาดำ ใต้ตาคล้ำ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของเม็ดสีบริเวณใต้ตา โรคภูมิแพ้ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาช่วยเติมเต็มใต้ตาให้ดูตื้นขึ้น ใต้ตาดูแน่น ฟู กระชับ ผิวใต้ตาก็จะดูสว่างขึ้น
  • ปัญหาริ้วรอยใต้ตา ร่องใต้ตา เป็นปัญหาใหญ่ที่มีสาเหตุมาจากผิวบริเวณใต้ตาขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้นส่งผลให้บริเวณใต้ตา เหี่ยวย่นจนเกิดเป็นริ้วรอย การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น รักษาความชุ่มชื้นและทำให้ริ้วรอยใต้ตาก็จางลง
  • ปัญหาถุงใต้ตา ไขมันใต้ตา ที่เกิดจากอายุที่มากขึ้น ทำให้ไขมันชั้นตื้นบางลงและหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วง จนทำให้ใต้ตาดูลึกและเห็นโหนกชัดขึ้น การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาช่วยลดถุงใต้ตาได้เพราะช่วยเติมเต็มทำให้ถุงใต้ตาเล็กลง เบ้าตาก็จะดูตื้นขึ้น

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  • เห็นผลชัดเจนทันทีหลังทำ และเห็นผลการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดใน 2 สัปดาห์
  • การฉีดใต้ตาสามารถแก้ปัญหาถุงใต้ตา ขอบตาดำ เบ้าตาลึกตาโหลและริ้วรอยใต้ตาได้อย่างเห็นผล
  • การฉีดใต้ตามีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น
  • เป็นวิธีที่ปลอดภัยไม่มีสารตกค้างในร่างกาย สามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ และอยู่ได้นาน 6-24 เดือน
  • ฟิลเลอร์ได้รับการรับรองจาก อย. ฉีดแล้วไม่ทำให้เกิดอาการแพ้

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ช่วยแก้ไขเรื่องใดบ้าง

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นการฉีดสารเติมเต็ม Hyaluronic Acid เข้าไปที่บริเวณร่องแก้ม ที่มีรอยพับ แก้มห้อยย้อย ทำให้ใบหน้าดูโทรมและดูแก่กว่าวัย การฉีดฟิลเลอร์ซึ่งเป็นสารเติมจะช่วยกักเก็บน้ำไว้ใต้ชั้นผิวบริเวณร่องแก้ม ช่วยแก้ไขปัญหาร่องแก้ม ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น อวบอิ่ม ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลง คนที่เหมาะสำหรับการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ได้แก่

  • คนที่มีปัญหาริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม มีร่องแก้มลึกทำให้ขาดความมั่นใจในตนเอง
  • คนมีอายุหรือคนที่มีปัญหาร่องแก้ม และต้องการตกแต่งแก้ไขใบหน้าให้แลดูอ่อนกว่าวัย หน้าไม่โทรม
  • คนที่ต้องการแก้ไขปัญหาร่องแก้ม โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นและเห็นผลทันที

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

  • ช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มที่ลึกให้ดูตื้นขึ้น ใบหน้าดูยกกระชับ อ่อนกว่าวัย
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากฟิลเลอร์ช่วยกักเก็บน้ำ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • ช่วยลดริ้วรอยเล็กๆบริเวณร่องแก้มให้ผิวตึง ทำให้เรียบเนียนมากยิ่งขึ้น
  • สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ และเห็นผลชัดเจนในช่วง 7-14 วันแรก
  • หลังฉีดฟิลเลอร์ไม่ต้องพักฟื้น สามารถแต่งหน้าไปทำงานได้ตามปกติ อาจมีอาการบวมเล็กน้อยได้ 7-14 วัน 

ฟิลเลอร์เติมหลุมสิว ช่วยแก้ไขเรื่องใดบ้าง

สิว เป็นปัญหาใหญ่บนใบหน้าที่นอกจากทำให้เกิดริ้วรอยจุดด่างดำแล้ว หากเกิดการอักเสบยังทำให้เกิดรอยแผลเป็นหรือหลุมสิวที่ยากต่อการรักษา การฉีดฟิลเลอร์เติมหลุมสิวป็นการเติมเต็มหลุมสิวด้วยสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) โดยฉีดเข้าไปบริเวณหลุมสิว เพื่อเติมเต็มหลุมสิวให้ดูตื้นขึ้น การฉีดฟิลเลอร์หลุมสิวเหมาะกับผู้ที่มีปัญหา ต่อไปนี้

  • ผู้ที่ปัญหารอยแผลเป็นบนใบหน้า จากอีสุกอีใสหรือจากการบาดเจ็บ
  • ผู้ที่ปัญหาริ้วรอยบางจุดบนใบหน้าหรือหลุมสิวไม่มาก
  • ผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการรักษาหลุมสิว และใช้เวลารักษาไม่นาน
  • ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาหลุมสิว ทำงานประจำแต่ไม่มีเวลาพักฟื้นเพื่อฟูใบหน้า หรือไม่ต้องการพักฟื้น
  • ผู้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในขั้นตอนการดูแลตัวเอง เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์ไม่ต้องผ่าตัด

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์หลุมสิว

  • เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยรักษาให้ดีขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัดและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
  • ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ฉาบผิว เติมเต็มหลุมสิวให้ผิวฟูเรียบเนียนขึ้น
  • ขั้นตอนไม่ยุ่งยากและเห็นผลทันทีหลังการรักษา

ฟิลเลอร์ขมับ ช่วยแก้ไขเรื่องใดบ้าง

ปัญหาของคนที่ขมับตอบจะทำให้ดูมีอายุ หน้าดูไม่สดใส เห็นกระดูกรอบตาเด่น และในคนที่เชื่อเรื่องโหวงเฮ้ง เชื่อว่าใบหน้าที่มีลักษณะขมับตอบ จะทำให้อับโชคด้านการเงินและคู่ครอง การฉีดฟิลเลอร์ขมับจึงนอกจากเพื่อความสวยความงามบนใบหน้าแล้ว ยังเป็นการฉีดเพื่อปรับรูปหน้าตามหลักโหงวเฮ้งอีกด้วย และยังเหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีปัญหาขมับตอบลึก
  • ขมับเป็นแอ่งเว้า ต้องการปรับรูปหน้าโดยรวมให้ได้สัดส่วน
  • ต้องการปรับโหงวเฮ้งใบหน้า เพื่อรับโชคลาภและสิ่งที่ดีๆ ตามความเชื่อ
  • ผู้ที่ต้องการลดโหนกแก้ม โดยที่ไม่ต้องการผ่าตัด เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์ขมับร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ ช่วยลดโหนกแก้มได้อย่างเห็นผล

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ขมับ

  • การฉีดฟิลเลอร์ขมับสามารถปรับรูปหน้าให้ดูมีความสมดุลได้อย่างเห็นผล 
  • เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนหลัง 1-2 สัปดาห์เป็นต้นไป
  • การฉีดฟิลเลอร์ขมับไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีรอยเขียวช้ำ
  • ฉีดโดยแพทย์ผู้ชำนาญ จะไม่เจ็บและมีความปลอดภัยสูง

ฟิลเลอร์คาง ช่วยแก้ไขเรื่องใดบ้าง

การมีรูปหน้าหรือโครงหน้าที่สมดุลได้รูป ช่วยเสริมเสน่ห์ทำให้มีใบหน้าที่โดดเด่นชวนมองยิ่งขึ้น การฉีดฟิลเลอร์คาง คือ ส่วนหนึ่งของการปรับโครงใบหน้าให้มีรูปร่างสมส่วน ดูเข้ารูปมากยิ่งขึ้น โดยการฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มกลุ่ม ไฮยาลูรอนิคแอซิด ( Hyaluronic Acid ) บริเวณคางเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนที่รูปหน้าไม่สมส่วน ใบหน้ากลม คางสั้น การฉีดจะช่วยปรับรูปหน้าให้สมส่วนมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้นหลังการรักษา ฟิลเลอร์คางเหมาะกับคนที่มีปัญหาและมีลักษณะรูปหน้า ดังนี้

  • ผู้ที่มีฐานคางเดิมอยู่แล้ว ต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น
  • ผู้ที่มีปัญหารูปหน้ากลม ไม่เรียวสวย ต้องการปรับรูปหน้าให้คางยาวได้สัดส่วนมากขึ้น
  • คนที่ต้องการปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องการผ่าตัดและไม่มีเวลาพักฟื้น

ข้อดีของฟิลเลอร์คาง

  • การฉีดฟิลเลอร์คางเห็นผลได้รวดเร็ว และสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังทำ
  • ไม่ต้องผ่าตัดให้เกิดรอยแผล ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที
  • การฉีดฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน คางจะดูสวยงามเป็นธรรมชาติ ไม่มีปัญหาคางย้อยผิดรูป
  • ฟิลเลอร์ เป็นสาร Hyaluronic Acid หรือ HA สลายได้เองตามธรรมชาติ การฉีดจึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

Restylane filler คืออะไร

Restylane filler คือ สารเติมเต็มกลุ่มไฮยารูลอนิกแอซิด ภายใต้การผลิตของบริษัท Galderma ที่เป็นบริษัทยาระดับโลก ดำเนินการผลิตในประเทศสวีเดนและยังเป็นฟิลเลอร์ที่ผลิตมาได้ยาวนานที่สุดในโลกแต่ยังคงความนิยมจนถึงปัจจุบัน ฟิลเลอร์ Restylane ที่ได้รับอนุญาตจากอย. ให้ทำการฉีดรักษาได้ในประเทศไทยอย่างถูกต้อง มีหลายรุ่นแต่ละรุ่นจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ดังนี้

  1. Restylane Perlane lyft เป็นฟิลเลอร์ที่มีส่วนผสมของยาชา เนื้อแข็ง มีความคงตัวสูงไม่ฟูและสามารถคงรูปได้ดีที่สุด ย่อยสลายได้เองและสามารถฉีดใหม่ได้เรื่อยๆ เหมาะสำหรับฉีดใต้ตา จมูก คาง ฉีดแล้วอยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน
  2. Restylane Defyne เป็นฟิลเลอร์เนื้อแข็ง เนื้อเจลมีความนิ่มปานกลางและยืดหยุ่นสูง ผลิตออกมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยลึกที่เกิดจากการยิ้มทำให้ผิวดูอ่อนวัย มีส่วนผสมของยาชาสามารถอยู่ได้นานช่วง 18 เดือน เหมาะสำหรับการนำไปใช้ ดังนี้
    • สำหรับใช้ฉีดกระดูกที่ยุกยุบตัวในผิวชั้นลึก
    • เหมาะสำหรับฉีด ใต้ตา ปาก
    • นิยมใช้รักษาบริเวณ midface หรือเติมเต็มร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ฉีดเสริมโหนกแก้ม 
  3. Restylane Volyme เป็นฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม ใช้เติมชั้นผิวให้อิ่มฟูขึ้นมีส่วนผสมของยาชาเช่นกัน เหมาะสำหรับฉีด ปาก แก้มตอบ มุมปาก ร่องแก้ม เพื่อช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ สามารถอยู่ได้นานช่วง 18 เดือน
  4. Restylane Vital Light เป็นฟิลเลอร์ที่ใช้เจลอนุภาคเล็ก มีความนิ่มที่สุดเนื้อละเอียด ส่วนผสมของยาชาสำหรับใช้บริเวณผิวพื้นที่ใหญ่เพื่อแก้ไขจุดที่มีปัญหาเล็กๆน้อยๆ เช่น ฉีดเก็บรายละเอียดใต้ตาในผิวชั้นตื้น ปาก บำรุงผิวชุ่มชื้น สามารถอยู่นานประมาณ  6-12 เดือน
  5. Restylane Refyne เป็นฟิลเลอร์เนื้อนิ่มมีลักษณะยืดหยุ่น ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยลึกที่เกิดจากการยิ้ม มีส่วนผสมของยาชา เน้นการเติมเต็มริ้วรอยเล็กๆเหมาะสำหรับฉีดปาก ร่องแก้ม มุมปาก ให้ผลคงทนอยู่นานประมาณ 12 เดือน
  6. Restylane classic เป็นฟิลเลอร์ชนิดหนึ่งที่ออกแบบมาสำหรับแก้ปัญหาริ้วรอยระดับปานกลางถึงมาก มีส่วนผสมของยาชา เหมาะกับการฉีดร่องตื้นกว่า เช่น ร่องแก้มตื้นๆและร่องรอยขมวดคิ้ว เป็นต้น สามารถยังคงทนได้ 12 เดือน
  7. Restylane SubQ เป็นฟิลเลอร์ที่หนักและหนืดที่สุดของตระกูล Restylane เหมาะกับใช้ยกพยุงเพราะยามีความแข็งมาก การใช้ฟิลเลอร์ชนิดนี้ อาจต้องใช้เข็มใหญ่คนไข้รู้สึกเจ็บมากกว่า ทำให้ไม่เป็นที่นิยม

Neuramis filler คืออะไร

Neuramis filler เป็นฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid (HA) ที่สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ผลิตจากประเทศเกาหลี สามารถใช้ฉีดเพื่อเติมเต็มชั้นผิวบริเวณส่วนต่างๆของใบหน้าได้หลายจุด เป็นฟิลเลอร์ที่มีประสิทธิภาพและราคาย่อมเยา คุณสมบัติที่โดดเด่นคือ การเติมเต็มชั้นผิวในบริเวณส่วนต่างๆของใบหน้า ไม่เคลื่อนตัว ไม่จับตัวเป็นก้อนและเห็นผลได้ชัดเจนหลังจากการฉีดครั้งแรก ทั้งนี้ยังได้การรับรองมาตรฐานและความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาของประเทศอเมริกาและ EDQM กรมควบคุมคุณภาพของยุโรปอีกด้วย ฟิลเลอร์ Neuramis มี 3 รุ่น ดังนี้

  1. Neuramis รุ่น Deep เป็นฟิลเลอร์รุ่นแรกที่ผ่านอย.ไทย และถูกนำมาใช้เป็นรุ่นที่ไม่มียาชาผสม เนื้อเจลหนืดปานกลาง อิ่มฟู ขึ้นรูปได้ง่าย เติมเต็มร่องลึกบนใบหน้าได้หลายจุด
  2. Neuramis รุ่น Deep Lidocaine เป็นฟิลเลอร์ที่มีลีกษณะเนื้อฟิลเลอร์คล้ายๆรุ่น Deep คือเนื้อเจลหนืดปานกลาง อิ่มฟู แต่แตกต่างกันที่มีส่วนผสมของยาชา 0.3% สามารถช่วยลดความเจ็บปวดขณะฉีดได้
  3. Neuramis รุ่น Volume Lidocaine เป็นฟิลเลอร์เนื้อเจล หนืดที่สุดในทุกรุ่นที่มี มีความยืดหยุ่นคงตัวได้ดี มีส่วนผสมของยาชา ใช้เติมเต็มแก้ปัญหาริ้วรอยระดับปานกลางถึงมาก 

ฉีดฟิลเลอร์ต้องใช้ยาชาไหม?

การฉีดฟิลเลอร์ เป็นการฉีดสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid เข้าไปเติมเต็มในชั้นผิวที่เริ่มเสื่อมสภาพและเกิดริ้วรอย เช่น ฉีดฟิลเลอร์ตาสองชั้น การฉีดเติมฟิลเลอร์ใต้ ฟิลเลอร์แก้ไขร่องแก้มลึก การฉีดฟิลเลอร์ขมับ เพื่อทำให้ภาพรวมใบหน้าดูได้สัดส่วนมากขึ้น และการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก สำหรับขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ เป็นการฉีดด้วยเข็มขนาดเล็กในตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขปัญหา และเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดี การฉีดอาจมีความลึกต่างกัน จึงต้องมีการช้ยาชาเฉพาะที่ในบริเวณที่จะฉีด เพื่อลดความเจ็บปวด แต่ปัจจุบัน อาจไม่ต้องใช้ยาชา เพราะอาการเจ็บจะน้อยลง เนื่องจากมียาชาผสมอยู่ในตัวฟิลเลอร์เรียบร้อบแล้ว

ฉีดฟิลเลอร์เจ็บไหม บวมกี่วัน ?

การฉีดฟิลเลอร์ หลายคนอาจมีข้อสงสัย “ฉีดฟิลเลอร์เจ็บไหม บวมกี่วัน” โดยปกติก่อนฉีดแพทย์จะใช้ยาชา ขณะฉีดจึงไม่ทำให้เจ็บ แต่อาจรู้สึกตึงที่บริเวณใบหน้า หรือบางคนอาจมีอาการเจ็บเล็กน้อยกรณีฉีดในบางจุดเช่น บริเวณใต้ฐานจมูก แอ่งร่องแก้ม แต่จะเจ็บในช่วงแรกเท่านั้น เพราะเมื่อฉีดเข้าสู้ชั้นผิวหนัง ยาชาที่อยู่ในฟิลเลอร์จะออกฤทธิ์เพิ่มเติม ส่วนอาการบวมเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ แต่ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบทำให้อาการบวมออกเป็น 2 ลักษณะ ได้ แก่ อาการบวมที่ไม่ต้องพบแพทย์ และอาการบวมแดงที่จำเป็นต้องพบแพทย์ ดังนี้

1, อาการบวมที่ไม่ต้องพบแพทย์ 

อาการบวมหลังฉีดฉีดฟิลเลอร์ และเป็นผลข้างเคียงปกติที่ไม่ต้องพบแพทย์ จะมีอาการบวม แดง ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดมากจนผิดปกติ  เกิดจากเข็มที่ใช้ฉีดฟิลเลอร์ทำให้เนื้อเยื่อผิวหนังบางส่วนเสียหาย ส่งผลทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดมีรอยแดงหรือมีอาการบวมขึ้นตามกลไกของร่างกาย ซึ่งรอยแดงจะหายไปเองได้ภายใน 2-3 วัน ส่วนอาการบวมมักมีเพียงเล็กน้อย จะหายไปเองได้ใน 7-14 วัน 

วิธีลดอาการบวมแดง สำหรับผู้รับบริการที่รู้สึกวิตกกังวล การดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น หลังฉีดฟิลเลอร์ควรนอนหมอนสูง ควรดื่มน้ำมาก ๆ ด้วยการจิบน้ำบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ รับประทานยาอย่างต่อเนื่องจนหมด เพื่อลดอาการบวมเเละป้องกันการติดเชื้อ

2. อาการบวมแดงที่จำเป็นต้องพบแพทย์

อาการบวมแดง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงหลังฉีดฟิลเลอร์ที่จำเป็นต้องพบแพทย์ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาการบวมจากฟิลเลอร์เป็นก้อน อาการบวมจากการแพ้ฟิลเลอร์ และ แต่ละสาเหตุจะมีลักษณะอาการและความรุนแรงแตกต่างกัน ดังนี้

อาการบวมจากฟิลเลอร์เป็นก้อน

หลังฉีดฉีดฟิลเลอร์แล้วพบอาการบวมเป็นก้อน ถือเป็นผลลัพธ์ของการรักษาที่ไม่พึงประสงค์ อาจไม่ใช่ผลข้างเคียงที่อันตราย แต่มีผลต่อรูปลักษณ์และขาดความมั่นใจในบุคลิกภาพ เกิดได้จากความผิดพลาดของการฉีดฟิลเลอร์ แพทย์ขาดความเชี่ยวชาญในการฉีด หรือการดูแลตัวเองที่ไม่ดีหลังการฉีดฟิลเลอร์ 

วิธีดูแลตนเองหากพบอาการบวมจากฟิลเลอร์เป็นก้อน กรณีพบได้เร็วควรแจ้งแพทย์เจ้าของไข้ภายใน 2 สัปดาห์หลังฉีดฟิลเลอร์ เนื่องจากยังสามารถแก้ไขได้ แต่หากพ้น 2 สัปดาห์ไปแล้ว อาจจะต้องแก้ไขด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์แทน

อาการบวมจากการแพ้ฟิลเลอร์

อาการแพ้ฟิลเลอร์จะบวมแดงมาก และยังเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะแรกหลังฉีดเท่านั้น แต่อาการบวมจากการแพ้ฟิลเลอร์สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีหลังฉีดหรือระยะหลังฉีดนานเป็นปีอาการบวมจากการแพ้ฟิลเลอร์ก็เกิดขึ้นได้

วิธีดูแลตนเองหลังพบอาการบวมจากการแพ้ฟิลเลอร์ ควรพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการ หากมีอาการแพ้ไม่มากสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาลดการอักเสบ ลดบวม หรือรักษาไปตามอาการ กรณีมีอาการแพ้ที่รุนแรง แพทย์อาจจะแนะนำให้ฉีดสลายฟิลเลอร์ สำหรับการแพ้ในกรณีนี้พบได้น้อยกว่า 5% ของผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์ทั้งหมด

อาการบวมจากการติดเชื้อและอักเสบ

อาการบวมจากการติดเชื้อเป็นผลข้างเคียงที่อันตรายและควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้เร็วที่สุด ลักษณะอาการที่พบจะมีการอักเสบที่รุนแรง เช่น อาการบวมแดง แสบร้อนและปวดมากบริเวณที่ฉีด ผิวหนังเป็นสีแดงจัดหรือสีม่วง บางครั้งอาจบวมและมีหนองอยู่ในแผลที่บวมด้วย

ฉีดฟิลเลอร์อันตรายไหม อาการแพ้ฟิลเลอร์เป็นอย่างไร ?

การฉีดฟิลเลอร์ ปลอดภัยและไม่อันตราย เพราะเป็นการฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด Hyaluronic Acid หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า HA ซึ่งเป็นสารที่เลียนแบบธรรมชาติ เพื่อใช้ทดแทนสารธรรมชาติที่อยู่ใต้ผิวหนัง ผ่านการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องโดย อย. สหรัฐอเมริกา ยุโรปและไทย แต่ต้องเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน ใช้ฟิลเลอร์แท้ และแพทย์มีประสบการณ์ในการใช้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัย สำหรับผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์อาจเกิดขึ้นได้ และหายไปในเวลาไม่นาน ส่วนอาการแพ้ฟิลเลอรมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก 

ผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์

  1. หลังจากการฉีดฟิลเลอร์แล้วพบว่ามีรอยแดง หรือรอยช้ำบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ อาการเหล่านี้สามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์
  2. มีอาการเป็นก้อนแข็ง ๆ บริเวณที่ฉีดอาจจะนวดเบา ๆ บริเวณที่เป็นก้อน ภายใน 2 สัปดาห์จะดีขึ้นเอง
  3. เกิดการเคลื่อนที่ของฟิลเลอร์ออกออกจากตำแหน่งที่ฉีด ไปยังบริเวณข้างเคียงที่ไม่ต้องการ เป็นผลข้างเคียงที่มักเกิดเมื่อมีการฉีดฟิลเลอร์ใกล้ ๆ กับกล้ามเนื้อที่มีการขยับบ่อย ๆ 

อาการแพ้ฟิลเลอร์

  1. อาการเป็นผื่นคัน ผื่นแดง หลังจากฉีดฟิลเลอร์ และพบฟิลเลอร์เป็นก้อน เกิดรอยนูน หรือผิวไม่เรียบบริเวณผิวหนังที่มีฉีดฟิลเลอร์เข้าไป เกิดจากการใช้เทคนิคการฉีดที่ตื้นเกินไป ฉีดฟิลเลอร์ปริมาณมากเกินไป หรือเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีขนาดโมเลกุลไม่เหมาะสม
  2. อาการแพ้ฟิลเลอร์ที่มีลักษณะเป็นผื่น ลมพิษแบบรุนแรง
  3. มีจุดสีดำเล็ก ๆ บริเวณที่ฉีด อาจจะเกิดอาการหลอดเลือดอุดตัน และส่งผลทำให้ตาบอดได้

อาการหลังฉีดฟีลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์ ปกติหลังฉีดฟิลเลอร์จะไม่พบปัญหาหรืออาการที่รุนแรงใดๆสามารถฟื้นตัวได้ภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังฉีด หรืออย่างช้าภายในเวลา 2-3 วันก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ส่วนอาการที่อาจพบได้มีดังนี้

  1. อาการบวมปกติของการฉีดฟิลเลอร์ หลังฉีดในบางรายอาจมีอาการบวมแดงหรือมีอาการบวมแดงเขียวช้ำ หรือมีอาการคันได้ในจุดที่ฉีด โดยอาการต่างๆจะค่อยๆดีขึ้นภายใน 2-3 วัน กรณีมีอาการมากกว่า 3 วัน ควรติดต่อแพทย์หรือคลินิกที่ให้บริการ
  2. อาการบวมที่ผิดปกติ ซึ่งเกิดจากฟิลเลอร์อักเสบ เช่น เป็นก้อนบวมนูนขึ้นมา มีผิวแดง รู้สึกปวดมาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 
  3. อาการหลังฉีดฟิลเลอร์ที่เป็นลักษณะของอาการแทรกซ้อน เช่น 
    • เกิดรอยนูน ขรุขระ เป็นคลื่น ผิวไม่เรียบเนียน สาเหตุเกิดจากแพทย์ที่ทำการฉีดมีความชำนาญไม่มากพอ ฉีดที่ผิวชั้นตื้นเกินไป และเลือกชนิดของฟิลเลอร์ไม่เหมาะสมกับปัญหาหรือจุดที่ฉีด
    • อาการปวดบวม แดง มีตุ่มหรือมีก้อนหนองบริเวณจุดฉีดเป็นลักษณะของการติดเชื้อหลังการฉีดฟิลเลอร์
    • ใบหน้าผิดรูป เนื่องจากฟิลเลอร์ไหลเคลื่อนออกจากตำแหน่งจุดฉีดไปยังบริเวณที่เราไม่ต้องการ

การดูแลหลังฉีดฟีลเลอร์

  1. ในช่วง 2-3 วันแรกหลังฉีดฟิลเลอร์ หลีกเลี่ยงการนอนราบ ควรนอนให้ศีรษะอยู่สูงกว่าหน้าอก ด้วยการใช้หมอนหนุน 2 ใบซ้อนกันและใช้หมอนข้างวางข้างลำตัวทั้งซ้ายและขวา เพื่อป้องกันการกดทับใบหน้า
  2. หลังฉีดฟิลเลอร์ 3 ชั่วโมง สามารถล้างหน้าด้วยสบู่อ่อนๆได้ หลีกเลี่ยงการประคบเย็น กรณีต้องการประคบเย็น ควรประคบเย็นตามคำแนะนำของแพทย์ในบางกรณีเท่านั้น
  3. ควรพักในที่ที่อากาศเย็น หลีกเลี่ยงความร้อนอย่างน้อย 2 วัน เช่น ปรับอุณหภูมิห้องนอนให้อยู่ระหว่าง 18-23 °C
  4. งดการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและงดแต่งหน้าอย่างน้อย 2 วันหลังฉีดฟิลเลอร์
  5. หลีกเลี่ยงการสัมผัส บีบ นวด เกา คลำ คลึง ฯลฯ บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ในช่วง 3 วันแรก
  6. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ และหลีกเลี่ยงการขยับใบหน้า เช่น หัวเราะ หรือพูดจาเสียงดัง ในช่วง 3 วันแรก เนื่องจากจะทำให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดไว้เคลื่อนผิดตำแหน่งได้งดการทำทรีตเมนท์ เลเซอร์ร้อน ที่ลงผิวชั้นลึกทุกชนิดอย่างน้อย 1 เดือนหลังทำ
  7. งดออกกำลังกายหนักๆอย่างน้อย 1 เดือน

สรุป

การฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid หรือ HA และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของคอลลาเจน เพื่อช่วยในการเติมเต็มใบหน้าแก้ปัญหาริ้วรอย ลดรอยหมองคล้ำให้ดูจางลง และการฉีดฟิลเลอร์ยังช่วยแก้ไขโครงสร้างใต้ผิวหนัง ส่งผลให้ใบหน้าบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์เต่งตึงดูมีน้ำมีนวล อีกทั้งเป็นการเติมเส้นใยคอลลาเจนทำให้ ริ้วรอยร่องลึกดูตื้นขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการผ่าตัดและอยากเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์แม้จะเป็นวิธีที่เห็นผลลัพธ์รวดเร็วและชัดเจน แต่อาจมีผลข้างเคียงหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายเกิดขึ้นได้ การเลือกคลินิกที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและมีแพทย์ที่ให้บริการมีความชำนาญ และมีประสบการณ์จะช่วยให้ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์จะเกิดการบวมช้ำน้อยที่สุด 

คำถามน่ารู้แก้ปัญหาคาใจ

1. หลังฉีดฟิลเลอร์สามารถแต่งหน้าได้เลยหรือไม่

  • ควรเลี่ยงการแต่งหน้า 1 วันหลังฉีดฟิลเลอร์เพื่อลดการติดเชื้อ หลังจากนั้นสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ แต่ควรปฏิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

2. ฉีดฟิลเลอร์กี่วันเห็นผล

  • การฉีดฟิลเลอร์โดยแพทย์วิชาชีพ หลังฉีดจะสามารถเห็นการเปลี่ยนได้ทันที และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ช่วง 2-3 สัปดาห์หลังฉีด

3. ฟิลเลอร์ปลอมคืออะไร อันตรายแค่ไหน

  • ฟิลเลอร์ปลอม คือ ฟิลเลอร์ทีไม่ได้มีส่วนผสมจาก Hyaluronic Acid ไม่สามารถสลายตัวได้เองหรือไม่ผ่าน อย. จะมีราคาถูกแต่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • ฟิลเลอร์ปลอมอันตรายมาก หากถูกฉีดเข้าไปในร่างกายก็จะไม่สามารถดูดซึมได้

4. อาการแพ้ฟิลเลอร์คืออะไร อันตรายร้ายแรงหรือไม่

  • อาการแพ้ฟิลเลอร์พบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากการแพ้ส่วนประกอบบางชนิดที่อยู่ในฟิลเลอร์ โดยอาการแพ้มีตั้งแต่ระดับน้อยจนถึงระดับรุนแรง
  • อาการส่วนใหญ่ไม่รุนแรงสามารถรักษาให้หายได้ กรณีอาการแพ้รุนแรง เช่น มีอาการบวมและมีผื่นคันใต้ชั้นผิวหนัง รู้สึกแสบร้อนและเจ็บบริเวณที่บวมมักเกิดขึ้นภายใน 15 นาทีหลังฉีด กรณีฉีดกับแพทย์ที่มีใบอนุญาตจะสามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที

5.หลังฉีดฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน

  • การฉีดฟิลเลอร์อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี โดยขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ฉีดและวิธีการดูแลตัวเอง

หากสนใจการฉีดฟิลเลอร์(Filler) สามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

โบท็อก (Botox) เป็นหัตถการด้านความสวยงาม อย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงอันดับต้นๆของโลก โดยทั่วไปนิยมในบรรดาหมู่ผู้หญิง แต่ในปัจจุบันโลกได้เปิดกว้างขึ้นทำให้การฉีดโบท็อกเข้าถึงได้ง่ายและเป็นที่ยอมรับสำหรับทุกเพศ

โดยในบทความนี้จะมาพูดถึงว่าโบท็อกที่นำมาฉีดเข้าใบหน้าของเรานั้นคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ส่วนใหญ่ผู้คนมักฉีดกันในตำแหน่งไหนบ้าง รวมถึงประเภทของโบท็อกจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

ฉีด B-tox คืออะไร

B-tox คือ ชื่อทางการค้าของสารจากธรรมชาติทางการแพทย์ เรียกว่า “Botulinum Toxin A” เป็นสารสกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) โบท็อกถูกนำมาใช้ในวงการเสริมความงาม เมื่อฉีดไปแล้วจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท มีผลทำให้มัดกล้ามเนื้อทำงานได้ลดลงชั่วคราวและช่วยลดริ้วรอยได้

การฉีด B-tox เป็นศัลยกรรมความงามวิธีหนึ่ง ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นและปรับรูปหน้าให้สวยงาม โดยใช้เวลาไม่นานแต่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้การใช้ B-tox ในปริมาณที่เหมาะสม จึงจะมีความปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ 

โบท็อกซ์ ออกฤทธิ์อย่างไร?

โบท็อกซ์ หรือ โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) เป็นสารสกัดจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ มีความปลอดภัย และได้รับการรับรองมาตรฐานจาก อย หลักการทำงานการฉีดโบท็อกซ์แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็ก ฉีดปริมาณพอเหมาะลงไปที่กล้ามเนื้อ ตัวโบท็อกจะเข้าไปจับที่ปลายประสาท และออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทมาที่กล้ามเนื้อได้ จึงทำให้กล้ามเนื้อขาดการรับรู้การสั่งงานจากเซลล์ประสาท ส่งผลให้ไม่สามารถหดตัวได้ตามปกติ หรือเป็นการทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเป็นอัมพาตชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัวแลดูเล็กลง

ประโยชน์ของการฉีด B-tox

B-tox เป็นโปรตีนหรือสารสกัดจากธรรมชาติ การนำมาใช้ประโยชน์เริ่มจากทางการแพทย์นำมารักษาอาการกล้ามเนื้อคอกระตุก กล้ามเนื้อตากระตุก รวมถึงอาการปวดไมเกรนและตาเหล่ ต่อมาในปี 2002 FDA ของอเมริกา ได้รับรองการใช้นำ B-tox ไปใช้เกี่ยวกับความงาม เช่น การลดริ้วรอยหน้าผากและรอยตีนกา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำ B-tox มาใช้ในเรื่องของผิวพรรณและความสวยงาม 

การฉีด B-tox เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยบนใบหน้าและต้องการลดริ้วรอยต่างๆ เช่น ลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก ลบรอยตีนกา ริ้วรอยรอบดวงตาและปาก
  • ผู้ที่รูปหน้าใหญ่ กรามใหญ่ ต้องการลดขนาดของกรามและปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงดูแลผิวพรรณและป้องกันการเกิดริ้วรอยบริเวณใบหน้าในอนาคต
  • ผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะเหงื่อออกเฉพาะที่และทำให้มีกลิ่นตัว เช่น บริเวณรักแร้

ฉีด B-tox มีประโยชน์อย่างไร

สำหรับประโยชน์ทางด้านความสวยความงาม B-tox คือตัวยาที่สามารถใช้ฉีดได้หลายตำแหน่ง การฉีด B-tox ในแต่ละจุดหรือแต่ละตำแหน่งมีประโยชน์ ดังนี้

1. การฉีด B-tox ช่วยลดริ้วรอย

การเกิดริ้วรอยบนใบหน้า เป็นปัญหาที่ทำให้ใบหน้าแลดูแก่กว่าวัย โดยทั่วไปการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ริ้วรอยที่เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อบนใบหน้า เช่น รอยตีนกา ริ้วหน้าผากและริ้วรอยที่เกิดจากการไม่แสดงสีหน้าก็เห็น เช่น พวกร่องต่างๆร่องใต้ตา ร่องระหว่างคิ้ว ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก การฉีด B-tox ที่ช่วยลดริ้วรอยได้อย่างเห็นผล ได้แก่ ริ้วรอยที่เกิดจากขยับของกล้ามเนื้อบนใบหน้า เช่น รอยตีนกาและริ้วหน้าผาก หลังฉีดB-toxจะเริ่มเห็นผลภายใน 3-7 วัน กลไกการออกฤทธิ์ของโบท็อกจะทำให้กล้ามเนื้อขยับได้น้อยลง ริ้วรอยบนใบหน้าจึงค่อยๆลดลงทำให้มีใบหน้าที่ดูอ่อนวัยขึ้น

2. การฉีด B-tox ช่วยปรับรูปหน้า

การฉีด B-tox ช่วยปรับรูปหน้าให้สมส่วนได้ เพราะ B-tox จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท มีผลให้กล้ามเนื้อทำงานได้ลดลงและมีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ใบหน้าเรียวขึ้น โดยจะเริ่มเห็นผลภายใน 1-2 เดือน การฉีด B-tox เพื่อปรับรูปหน้าแพทย์จะฉีดตรงแนวขากรรไกร หรือบริเวณกราม 

3. การฉีด B-tox ช่วยฟื้นฟูผิว

B-tox คือโปรตีนหรือสารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ กลไกการทำงานคือทันทีที่ฉีด B-tox เข้าสู่บริเวณที่ต้องการ เช่น ต้องการฟื้นฟูผิว แพทย์จะฉีด B-tox ไปที่กล้ามเนื้อและต่อมไขมัน เมื่อฉีด B-tox เข้าไปรูขุมขนจะหดเล็กลง ต่อมไขมันลดขนาดส่งผลให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

ตำแหน่งที่สามารถฉีด B-tox ได้

การฉีด B-tox ผลลัพธ์หลักๆ ได้แก่ ช่วยลดการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า ช่วยปรับรูปหน้าและช่วยฟื้นฟูสภาพผิว B-tox จึงสามารถฉีดได้หลายจุดทั่วใบหน้าหรือบริเวณผิวที่เกิดการพับมีริ้วรอยเล็กๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นริ้วรอยตื้นๆ ซึ่งจุดที่มักพบปัญหาริ้วรอยได้แก่ ระหว่างคิ้ว ใต้ตา หางตา ตีนกา ร่องแก้ม หน้าผาก บริเวณคอ ตำแหน่งที่สามารถฉีด B-tox เพื่อแก้ไขปัญหาความงามมีดังนี้

1. ฉีด B-tox ระหว่างคิ้ว

ตำแหน่งระหว่างคิ้วเป็นบริเวณที่เกิดริ้วรอยได้ง่ายจากการแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นระหว่างคิ้วทำให้ใบหน้าดูมีอายุไม่สดใส หลังการฉีด B-tox กลไกการทำงานจะออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ และยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทบริเวณรอยต่อของเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างคิ้วจึงช่วยให้ริ้วรอยลดเลือนลงได้

2. ฉีด B-tox หน้าผาก

การฉีด B-tox หน้าผากเป็นจุดที่สามารถแก้ปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่น ที่เกิดจากการแสดงอารมณ์หน้าได้อย่างเห็นผล เพราะเมื่อฉีดเข้าไปบริเวณหน้าผากที่มีริ้วรอย B-tox จะออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัว ริ้วรอยจะหายไป ปกติริ้วรอยบริเวณหน้าผากเป็นจุดที่เห็นได้ชัด หลังจากฉีด B-tox แล้วหากขยับหน้าหรือแสดงสีหน้าต่างๆก็ไม่เกิดการพับของผิวลดการเกิดริ้วรอยได้ดีและหลังฉีดใช้เวลา 7-14 วัน จะเริ่มเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเต็มที่

3.ฉีด B-tox ปีกจมูก

การมีปีกจมูกใหญ่ ปีกจมูกบาน นอกจากแก้ไขด้วยการผ่าตัดตกแต่งปีกจมูก เพื่อให้ได้รูปจมูกที่สวยแล้ว คนที่ไม่ต้องการผ่าตัด การฉีด B-tox ปีกจมูกถือเป็นอีกทางเลือกที่สามารถแก้ไขปีกจมูกบานให้ดูสมส่วนมากขึ้นโดยไม่ต้องเจ็บตัวหรือเกิดรอยแผล การฉีด B-tox ปีกจมูกจะไปคลายกล้ามเนื้อส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่สามารถหดตัว และดึงปีกจมูกให้ใหญ่หรือบานขึ้นได้

4.ฉีด B-tox ลดโหนกแก้ม

โหนกแก้มใหญ่ โหนกแก้มสูง เป็นอีกหนึ่งปัญหาบนใบหน้าที่เห็นได้ชัด การฉีด B-tox ตัวยาจะเข้าไปช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้มและปากบนให้มีขนาดเล็กลง สามารถช่วยลดโหนกแก้มให้เด่นน้อยลงได้ หลังฉีด B-tox นอกจากช่วยแก้ปัญหาหรือลดขนาดโหนกแก้มลงแล้ว ยังทำให้รูปหน้าเรียวขึ้นดูมีมิติมากขึ้น

5.ฉีด B-tox หางตา

เมื่ออายุมากขึ้นปัญหาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คือริ้วรอยรอบดวงตาและรอยตีนกา รวมทั้งการมีถุงใต้ตาหรือขอบตามีรอยคล้ำชัดเจน และการเกิดริ้วรอยเหล่านี้ยิ่งทำให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย การฉีด B-tox หางตาจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ริ้วรอยเหี่ยวย่นถูกคลี่ออก ส่งผลให้ริ้วรอยบริเวณใบหน้าและรอบดวงตาลดลงได้ ข้อดีของการฉีด B-tox หางตายังเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เพราะหลังจากฉีดประมาณ 3-7 วัน จะเริ่มรู้สึกว่าริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลงและได้ผลเต็มที่ในเวลา 2 สัปดาห์

6.ฉีด B-tox ลิฟกรอบหน้าเรียว

การฉีด B-tox ลิฟกรอบหน้า คือ การใช้เทคนิคพิเศษด้วยการฉีดสารโบทูลินั่มท็อกซินเฉพาะบริเวณกรอบหน้า โดยการฉีด B-tox ลิฟกรอบหน้าจะฉีดเพื่อคลายกล้ามเนื้อบริเวณส่วนคอ บริเวณกรอบหน้าและใต้คาง เพื่อให้ผิวหน้าเกิดการยกกระชับ ช่วยเพิ่มมิติให้แก่ใบหน้าและหลังฉีดประมาณ 2 สัปดาห์สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน

7.ฉีด B-tox บริเวณอื่นๆ ที่ไม่ใช่ใบหน้า

สำหรับการฉีด B-tox ช่วยลดการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า ช่วยปรับรูปหน้าและช่วยฟื้นฟูสภาพผิว โดยตำแหน่งที่สามารถฉีด B-tox เพื่อลดปัญหาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นการฉีดบริเวณจุดต่างๆบนใบหน้า ซึ่งคุณสมบัติของ B-tox นอกจากการฉีดบริเวณจุดต่างๆบนใบหน้าแล้ว ยังฉีดบริเวณอื่นๆที่ไม่ใช่ใบหน้าได้ด้วย เช่น

  • ฉีด B-tox บริเวณรักแร้เพื่อลดเหงื่อและกลิ่นตัว เป็นการแก้ปัญหาให้กับคนที่มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะคนที่เหงื่อออกมาเฉพาะที่ เช่น บริเวณรักแร้
  • ฉีด B-tox บริเวณน่องเป็นการใช้สาร B-tox ฉีดเข้าไปยังกล้ามเนื้อบริเวณน่อง โดย B-tox จะออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อน่องที่ใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง
  • ฉีด B-tox แขนเป็นการฉีดเพื่อลดกล้ามเนื้อแขน ช่วยแก้ปัญหาต้นแขนใหญ่ กล้ามแขนใหญ่ 

ประเภทของ B-tox ที่ได้รับความนิยม

B-tox และการฉีด B-tox เป็นศัลยกรรมความงามวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยม ช่วยลดริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้ได้สวยงามได้สัดส่วนและยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ที่สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน B-tox ที่นิยมนำมาใช้ในการเสริมความงามมีหลายประเภทและหลายยี่ห้อจากหลากหลายประเทศที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากอย.ไทย มีดังนี้

1. B-tox จากประเทศอเมริกา

B-tox ยี่ห้อ Allergan ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นยี่ห้อที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกและยังมีงานวิจัยรองรับจำนวนมาก ข้อดีของ B-tox ยี่ห้อนี้ คือกระจายตัวแคบทำให้ควบคุมการฉีดได้แม่นยำ ตรงจุด ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ มีฤทธิ์อยู่ได้นานถึง 8 – 12 เดือน แต่ทั้งนี้ราคาอาจจะสูงกว่าโบท็อกกว่ายี่ห้ออื่นๆ 

2. B-tox จากประเทศอังกฤษ

B-tox ยี่ห้อ Dysport ผลิตในประเทศอังกฤษ จุดเด่นของB-tox ยี่ห้อนี้ตัวยามีโมเลกุลเล็กทำให้กระจายตัวได้ดี เหมาะกับการฉีดเพื่อยกกระชับหน้าและใช้ฉีดในบริเวณกว้าง เช่น ฉีดลดเหงื่อ ลดต้นแขน ลดน่อง

3. B-toxจ ากประเทศเยอรมัน

B-tox ยี่ห้อ Xeomin เป็นยี่ห้อที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Allergan และ Dysport จุดเด่นของ B-tox ยี่ห้อนี้คือมีความบริสุทธิ์ 100% ฉีดแล้วดูเป็นธรรมชาติ เหมาะกับการฉีดลดริ้วรอย รวมถึงยกกระชับกรอบหน้าและยังเหมาะสำหรับใช้ในเคสที่มีอาการดื้อยาที่หยุดการฉีดไปแล้ว 2-3 ปี

4. B-tox จากประเทศฮ่องกง

B-tox ยี่ห้อ BTXA ได้รับการยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหลายๆประเทศทั่วโลก ตัวยามีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% จุดเด่นของ B-tox ยี่ห้อนี้สามารถนำมาใช้เพื่อลดริ้วรอย ลดขนาดของกล้ามเนื้อ ทั้งใช้ฉีดลดกล้ามเนื้อกราม เพื่อให้กรอบหน้าดูเรียวสวย ฉีดลดน่อง ลดกล้ามแขนและสามารถฉีดเพื่อลดเหงื่อได้ทั้งบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าและรักแร้ เห็นผลลัพธ์ไวและเป็นธรรมชาติ อยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือน

5.B-tox จากประเทศเกาหลี

  • B-tox เกาหลียี่ห้อ Nabota มีเทคนิคการผลิตที่เฉพาะตัว เป็นโบท็อกยี่ห้อเดียวที่ได้รับรองมาตรฐานจาก อย. อเมริกา และได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ให้ผลลัพธ์เร็วตัวยาออกฤทธิ์ไวสามารถอยู่ได้ได้นานประมาณ 4-6 เดือน
  • B-tox เกาหลียี่ห้อ Hugel เหมาะกับการฉีดเพื่อลดริ้วรอยต่างๆบนใบหน้า เป็น B-tox ที่มีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% การนำมาใช้มีข้อดีคือเห็นผลได้รวดเร็ว แต่อยู่ได้ไม่นาน เมื่อเทียบกับ B-tox เกาหลีตัวอื่นๆ โดยจะอยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือน
  • B-tox เกาหลียี่ห้อ Aestox ตัวยามีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ จุดเด่นของ B-tox ยี่ห้อนี้ เมื่อฉีดอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผลลัพธ์การฉีดครั้งต่อไปอยู่ได้ยาวนานมากขึ้น และปริมาณการฉีดก็ลดน้อยลง 
  • B-tox เกาหลียี่ห้อ Clodew ตัวยามีความบริสุทธิ์ 99.5% ได้รับการรับรองจาก อย. อเมริกาและมีเทคโนโลยีการผลิตเฉพาะ การนำมาใช้ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน

อันตรายที่เกิดจากการฉีด B-tox

B-tox ที่นำมาใช้ในทางการแพทย์และการเสริมความงามนั้นไม่เป็นอันตราย เนื่องจากมีผลงานการวิจัยรับรองและได้รับการรับรองจากอย. ทำให้การฉีด B-tox ไม่เกิดอันตราย หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและอยู่ในความดูแลของแพทย์ แต่ถ้าหากใช้มากเกินไปอาจจะทำให้ใบหน้ามีปัญหาในการแสดงสีหน้า ดูไม่เป็นธรรมชาติ

ผลข้างเคียงจากการฉีด B-tox

  • หลังฉีด B-tox อาจรู้สึกตึงๆเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ปกติและจะหายไปได้เอง 
  • บริเวณที่ฉีดเกิดรอยจ้ำแดงๆ รอยเขียว บวมช้ำ เกิดจากรอยช้ำเข็มสามารถพบได้ทั่วไป
  • เกิดอาการบวมแดง รู้สึกเจ็บในตำแหน่งที่ฉีด เกิดจากการติดเชื้อ สาเหตุมาจากโบท็อกที่ไม่ได้มาตรฐานมีการเก็บรักษาที่ไม่ดีจนมีการปนเปื้อน
  • หนังตาตก มุมปากตกชั่วคราว ยิ้มเบี้ยว เกิดจากการฉีด B-tox ผิดตำแหน่ง หรือตัวยากระจายไปยังกล้ามเนื้อที่ไม่ต้องการ กรณีนี้มักเกิดจากการเลือกคลินิกและหมอกระเป๋าที่ไม่มีคุณภาพ ขาดความชำนาญหรือไม่ได้เป็นแพทย์วิชาชีพ
  • มีอาการแพ้ตัวยา ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย มีไข้ต่ำๆปวดหัวเล็กน้อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือเกิดผื่นคันบริเวณที่ทำการฉีด
  • รู้สึกหน้าแข็งไปทั้งหน้า มีอาการตึงและขยับบังคับกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ได้ดังใจ
  • ลักษณะรูปหน้าไม่สมดุล เช่น ใบหน้าซ้ายขวาไม่เท่ากัน
  • เคี้ยวอาหารได้ลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีความยืดหยุ่น แข็ง หรือมีความเหนียวสูง

ฉีดโบท็อกซ์ ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?

โบท็อก คือโปรตีนชนิดหนึ่ง มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของระบบประสาท หรือเป็นสารที่ไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อแบบชั่วคราว โบท็อกซ์จึงเป็นตัวช่วยที่ดีในการปรับรูปหน้าเรียว และช่วยในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

  1. การฉีดโบท็อกซ์ ช่วยลดขนาดกราม ปรับรูปหน้าให้ดูเรียวเล็กลง
  2. ช่วยในการยกกระชับผิวหน้าและลำคอ บริเวณขอบหน้าส่วนล่าง ผลที่ได้จะทำให้ใบหน้าดูกระชับมากขึ้น ลดความหย่อนคล้อยของบริเวณแก้ม เห็นขอบหน้าชัดขึ้น 
  3. ช่วยให้ผิวบริเวณแก้มและใต้ตามีความกระชับและเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น
  4. การฉีดโบท็อกซ์ เพื่อลดขนาดปีกจมูกให้เล็กลง และเห็นสันแกนจมูกชัดเจนขึ้น
  5. การฉีดโบท็อกซ์ ช่วยลดขนาดน่องให้ขาเรียวยาวสวย
  6. ช่วยลดรอยย่นบริเวณรอบปาก หรือรอยย่นบริเวณคาง ลดปัญหาคางสองชั้น ช่วยปรับรูปคางให้ได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้น
  7. ลดขนาดของปีกจมูก ทำให้เห็นสันแกนจมูกชัดเจนขึ้น
  8. การฉีดโบท็อกซ์ ช่วยลดรอยย่นบริเวณหน้าอก ให้ดูตึง และเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น
  9. ลดขนาดน่องให้ขาเรียวยาวสวย ในรายที่ขนาดขาค่อนข้างใหญ่จากกล้ามเนื้อบริเวณน่อง
  10. ช่วยคลายขนาดกล้ามเนื้อที่หดตัวให้เรียบตึงขึ้น
  11. ช่วยลดการทำงานของต่อมเหงื่อ ทำให้เหงื่อออกน้อยลง
  12. ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลาย
  13. การฉีดโบท็อกซ์ ช่วยระงับกลิ่นกายได้ดี
  14. ช่วยกระชับรูขุมขนและลดการเกิดสิวบนใบหน้า
  15. ช่วยด้านการรักษา ได้แก่ การปวดไมเกรนหรือปวดศีรษะ ภาวะกล้ามเนื้อหลังอักเสบเรื้อรังหรือโรคออฟฟิศซินโดรม

การฉีด B-tox ไม่เหมาะกับใคร

B-tox เป็นโปรตีนหรือสารสกัดจากธรรมชาติ ที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และใช้ด้านศัลยกรรมความงาม เช่น การฉีด B-tox เพื่อช่วยลดการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า ช่วยปรับรูปหน้าและช่วยฟื้นฟูสภาพผิว การใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เป็นโบท็อกที่ได้มาตรฐานได้รับการรับรองจาก อย. และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์จึงปลอดภัย แต่การฉีด B-tox ก็มีข้อจำกัดและไม่เหมาะกับกลุ่มบุคคล ต่อไปนี้

  1. คนที่มีปัญหาเรื่องโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพองและการฉีดยังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  2. คนที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะการฉีด B-tox อาจทำให้อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีความรุนแรงมากขึ้น
  3. คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อในการกลืน
  4. คนที่มีประวัติเคยแพ้ส่วนผสมของโบท็อก 
  5. คนที่มีผิวหนังอักเสบ หรือติดเชื้อในบริเวณที่จะฉีด กรณีนี้อาจฉีดได้และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ก่อนฉีดควรรักษาโรคดังกล่าวให้หายดีก่อน
  6. ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ไม่ควรฉีด B-tox เพื่อป้องกันผลข้างเคียงไปสู่บุตร
  7. ผู้ที่เป็นโรคเลือด เลือดออกแล้วหยุดยาก

ฉีด B-tox อยู่ได้กี่เดือน

ปัจจุบัน B-tox ที่นิยมใช้เกี่ยวกับความสวยความงาม มีหลายยี่ห้อและมาจากหลายประเทศ คุณสมบัติของ B-tox แต่ละยี่ห้อรวมถึงคุณภาพก็จะแตกต่างกันไป และการฉีด B-tox ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ได้อยู่ในร่างกายของคนเราอย่างถาวร แต่จะมีระยะเวลาแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของ B-tox แต่ละชนิด

B-tox หลังฉีดจะอยู่ได้นานกี่เดือน  

การฉีด B-tox โดยอายุการออกฤทธิ์ของ B-tox หลังฉีดจะอยู่ได้นานกี่เดือนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ ดังนี้

1.ยี่ห้อของ B-tox 

ปัจจัยแรกได้แก่ยี่ห้อของ B-tox แม้ B-tox แต่ละยี่ห้องที่ใช้ฉีดเพื่อความงาม จะมีมาตรฐานมีการรับรองจาก อย. หากเลือกชนิดที่มีความบริสุทธิ์สูงจะอยู่ในร่างกายได้นานกว่า โดยปกติแล้ว B-tox จะอยู่ได้นาน 4-8 เดือน หรือมากกว่านั้น

2. ตำแหน่งที่ฉีด 

ตำแหน่งที่ฉีดคือปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่ออายุการฉีด เพราะการฉีด B-tox จะอยู่ได้นานกี่เดือน นอกจากขึ้นอยู่กับยี่ห้อของ B-tox แล้ว ตำแหน่งหรือจุดที่ฉีดก็เป็นปัจจัยสำคัญ เช่น แขน ไหล น่อง จะมีปริมาณเส้นใยกล้ามเนื้อมาก ดังนั้นกล้ามเนื้อจึงกลับมาใช้งานได้เร็ว ระยะเวลาที่ B-tox ออกฤทธิ์จึงสั้นกว่ากล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การฉีดบริเวณกราม หน้าผาก หางตา ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปริมาณ B-tox ที่ใช้ ซึ่งต้องอยู่ในการประเมินโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์

เตรียมตัวอย่างไร ก่อนฉีด B-tox

  1. งดรับประทานยากลุ่มยาแก้ปวด ยาแอสไพริน ยากลุ่มต้านการอักเสบ เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนฉีด B-tox เพื่อป้องกันอาการฟกช้ำหลังฉีด
  2. งดวิตามิน อาหารเสริม และยาที่มีผลที่ทำให้เลือดหยุดไหลยาก เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา น้ำ สารสกัด จากโสม ขิง กระเทียม ใบแปะก๊วย เป็นเวลา 2 สัปดาห์
  3. หลีกเลี่ยงหรืองดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างน้อย 7 วันก่อนการฉีด
  4. ก่อนการฉีด B-tox ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ
  5. ไม่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร

ข้อปฏิบัติในการดูแลตนเองหลังฉีดB-tox

  1. หลังฉีด B-tox ควรขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดทันที และบริหารกล้ามเนื้อเป็นเวลา 30 นาที เพื่อให้โบท็อกกระจายเข้าสู่กล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น
  2. ห้ามประคบเย็น เพราะจะขัดขวางการดูด B-tox เข้าเซลล์ประสาท
  3. หลังฉีด B-tox หลีกเลี่ยงการนอนราบอย่างน้อย 3 ชั่วโมงแรกหลังฉีด เพราะอาจจะทำให้เลือดไหลเวียนมาที่บริเวณใบหน้ามาก และส่งผลให้ B-tox ที่ฉีดกระจายไปบริเวณที่ไม่ต้องการมากขึ้น
  4. หลีกเลี่ยงการนวดหน้า ขัดหน้า หรือ เลเซอร์ใบหน้า หลังการรักษาด้วย B-tox 2 สัปดาห์
  5. หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิดและกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง เช่น อบซาวน่า ออกกำลังกายหนัก ๆ ตากแดด
  6. หลีกเลี่ยงการกดคลึงใบหน้าบริเวณที่ฉีด B-tox หลังการรักษาอย่างน้อย 2 สัปดาห์

สรุป

การฉีด B-tox ถือเป็นการศัลยกรรมความงามรูปแบบหนึ่ง ที่นอกจากช่วยลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น ฟื้นฟูบำรุงผิวพรรณ และปรับรูปหน้าให้สวยงาม หลังฉีดยังสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน มีความปลอดภัยสูง หากใช้ B-tox ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะ B-tox เป็นสารที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาและมีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

คำถามน่ารู้ แก้ปัญหาคาใจ

1.ฉีด B-tox กี่วันเห็นผลและอยู่ได้นานกี่เดือน

  • B-tox ที่มีคุณภาพหลังฉีดจะมีฤทธิ์อยู่ได้นานถึง 8 – 12 เดือน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่ยี่ห้อและตำแหน่งที่ฉีด
  • การฉีดเพื่อลดริ้วรอยจะเห็นผลภายใน 7-14 วัน 
  • การฉีดเพื่อลดกรามจะเห็นผลภายใน 14 -30 วัน
  • การฉีดเพื่อฟื้นฟูผิวจะเห็นผลภายใน 7 – 14 วัน
  • B-tox ลดเหงื่อเช่นบริเวณรักแร้ จะเห็นผลลัพธ์เต็มที่ภายใน 14 วัน

2.หลังฉีด B-tox แต่งหน้าได้หรือไม่

  • สามารถล้างหน้า แต่งหน้า ทาครีมหรือมาสก์หน้าได้ แต่ให้เว้นบริเวณรอยเข็มไว้ 1 คืน หลังจากนั้นแต่งหน้าได้ตามปกติ

3.การฉีดมีโอกาสแพ้ B-tox ได้หรือไม่

  • การฉีด B-tox สำหรับบางคนอาจมีโอกาสแพ้ได้ แต่อาการไม่รุนแรง กินยาแก้แพ้ 2-3 วันก็หายได้

4. ฉีด B-tox แล้ว หน้าแข็ง ยิ้มยาก เกิดจากอะไร

  • การฉีด B-tox แล้วหน้าแข็ง ยิ้มยาก หรือหน้าไม่เท่ากัน เกิดจากการเลือกคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ผู้ให้บริการไม่ได้เป็นแพทย์วิชาชีพที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง หรือ แพทย์ขาดประสบการณ์ฉีดผิดตำแหน่ง ผลลัพธ์ที่ได้จึงดูไม่เป็นธรรมชาติ

5.การฉีด B-tox ต้องพักฟื้นกี่วัน

  • การฉีด B-tox ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น แต่ต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อผลลัพธ์ที่ดี 

หากสนใจการฉีดโบท็อก(B-tox) สามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

“ศัลยกรรมเสริมหน้าอก” ทางหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มความฝันของสาว ๆ หลายคน ที่ไม่พอใจกับขนาดและรูปทรงหน้าอกของตัวเอง เพราะจากสาเหตุต่าง ๆ อย่าง พันธุกรรม ความผิดปกติแต่กำเนิด น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลง หรือผลกระทบหลังการตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ในการทำศัลยกรรมหน้าอก สำคัญคือต้องมีความรู้และเข้าใจประเด็นต่าง ๆ รอบด้านก่อนจะตัดสินใจค่ะ ตั้งแต่การเลือกขนาด รูปทรง และชนิดของซิลิโคน ไปถึงการทราบภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เพื่อการได้หน้าอกใหม่ที่ไม่แค่สวยงาม แต่ต้องปลอดภัย และมั่นใจได้ระยะยาว

เสริมหน้าอก คืออะไร

รีวิวศัลยกรรมหน้าอก-9

เสริมหน้าอก หรือทางการแพทย์เรียกว่า “ศัลยกรรมเสริมเต้านม (Breast Augmentation)” คือการผ่าตัดเพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น ปรับปรุงรูปทรงให้ดูสวย กระชับ และสมส่วนกับรูปร่าง เป็นการแก้จุดบกพร่องของหน้าอกที่มีขนาดเล็กหรือไม่สมมาตร ช่วยเพิ่มความมั่นใจ ความรู้สึกเป็นผู้หญิง และเสริมบุคลิกภาพ

การผ่าตัดเสริมหน้าอกจะทำโดยใส่ถุงซิลิโคนหรือเติมไขมันเข้าในเต้านม มีเทคนิคกับวิธีการหลากหลาย ที่ต้องอาศัยการประเมินและคำปรึกษาจากศัลยแพทย์ตกแต่งเป็นรายบุคคล เพื่อเลือกวิธีการที่เหมาะกับแต่ละคนค่ะ

ทำไมผู้หญิงถึงเลือกเสริมหน้าอก?

การเสริมหน้าอกเป็นการผ่าตัดความงามที่นิยมสูงในหมู่ผู้หญิง เพราะหน้าอกเป็นเสน่ห์และสัญลักษณ์ของความงามตามธรรมชาติของเพศหญิง มีความเชื่อมโยงกับความรู้สึกเป็นผู้หญิง และความมั่นใจ สาว ๆ ไม่น้อยเลยตัดสินใจเสริมหน้าอกด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น

  • ขนาดหน้าอกเล็กกว่าที่ต้องการ ไม่มั่นใจรูปร่างตัวเอง และรู้สึกจำกัดในการเลือกเสื้อผ้า
  • หน้าอกคู่ไม่สมมาตรกัน ไม่เท่ากัน หรือรูปทรงผิดปกติจนสังเกตได้ชัด
  • สูญเสียเนื้อเยื่อเต้านมจากการผ่าตัดมะเร็งเต้านม หรือความผิดปกติอื่น ๆ
  • ต้องการกลับมามีหน้าอกที่กระชับ เต่งตึง หลังหย่อนคล้อยจากการลดน้ำหนักมาก หรือหลังการให้นมบุตร
  • อยากเพิ่มขนาดหน้าอกให้ได้สัดส่วน เติมเต็มทรวงอก เพื่อบุคลิกที่ดูดี มีเสน่ห์ขึ้น
  • ลดความกังวลและอึดอัดใจจากขนาดหน้าอกที่เล็ก รู้สึกดูเป็นเด็ก ขาดเสน่ห์ความเป็นผู้หญิง
  • รู้สึกกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ปรับปรุงจุดบกพร่องของรูปร่าง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความสุขให้ตัวเองมากขึ้น

ประเภทของการเสริมหน้าอก

เสริมหน้าอกสามารถทำได้หลายวิธี แบ่งตามประเภทของวัสดุที่ใช้ผ่าตัดเป็น 3 แบบหลัก ๆ คือ เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน เสริมหน้าอกด้วยไขมันจากตัวเอง และการเสริมหน้าอกแบบผสมผสาน วิธีการเหล่านี้มีข้อดี/ข้อเสีย และความเหมาะสมกับผู้รับบริการที่มีเงื่อนไขต่างกัน แนะนำศึกษารายละเอียดและปรึกษาศัลยแพทย์ เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสุดกับเป้าหมายและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลค่ะ

เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน

เป็นวิธีที่นิยมสุดในการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก เพราะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกับก่อนทำชัดเจน สามารถเพิ่มขนาดหน้าอกได้มากตามต้องการ ปรับรูปทรงได้ละเอียด ซิลิโคนที่ใช้จะเป็นถุงซิลิโคนเกรดการแพทย์ที่มีความปลอดภัยสูง วัสดุไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย

ถุงซิลิโคนมีหลายแบบ เช่น รูปทรงกลม ทรงหยดน้ำ พื้นผิวเรียบหรือผิวทราย โดยศัลยแพทย์จะเลือกใช้ถุงซิลิโคนให้เหมาะกับสรีระ ความต้องการ และเป้าหมายของผู้เข้ารับการผ่าตัดแต่ละราย สามารถจัดวางตำแหน่งได้ทั้งใต้ต่อมน้ำนม ใต้กล้ามเนื้อ หรือกึ่งใต้กล้ามเนื้อ ซึ่งใช้เทคนิคการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อนแตกต่างกันค่ะ

ข้อดีของซิลิโคน คือให้ผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างแน่นอน เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน และหน้าอกดูธรรมชาติใกล้เคียงนมจริง แต่มีข้อจำกัด ในเรื่องการผ่าตัดที่ซับซ้อน การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดที่ค่อนข้างเข้มงวด ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใส่ซิลิโคนระยะยาวที่ต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

    เสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง

    การเสริมหน้าอกด้วยไขมัน เป็นการดูดไขมันส่วนเกินจากบริเวณอื่นของร่างกาย ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ แล้วนำมาฉีดเข้าในเต้านมอีกที เพื่อเพิ่มขนาด ปรับรูปทรง ข้อดีคือได้หน้าอกที่เป็นเนื้อเยื่อของตัวเอง รู้สึกนุ่มธรรมชาติ ไม่ต้องใส่วัสดุแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ผ่าตัดได้แผลเล็ก ไม่เสี่ยงจากภาวะถุงซิลิโคนแตกรั่ว หรือแคปซูลหดรัดตัว

    แต่ขณะเดียวกัน การเสริมด้วยไขมันตัวเองข้อจำกัดจะมากกว่า เพราะต้องมีปริมาณไขมันสะสมในร่างกายมากพอที่จะนำมาฉีดเติมให้ได้ขนาดของหน้าอกใหม่ตามต้องการ ไขมันที่ฉีดไปอาจถูกดูดซึมกลับไปบางส่วน ทำให้ยากในการคาดเดาผลลัพธ์สุดท้าย 100% อีกทั้งเพิ่มขนาดหน้าอกได้ไม่มากเท่าการใส่ถุงซิลิโคน ทั่วไปสามารถเพิ่มขนาดได้ประมาณ 1 คัพ เหมาะกับสาวที่ต้องการปรับหน้าอกให้สวยขึ้น ไม่เน้นที่การเปลี่ยนแปลงขนาดมาก

    เสริมหน้าอกแบบผสมผสาน

    เป็นการนำข้อดีของซิลิโคนและไขมันตัวเองรวมกัน โดยใช้ถุงซิลิโคนเสริมเป็นโครงสร้างหลัก กำหนดขนาดและรูปทรงคร่าว ๆ แล้วใช้การฉีดไขมันตามขอบและด้านข้าง เพื่อเติมเต็มส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ ช่วยปรับรูปทรงและเพิ่มความเป็นธรรมชาติมากขึ้น หน้าอกดูกลมกลืนเคลื่อนไหวสวยงาม ส่วนไขมันที่ฉีดเข้าไปยังช่วยซ่อนขอบของถุงซิลิโคน ไม่ให้ปูดโปนนูนขึ้นมาให้เห็น

    ศัลยกรรมหน้าอกแบบผสมผสาน จะเหมาะกับสาวที่มีบริเวณหน้าอกบาง คลำได้ถึงถุงซิลิโคน มีรอยย่น ก้อนไม่เรียบเนียน หรือมีรูปทรงทรวงอกผิดปกติที่ต้องอาศัยการปรับแต่งมากขึ้น ข้อดีคือให้ผลลัพธ์ดูกลมกลืนเป็นธรรมชาติที่สุด แต่มีข้อเสียเรื่องค่าใช้จ่ายที่มากกว่า การฟื้นตัวนานกว่า รวมถึงความเสี่ยงของทั้งไขมันและซิลิโคนค่ะ

    ขั้นตอนการเสริมหน้าอก

    กระบวนการศัลยกรรมเสริมหน้าอก ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญหลายอย่างที่ต้องเตรียมและดำเนินอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่หาข้อมูล เลือกศัลยแพทย์ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ไปถึงการผ่าตัดจริงและการพักฟื้น ดังนี้

    การเตรียมตัวก่อนเสริมหน้าอก

    ก่อนผ่าตัดเสริมหน้าอก สำคัญคือผู้รับบริการต้องมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมสำหรับการมีหน้าอกใหม่ เริ่มตั้งแต่การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินโครงสร้างหน้าอก สภาพผิวหนัง กล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่น กำหนดขนาด ตำแหน่ง และเลือกประเภทซิลิโคนหรือวิธีการเสริมที่เหมาะสม รวมถึงเข้าใจขั้นตอน ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อน และระยะเวลาพักฟื้นค่ะ

    การเตรียมสุขภาพทั่วไปก่อนวันผ่าตัดเสริมหน้าอก

    • ตรวจสุขภาพ เจาะเลือด เอกซเรย์ปอด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อคัดกรองความพร้อมในการดมยาสลบ
    • งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อป้องกันการสำลักเข้าปอดขณะดมยาสลบ
    • หยุดยาละลายลิ่มเลือด วิตามิน หรืออาหารเสริมบางชนิด เพื่อลดความเสี่ยงภาวะเลือดออกผิดปกติ
    • งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการหายของแผล
    • กรณีมีประจำเดือน ควรเลื่อนวันผ่าตัดออกไป เพราะจะมีเลือดออกมากกว่าปกติ
    • วางแผนเดินทางมาสถานพยาบาล เตรียมเสื้อผ้าหลวม ๆ ให้พร้อม และมีญาติหรือเพื่อนมาดูแลอย่างน้อย 2-3 วันแรก

    กระบวนการผ่าตัดเสริมหน้าอก

    เมื่อถึงวันผ่าตัดจริง ผู้ป่วยต้องมาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลานัด จะมีพยาบาลมาเตรียมตัว เช็คชื่อ วัดสัญญาณชีพ และให้ยาระงับประสาทก่อนนำเข้าห้องผ่าตัดปลอดเชื้อค่ะ ทีมวิสัญญีจะให้ยาชาเฉพาะที่และยาสลบ เมื่อผู้ป่วยหลับลึกแล้ว ศัลยแพทย์จะเริ่มผ่าตัดตามขั้นตอน คือ

    1. กรีดแผลเปิดผิวหนัง ขนาดประมาณ 3-5 ซม. ตามตำแหน่งที่กำหนด อาจเป็นใต้ราวนม ใต้รักแร้ หรือรอบหัวนม
    2. สอดใส่ถุงซิลิโคนเข้าในช่องว่างที่เตรียมไว้ โดยจะวางไว้ใต้ต่อมน้ำนม เหนือหรือใต้กล้ามเนื้อหน้าอก
    3. ปรับขนาด ความสมมาตร และรูปทรงของถุงซิลิโคนให้ได้ตามต้องการ อาจใช้ตัวช่วยกางหรือพยุงถุงให้อยู่ในตำแหน่ง
    4. เย็บปิดผิวหนังและแผลผ่าตัด ประคบเย็นและพันผ้าก๊อซเพื่อกระชับหน้าอกชั่วคราว

    ทั่วไปผ่าตัดใช้เวลา 1-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับประเภทการผ่าตัด ความยากง่าย และทักษะความชำนาญของศัลยแพทย์ จากนั้นถึงนำผู้ป่วยไปพักฟื้นที่ห้องหลังผ่าตัดจนกว่าจะรู้สึกตัว สัญญาณชีพปกติ ค่อยย้ายไปห้องพักฟื้นปกติ ส่วนใหญ่จะต้องค้างคืนที่สถานพยาบาลอย่างน้อย 1 คืน ภายใต้การสังเกตอาการและให้ยาแก้ปวดอย่างใกล้ชิด

    การดูแลหลังเสริมหน้าอก

    หลังผ่าตัดเสริมหน้าอก 2-3 วันแรก เป็นช่วงสำคัญที่ต้องพักฟื้น ปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวัง ตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยให้แผลหายเร็ว ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มีข้อควรปฏิบัติเบื้องต้น เช่น

    • สวมเสื้อซับในพยุงหน้าอก (Support Bra) ตลอดเวลา เพื่อประคองหน้าอกให้อยู่ในตำแหน่ง ลดอาการบวมและอักเสบ
    • งดยกของหนักเกิน 3-5 กิโลกรัม เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงหรือยกแขนสูงเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์
    • หลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นฃ
    • หมั่นทำแผลให้สะอาดและแห้งเสมอ โดยใช้ยาและวิธีการตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
    • กลับมาตรวจตามนัดเพื่อติดตามผลและรักษาต่อเนื่อง ปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการปวด บวม แดง หรือมีไข้สูง

    หลัง 1-2 เดือนแรก เมื่อแผลหายดีแล้ว ศัลยแพทย์จะแนะนำวิธีการนวดคลึงหน้าอก สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ถุงซิลิโคนเข้าที่ ไม่เกิดแคปซูลหดรัด หน้าอกไม่แข็งผิดรูปหรือปวดเจ็บในระยะยาว การนวดคลึงแนะนำทำต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน หรือกว่าจะมั่นใจว่าหน้าอกนิ่มและมีรูปทรงสวยคงที่แล้วค่ะ

    การเลือกซิลิโคนเสริมหน้าอก

    การผ่าตัดเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน เริ่มที่การเลือกถุงซิลิโคนให้เหมาะกับสรีระ รสนิยม และความคาดหวังของแต่ละบุคคลค่ะ เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ต้องพิจารณารอบด้าน โดยศัลยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคล

    ประเภทของซิลิโคน

    ซิลิโคนเสริมหน้าอก ปัจจุบันที่นิยม จะแบ่งตามสารที่บรรจุภายในเป็น 2 ประเภทหลัก

    • ซิลิโคนเจล (Silicone Gel) เป็นสารเจลซิลิโคนที่ยืดหยุ่น คงรูป มีความหนาแน่นใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อจริง ให้สัมผัสที่นุ่มธรรมชาติ เคลื่อนไหวได้ลื่นไหล ไม่มีเสียงน้ำในถุง แต่น้ำหนักมากกว่าซิลิโคนน้ำเกลือ
    • ซิลิโคนน้ำเกลือ (Silicone Saline) เป็นถุงซิลิโคนเปล่า เมื่อวางได้ตำแหน่งแล้วจะฉีดน้ำเกลือเข้าไปจนได้ขนาดตามต้องการ ข้อดีคือสามารถปรับขนาดได้ภายหลัง และกรณีเกิดการรั่วซึมสารที่ออกมาจะเป็นน้ำเกลือ ไม่อันตรายต่อร่างกาย ข้อเสียคือให้สัมผัสที่กระด้างกว่าเจลซิลิโคน และอาจมีเสียงน้ำในถุงเวลาขยับตัว

    รูปทรงของซิลิโคน

    นอกจากเนื้อสารภายใน ซิลิโคนเสริมหน้าอกยังแตกต่างกันตามรูปทรงภายนอกอีก 3 แบบ ที่ให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน คือ

    • ทรงกลม (Round) ลักษณะเป็นครึ่งวงกลมทั้งสองด้าน ขอบโค้งมนเท่ากันหมด เหมาะสำหรับคนที่ต้องการอกอิ่ม เต่งตึง ดูเด้งและเป็นธรรมชาติ (ถ้าไม่เสริมใหญ่เกินพอดี) อกจะดูกลมได้รูปกว่าทรงหยดน้ำ
    • ทรงหยดน้ำ (Teardrop) หรือที่เรียกว่า “ทรงอนาทอมิคอล (Anatomical)” มีลักษณะเป็นรูปหยดน้ำ ด้านบนแบนกว่าด้านล่าง และป่องสูงบริเวณหัวนม ตำแหน่งนูนจะอยู่ต่ำกว่าทรงกลม ทำให้ได้ทรวงอกที่ธรรมชาติและมีมิติที่สุด ข้อเสียคือผ่าตัดยากกว่า ใช้เวลานานกว่า ความเสี่ยงสูงกว่า และมีโอกาสที่ถุงจะหมุนตัว ไม่เข้าที่ภายหลังได้
    • ทรงกึ่งกลม (Semi-round) รูปทรงระหว่างทรงกลมกับหยดน้ำ คือจะออกทรงกลมแต่ด้านล่างจะหนากว่าด้านบนเล็กน้อย ให้ลุคที่ธรรมชาติระดับกลาง ๆ มีความเสี่ยงต่ำ และนิยมมากสุดในปัจจุบัน เพราะได้จุดเด่นของทั้งสองแบบเลยค่ะ

    ขนาดของซิลิโคน

    ขนาดของซิลิโคนจะบอกปริมาตรเป็น “ ซีซี (cc) ” เริ่มตั้งแต่ 150-800 ซีซี สามารถเทียบเป็นคัพไซส์ได้คร่าว ๆ ตามนี้

    • เพิ่มประมาณ 1 คัพ ใช้ซิลิโคนขนาด 200-300 ซีซี
    • เพิ่มประมาณ 2 คัพ ใช้ซิลิโคนขนาด 300-400 ซีซี
    • เพิ่มประมาณ 3 คัพ ใช้ซิลิโคนขนาด 400-500 ซีซี

    การเลือกขนาดซิลิโคนจะต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ทั้งขนาดรอบอก ความกว้างของหน้าอก ระยะห่างระหว่างหัวนม ความยืดหยุ่นของผิวหนัง และปริมาณไขมันเดิม เพื่อให้ได้ขนาดที่ไม่ใหญ่หรือเล็กเกิน ดูกลมกลืนกับโครงสร้างทรวงอก และไม่เป็นภาระของร่างกายจนเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาค่ะ

    ผิวสัมผัสของซิลิโคน

    • ผิวเรียบ (Smooth) ถุงซิลิโคนสามารถเคลื่อนไหวได้อิสระ และให้สัมผัสที่นุ่ม หน้าอกดูเป็นธรรมชาติ เป็นทางเลือกนิยมของคนส่วนใหญ่ ข้อเสียคือเสี่ยงต่อการเกิดแคปซูลหดรัดมากกว่า จำเป็นต้องบีบนวดสม่ำเสมอเพื่อคลายการยึดติด
    • ผิวทราย (Textured) ช่วยเพิ่มแรงยึดระหว่างตัวถุงกับกล้ามเนื้อหน้าอก ป้องกันการเคลื่อนหมุนของถุงซิลิโคนทรงหยดน้ำ ลดการเกิดแคปซูลหดรัดได้ดีกว่าแบบเรียบ แต่อาจมีรอยย่นหรือสัมผัสไม่เรียบเนียนเท่า และมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง (ALCL) ที่สัมพันธ์กับพื้นผิวขรุขระโดยเฉพาะรุ่นเก่าบางชนิด
    • ผิวนาโน (Nano-textured) หรือ ไมโครเท็กซ์เจอร์ ที่ผสานข้อดีของผิวเรียบและผิวทรายเข้าด้วยกัน มีสัมผัสที่นุ่มเนียนใกล้เคียงแบบเรียบ แต่ช่วยลดการเกิดแคปซูลได้ดีเหมือนแบบทราย และไม่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

    เทคนิควางซิลิโคนเสริมหน้าอก

    เทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกยกกระชับแบบต่างๆ

    หลังเลือกถุงซิลิโคนเสริมหน้าอก ต่อไปคือการกำหนดแผนการผ่าตัด จุดสำคัญอยู่ที่เทคนิคการวางตำแหน่งของถุงซิลิโคน เพราะมีผลโดยตรงต่อความธรรมชาติ ความคงทนถาวร การเกิดภาวะแทรกซ้อน รวมถึงความยากง่ายและระยะเวลาการฟื้นตัว

    ปัจจุบัน สามารถวางถุงซิลิโคนได้หลายระดับชั้น ทั้งเหนือกล้ามเนื้อ ใต้กล้ามเนื้อ และระนาบผสมผสาน การเลือกเทคนิคไหนในการวางถุงซิลิโคน จะต้องผ่านการประเมินโดยศัลยแพทย์จากโครงสร้างร่างกายและสภาพเต้านมของผู้รับการผ่าตัดเป็นรายบุคคลค่ะ

    1. วางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ (Subglandular)

    การวางถุงซิลิโคนไว้ใต้ต่อมน้ำนม แต่อยู่เหนือกล้ามเนื้อหน้าอก (Pectoralis muscle) เป็นเทคนิคดั้งเดิมสำหรับผู้ที่หน้าอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีเนื้อเยื่อหนาและหย่อนคล้อยระดับหนึ่ง แต่กล้ามหน้าอกบางหรือไม่ค่อยออกกำลังกาย

    ข้อดีคือหมอสามารถเข้าถึงบริเวณผ่าตัดได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน แผลหายไว และหน้าอกจะเคลื่อนไหวได้อิสระ เพราะไม่ไปรบกวนการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหน้าอก แต่ข้อจำกัดคือ ถ้าชั้นผิวหนังและไขมันบางเกินจะทำให้คลำได้ถึงขอบถุงซิลิโคน มองเห็นรอยคลื่นไหวหรือย่นของพื้นผิวถุงง่าย และเสี่ยงต่อภาวะแคปซูลหดรัดมากกว่าเทคนิคแบบอื่นค่ะ

    2. วางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ (Submuscular)

    ทางกลับกัน การเลือกวางถุงซิลิโคนไว้ด้านหลังของกล้ามเนื้อหน้าอก ตำแหน่งนี้จะให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติกว่า เพราะมีชั้นกล้ามเนื้อช่วยซ่อนรอยต่อและขอบของถุงซิลิโคนไว้ ผิวเต้านมด้านหน้าจะเรียบเนียน ไม่เป็นคลื่นหรือปูด และเสี่ยงต่อการเกิดแคปซูลหดรัดน้อยกว่าด้วย

    เทคนิคนี้เหมาะกับสาวที่หน้าอกค่อนข้างแบน ไขมันน้อย หรือผิวหนังบาง ไม่สามารถวางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อได้ค่ะ แต่ข้อจำกัดคือ การผ่าตัดจะทำได้ยากกว่า ต้องกรีดแผลกว้างขึ้น เจ็บและบวมมากกว่า ฟื้นตัวช้า ซึ่งในช่วงแรกเต้านมจะดูผิดรูปจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ต้องใช้เวลา 2-3 เดือนถึงผลลัพธ์จะเข้าที่ และเสี่ยงต่อการเลื่อนหลุดของถุงซิลิโคนสูงกว่าการวางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ

    3. วางซิลิโคนแบบ Dual Plane

    การวางซิลิโคนแบบ Dual Plane เป็นวิธีที่ผสานข้อดีของสองเทคนิคก่อนหน้าเข้าด้วยกัน โดยแบ่งวางถุงซิลิโคนเป็น 2 ระนาบ คือ ส่วนบนจะอยู่ใต้กล้ามเนื้อ ส่วนล่างจะอยู่เหนือกล้ามเนื้อ ทำให้ครึ่งบนของเต้านมดูธรรมชาติ ขอบไม่ชัด ส่วนครึ่งล่างจะออกมานูนอิ่มเต็มทรง แก้ปัญหาเต้านมห่างหรือหย่อนคล้อยได้ดี

    ข้อดีคือช่วยลดความเสี่ยงของแคปซูลหดรัด ได้รูปทรงที่สวยกว่าการวางใต้กล้ามอย่างเดียว และไม่ต้องรอให้ผลลัพธ์เข้าที่นานแบบวางใต้กล้ามค่ะ มีข้อจำกัดคือ ความยุ่งยากในการผ่าตัด ศัลยแพทย์ต้องมีความชำนาญเฉพาะทางสูง เสี่ยงต่อการเกิดเลือดคั่ง และอาจเกิดอาการแทรกซ้อนอย่าง น้ำเหลืองคั่ง หรือหัวนมบวมช้ำ ได้มากกว่า

    ตำแหน่งแผลผ่าตัดเสริมหน้าอก

    การผ่าตัดเสริมหน้าอก สามารถเลือกตำแหน่งรอยแผลกรีดบนผิวหนังได้ ตามความเหมาะสมกับสรีระและความต้องการแต่ละคน แต่ความเป็นจริง ตำแหน่งแผลผ่าตัดจะถูกจำกัดด้วยปัจจัยทางกายวิภาคหลายอย่าง รวมถึงชนิดและขนาดถุงซิลิโคนที่ใช้

    แผลผ่าตัดที่ดีควรมีขนาดเล็กสุดเท่าที่ทำได้ แต่ก็ต้องกว้างพอให้ศัลยแพทย์สามารถจะสอดใส่ถุงซิลิโคนเข้าไปได้ปลอดภัย ไม่ฉีกขาดหรือช้ำเกิน อยู่ในตำแหน่งที่ปิดได้สนิท และไม่กระทบต่อเนื้อเยื่อสำคัญ รวมถึงสามารถซ่อนได้มิดชิดเมื่อแผลหายสนิทค่ะ

    แผลใต้ราวนม (Inframammary crease)

    ตำแหน่งแผลใต้ราวนมเป็นที่นิยมสูงปัจจุบัน เพราะเข้าถึงตำแหน่งผ่าตัดได้ง่าย ปลอดภัย สามารถสอดใส่ถุงเข้าจัดวางได้แม่นยำ ได้รูปทรงสมมาตรเท่ากันทั้งสองข้าง การผ่าตัดทำได้เร็ว เสียเลือดน้อย ฟื้นตัวไว และซ่อนแผลในร่องใต้ฐานราวนมได้เนียนสนิท แถมใช้เป็นทางผ่าตัดสำหรับแก้ไขหรือเปลี่ยนถุงซิลิโคนในอนาคตได้ด้วย

    ข้อจำกัดคือ กรณีที่ราวนมอยู่สูงติดกับถุงซิลิโคน จะทำให้ถุงดันออกมาเป็นขอบนูนได้ และถ้ามีแผลเป็นนูนขึ้น ก็อาจมองเห็นได้เวลาสวมบิกินีหรือชุดล่างอกต่ำค่ะ

    แผลรอบปานนม (Periareolar)

    การกรีดรอบขอบหัวนมที่ต่อกับผิวอ่อนบริเวณปานนม แผลจะเล็กและกลืนไปกับผิวคล้ำได้ดี ทำแล้วแผลเรียบเนียนแทบไม่เห็นว่าเคยผ่าตัด เหมาะกับสาวผิวสองสีที่หัวนมใหญ่ สีเข้ม และมีราวนมกว้างพอจะซ่อนรอยแผลได้หมด มีข้อจำกัดคือ ต้องกรีดรอบหัวนม 1 ใน 3 ถึงครึ่งวง อาจทำให้เกิดแผลแยก หัวนมบวม ชา หรือผิดรูปไป รวมถึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากท่อน้ำนมที่เปิดออกขณะผ่าตัด ยุ่งยากในการดูแลแผลมากกว่าแบบอื่น

    แผลใต้รักแร้ (Axillary)

    แผลบริเวณใต้วงแขนด้านในติดลำตัว เป็นตำแหน่งที่ซ่อนรอยแผลได้มิดชิดสุดเพราะไกลจากเต้านม ไม่ว่าแผลเป็นจะหนาหรือนูน ก็ไม่มีทางเห็นได้จากภายนอก เหมาะกับสาวที่เป็นแผลเป็นง่าย มีปัญหาสีผิว หรือต้องการความเป็นส่วนตัวสูง

    ข้อจำกัดคือ เป็นวิธีที่ทำได้ยาก ต้องอาศัยอุปกรณ์พิเศษ ใช้เวลานาน ทำให้เจ็บและบวมมาก ไม่สามารถใส่ถุงซิลิโคนขนาดใหญ่ได้เพราะรูแผลจำกัด และอาจวางตำแหน่งถุงได้ไม่แม่นยำเท่าแผลใต้ราวนม ส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์ไม่ค่อยจะดูดี ปัจจุบันไม่นิยมค่ะ

    ผลข้างเคียงและความเสี่ยง การเสริมหน้าอก

    ศัลยกรรมเสริมหน้าอกมีความปลอดภัยสูง หากทำโดยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญและใช้อุปกรณ์มาตรฐาน แต่เหมือนกับทุกการผ่าตัดใหญ่ ก็ยังมีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนได้ ทั้งแบบเกิดทันทีหลังผ่าตัด หรือค่อย ๆ แสดงอาการระยะยาวค่ะ

    ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หลังเสริมหน้าอก

    ภาวะแทรกซ้อนระยะสั้น

    (1-2 สัปดาห์หลังผ่าตัด)

    • อาการบวม เจ็บ และรอยช้ำ บริเวณเต้านมและรอบ ๆ แผลผ่าตัด
    • แผลผ่าตัดมีเลือดหรือน้ำเหลืองซึม แผลแยก หรือหลุดจากกัน
    • หัวนมมีอาการชา เสียวซ่า หรือสูญเสียความรู้สึก
    • เกิดจุดจ้ำเลือด หรือเส้นเลือดขอดใต้ผิวบริเวณหน้าอก
    • มีไข้ หนาวสั่น และอาการของภาวะติดเชื้อ
    • อาการแพ้ หรือแทรกซ้อนจากยาระงับความรู้สึก/ยาชา

    ภาวะแทรกซ้อนระยะกลาง

    (1-3 เดือนหลังผ่าตัด)

    • เต้านมอักเสบ ติดเชื้อ มีหนอง ต้องรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
    • เกิดพังผืดหดรัดรอบถุงซิลิโคน ทำให้เต้านมแข็งและเจ็บ ระยะนี้อาจคลายเองได้ด้วยการนวด
    • แผลเป็นนูน (คีลอยด์) หรือสีผิดปกติบริเวณรอยแผลเป็น
    • ผิวหน้าอกบางลง ขาดความยืดหยุ่น เหี่ยวย่น หรือเกิดรอยแตกลาย
    • ถุงซิลิโคนเกิดการเคลื่อน เบนตำแหน่งไปจากเดิมเล็กน้อย

    ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว

    (มากกว่า 3 เดือนขึ้น)

    • เกิดแคปซูลาร์คอนแทรคเจอร์ (Capsular contracture) ภาวะที่ร่างกายสร้างถุงหุ้มล้อมรอบซิลิโคนหนาตัวขึ้น บีบรัดทำให้เต้านมผิดรูป กดเจ็บ และแข็ง รักษาได้โดยการผ่าตัดแก้ไข
    • ถุงซิลิโคนมีการเคลื่อน หมุนตัว บิดเบี้ยว จนทำให้เต้านมเสียรูปทรง
    • ขอบหรือรอยย่นของถุงซิลิโคนปรากฎให้เห็นผ่านผิวที่บางลง
    • ถุงซิลิโคนฉีกขาดหรือรั่วซึม ต้องผ่าตัดนำซิลิโคนเก่าออกและใส่อันใหม่
    • เต้านมเกิดภาวะหย่อนคล้อยตามวัย ไม่กระชับ หรือไม่เท่ากัน ต้องเข้ารับการแก้ไขเพิ่มเติม

    อาการหลังเสริมหน้าอกที่ต้องรีบพบแพทย์

    หลังทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร็วค่ะ

    • ไข้สูง หนาวสั่น
    • บริเวณแผลมีการบวม แดง ร้อน ปวดมาก มีหนองไหล อาจติดเชื้ออักเสบรุนแรง
    • เกิดก้อนแข็งเจ็บใต้ผิวหน้าอก
    • เต้านมข้างใดข้างหนึ่งอักเสบ เจ็บ บวมแดงกว่าอีกข้าง
    • หลังผ่าตัด 5-7 วัน รู้เจ็บหน้าอกมากและไม่ดีขึ้นเลย
    • หน้าอกมีรอยบุ๋ม ยุบ หรือมีก้อน คล้ายถุงแตกหรือรั่ว
    • แผลผ่าตัดมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลออกมากผิดปกติ
    • หน้าอกแข็ง ผิดรูปไปจากเดิมมาก

    ข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจเสริมหน้าอก

    การศัลยกรรมเสริมหน้าอก เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีความเสี่ยงและมีผลกระทบต่อร่างกายระยะยาว การตัดสินใจจะเข้ารับการผ่าตัด แนะนำไม่ควรใช้อารมณ์ชั่ววูบ แต่ต้องมีการหาข้อมูล และวางแผนมาอย่างดี โดยคำนึงถึงเรื่องหลัก ๆ ตามนี้

    เลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรักษา

    หัวใจสำคัญการเสริมหน้าอก อยู่ที่การเลือกศัลยแพทย์ที่มีความรู้และชำนาญค่ะ เพราะแพทย์จะเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำทางเลือกที่เหมาะสม วางแผน และลงมือผ่าตัดอย่างปลอดภัย รวมถึงดูแลเมื่อเกิดปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนใด ๆ สิ่งที่ต้องดูเพื่อเลือกแพทย์ คือ

    • เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่ได้รับวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติเฉพาะทางเสริมความงาม
    • มีประสบการณ์การผ่าตัดเสริมหน้าอก (มากกว่า 5-10 ปี)
    • เชี่ยวชาญในเทคนิคการผ่าตัดแบบที่เราต้องการ มีเคสรีวิวจริงให้ดู
    • ให้บริการในสถานพยาบาลได้มาตรฐาน มีเครื่องมือทันสมัย ทีมงานพร้อม
    • ใส่ใจ เต็มใจให้ข้อมูล ตอบคำถาม และให้คำปรึกษาอย่างละเอียด
    • สามารถอธิบายขั้นตอน ผลลัพธ์คาดหวัง และภาวะแทรกซ้อนได้ชัดเจน
    • บุคลิกเป็นมิตร น่าเชื่อถือ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

    ความปลอดภัยในการผ่าตัด

    ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเสริมหน้าอก สามารถป้องกันและลดทอนลงได้ หากได้รับการดูแลที่มาตรฐาน ทั้งในเรื่องของ

    สถานที่ผ่าตัด

    เป็นโรงพยาบาลหรือคลินิกศัลยกรรมตกแต่ง ที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย มีการควบคุมคุณภาพเข้มงวด

    ห้องผ่าตัด

    สะอาดปลอดเชื้อ อุปกรณ์ครบ ระบบไฟสำรองพร้อม อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

    เครื่องมือ และ

    อุปกรณ์การแพทย์

    ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ผ่านการรับรองจาก อย. ทันสมัย ครบถ้วน และจำนวนเพียงพอ

    ยา เวชภัณฑ์

    เป็นยาขึ้นทะเบียนถูกต้อง เก็บรักษาเหมาะสม ไม่หมดอายุ

    บุคลากรทางการแพทย์

    มีศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาลเฉพาะทาง ที่ผ่านการฝึกอบรมและได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

    การดูแลก่อนและหลังผ่าตัด

    ประเมินความพร้อมผู้ป่วย คัดกรองความเสี่ยง ให้คำแนะนำ และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

    การสื่อสารและให้ข้อมูล

    มีเอกสารยินยอมทำการรักษา (Informed Consent) อธิบายกระบวนการและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด

     

    คำถามที่พบบ่อย เสริมหน้าอก

    การเสริมหน้าอกส่งผลต่อการให้นมบุตรหรือไม่?

    ไม่ส่งผลค่ะ เพราะถุงซิลิโคนและช่องที่ทำการผ่าตัด จะอยู่ด้านหลังต่อมสร้างน้ำนมและท่อน้ำนม ไม่ขวางการไหลเวียนของน้ำนม เว้นแค่แผลผ่าตัดรอบปานนม ที่ต้องระวังเรื่องความสะอาดกับการติดเชื้อในช่วงให้นมบุตรเท่านั้น

    ซิลิโคนเสริมหน้าอก อายุใช้งานนานแค่ไหน? ต้องเปลี่ยนเมื่อไร

    ซิลิโคนเสริมหน้าอกที่ใช้ปัจจุบัน สามารถอยู่ในร่างกายได้ตลอดอายุขัยค่ะ (Lifetime Device) ไม่มีกำหนดอายุใช้งานแน่นอน ไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนเป็นประจำ แต่แนะนำให้ตรวจหน้าอกกับแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง หากพบความผิดปกติ เช่น ซิลิโคนแตกรั่ว อาการแคปซูล หรือหน้าอกไม่เท่ากัน จะได้วางแผนแก้ไขต่อไป

    เสริมหน้าอกจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?

    ปัจจุบันไม่มีการศึกษาทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า การฝังถุงซิลิโคนในเต้านมจะส่งผลให้เกิดมะเร็งเต้านมมากขึ้น เพราะซิลิโคนเองก็เป็นวัสดุที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง และได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) แล้วค่ะ

    หลังเสริมหน้าอก สามารถตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้ตามปกติไหม?

    ทำได้เหมือนเดิมค่ะ แค่ต้องแจ้งให้หมอกับเจ้าหน้าที่ทราบก่อนว่าเสริมหน้าอกมา เพื่อเลือกวิธีและเทคนิคการตรวจได้เหมาะสม เพราะจะมีวิธีการเฉพาะให้มองเห็นเนื้อเยื่อเต้านมได้ชัด ไม่มีถุงซิลิโคนมาบัง

    เสริมหน้าอกแล้ว ออกกำลังกายได้ตามปกติไหม?

    หลังผ่าตัดเสริมหน้าอก 6-8 สัปดาห์ และแผลหายดีแล้ว สามารถออกกำลังกายได้ค่ะ แต่แนะนำเริ่มจากออกกำลังกายแบบไม่กระแทกหรือใช้แรงมาก เช่น การเดิน ว่ายน้ำ หรือถีบจักรยานอัตราเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักกับความเข้มข้นการออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไป

    กรณีรู้สึกเจ็บ ปวด หรือไม่สบายผิดปกติ ควรลดระดับการออกกำลังกายหรือหยุดพัก และปรึกษาแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น สำหรับผู้เล่นกีฬาอย่าง วิ่ง หรือเทนนิส ไม่แนะนำให้เล่นจนกว่าจะครบ 3 เดือนหลังผ่าตัด ส่วนกีฬาปะทะ เช่น บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ฟุตบอล ควรเว้นไว้ให้แผลหายสนิทดี 4-6 เดือน และระหว่างนี้ควรใส่เสื้อกีฬาชนิดซัพพอร์ตหน้าอก (Sports Bra) ที่มีฟองน้ำหรือวัสดุกันกระแทกเสริมด้านหน้าค่ะ

    ถุงซิลิโคนสามารถแตกหรือรั่ว ระหว่างเดินทางบนเครื่องบินได้ไหม?

    การเดินทางด้วยเครื่องบินไม่ส่งผลให้ถุงซิลิโคนแตกหรือรั่วง่ายขึ้น ทั่วไปสามารถทนแรงกดภายนอกได้มากถึง 25-30 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เทียบเท่ากับแรงกดใต้น้ำระดับความลึก 100 ฟุต แต่แนะนำควรปรึกษาแพทย์ผู้ผ่าตัดก่อนการเดินทางทุกครั้ง เพื่อความสบายใจค่ะ

    ไม่พอใจผลลัพธ์หลังผ่าตัดเสริมหน้าอก แก้ไขอย่างไรได้?

    หากรู้สึกไม่พอใจรูปทรงหรือขนาดหน้าอกหลังผ่าตัด อันดับแรกคือปรึกษาศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดค่ะ เพราะหากพบข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นระหว่างผ่าตัด ศัลยแพทย์จะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบและแก้ไขให้กว่าจะเป็นที่พอใจ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม

    แต่บางกรณี ที่เป็นเรื่องของรูปทรงหรือขนาดความต้องการ ซึ่งมีการผ่าตัดเพิ่มเติมจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นค่ะ แนะนำควรรอให้ครบ 6 เดือนหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าเต้านมเข้าที่ที่สุดแล้ว

    สรุป

    การศัลยกรรมเสริมหน้าอก เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในรูปลักษณ์ให้กับผู้หญิง ที่ไม่สบายใจกับหน้าอกของตัวเอง ทั้งเรื่องขนาด รูปทรง สัดส่วน หรือความสมมาตร แต่การเสริมหน้าอกก็ไม่ใช่ทางออกของทุกปัญหา เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายสูง การตัดสินใจเลยต้องมาจากเหตุผลที่ชัดเจน ไม่คล้อยตามแฟชั่นหรือคำชักชวนจากคนรอบข้าง

    เพราะไม่มีหน้าอกไหนที่สมบูรณ์แบบ และรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้บอกถึงคุณค่าภายในเสมอไป สำคัญคือเรื่องสุขภาพกับความปลอดภัย หากการเสริมหน้าอกจะช่วยให้เรารักและเห็นคุณค่าตัวเองมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น ก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ

     

    การมีรูปทรงจมูกที่สวยดูดี เป็นหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นใจแก่ใครหลาย ๆ คน แต่ด้วยลักษณะโครงสร้างทางพันธุกรรมของคนไทยและคนเอเชียส่วนใหญ่ ที่มีจมูกไม่เรียว ไม่โด่ง หรือสันจมูกหลังที่ไม่ลาดเอียง ทำให้ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ารับ ศัลยกรรมเสริมจมูก หรือทำจมูก เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อปรับรูปทรงจมูกให้ดูดี มีมิติมากขึ้น

    แต่ก่อนเข้าสู่การทำศัลยกรรมจมูก ที่ห้ามพลาดคือการทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเสริมจมูกให้รอบด้าน ตั้งแต่เลือกรูปแบบการผ่าตัด วัสดุ วิธีการ ไปถึงผลลัพธ์และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ เพื่อเลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดกับเราค่ะ

    เสริมจมูก คืออะไร

    เสริมจมูก หรือ การทำศัลยกรรมจมูก คือการผ่าตัดแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนรูปทรงและขนาดของจมูก ให้มีสัดส่วนที่ดูดีและเหมาะกับรูปหน้ามากขึ้น ด้วยการปรับโครงสร้างกระดูกหรือกระดูกอ่อนภายใน และเสริมด้วยวัสดุต่าง ๆ อย่าง ซิลิโคน กระดูกอ่อน หรือสารสังเคราะห์ ตามความเหมาะสมของผู้ทำศัลยกรรมจมูก

    วัตถุประสงค์หลัก การทำศัลยกรรมเสริมจมูกส่วนใหญ่ คือเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง เสริมความสวยงามให้เข้ากับโครงหน้า ทำให้มีมิติ รูปทรงใบหน้าดีขึ้น อีกทั้งสามารถแก้ไขความบกพร่อง และความพิการของจมูกที่เกิดจากการผิดปกติแต่กำเนิดหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ได้ด้วย

    เพราะ เสริมจมูก เป็นการผ่าตัดเช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่น ๆ ค่ะ ผู้ที่เข้ารับการศัลยกรรมจมูก จำเป็นต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นผลเสียต่อการผ่าตัด อย่าง โรคหัวใจ ภาวะความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน รวมถึงมีจมูกที่เจริญเติบโตเต็มที่ ซึ่งปกติอยู่ในช่วงอายุ 18-20 ปีขึ้นไป

    ใครบ้างที่ไม่เหมาะ เสริมจมูก

    • มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวานเพราะส่งผลเสียต่อการผ่าตัด
    • ผู้ที่อายุน้อยกว่า 18-20 ปี เพราะกระดูกอ่อนบริเวณจมูกยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต อาจส่งผลต่อรูปทรงจมูกในอนาคตได้
    • อยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
    • มีภาวะผิดปกติกับการแข็งตัวของเลือด
    • มีแผลติดเชื้อหรือเป็นหวัดบริเวณจมูก แนะนำรักษาให้หายก่อนเข้ารับการผ่าตัด

    ปัญหารูปทรงจมูกที่พบบ่อยในคนไทย

    คนไทยส่วนใหญ่พบปัญหารูปทรงจมูกที่ไม่สวยดูดี ไม่ได้สัดส่วน หรือไม่เหมาะกับรูปหน้า เพราะลักษณะทางกายวิภาคของคนเอเชีย ที่ต่างกับชาวตะวันตก ทำให้รูปหน้าไม่ค่อยมีมิติ และเป็นปัญหาที่นำมาสู่ความต้องการทำศัลยกรรมเสริมจมูก เพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง และเพิ่มความสวยงามให้ใบหน้ามากขึ้น ปัญหาที่พบบ่อย ดังนี้

    จมูกไม่มีสัน

    จมูกไม่มีสันหรือดั้งจมูกต่ำแบน ปัญหาจมูกที่พบมากสุดในคนไทย เพราะโดยธรรมชาติคนเอเชียส่วนใหญ่มีสันจมูกต่ำ ไม่โด่งสูง ทำให้ใบหน้าขาดมิติ ดูไม่ลงตัว แก้ไขโดยการเสริมสันจมูกด้วยซิลิโคนหรือกระดูกอ่อน

    จมูกสั้น

    ลักษณะจมูกสั้น ความยาวของจมูกจะสั้นเกินไป ทำให้สัดส่วนความยาวของจมูกไม่สมดุลกับความยาวของใบหน้า แก้ไขด้วยการเสริมความยาวปลายจมูกด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ซิลิโคน หรือกระดูกอ่อนจากผนังกั้นจมูก

    จมูกชมพู่

    ปลายจมูกอวบ ป่อง หรือที่เรียกว่าจมูกชมพู่ เป็นลักษณะจมูกที่มีปลายจมูกกลม ไม่ได้รูป ทำให้ใบหน้าขาดความคมเข้ม แก้ไขโดยเสริมสารให้เข้าไปบริเวณปลายจมูก เพื่อยกให้สูงขึ้น เชิดขึ้น ทำให้ปลายจมูกเรียวเล็กลง

    จมูกปีกกว้าง

    ปัญหาจมูกปีกกว้าง อีกหนึ่งลักษณะที่พบได้บ่อยในคนไทย ส่วนใหญ่พบร่วมกับปัญหาดั้งจมูกต่ำและจมูกสั้น ซึ่งทำให้รูปทรงดูกว้าง ใหญ่ และไม่ได้สัดส่วน การแก้ไขต้องทำร่วมกับการเสริมจมูกด้วยวิธีตัดแต่งปีกจมูก เพื่อให้ขนาดเล็กลง เหมาะกับใบหน้า

    เสริมจมูก มีกี่แบบ

    การศัลยกรรมเสริมจมูก แบ่งออกได้ 2 เทคนิคหลัก ๆ คือ การเสริมจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty) และการเสริมจมูกแบบปิด (Closed Endonasal Rhinoplasty) โดยมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

    1. การเสริมจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty)

    เสริมจมูกแบบเปิด คือการผ่าตัดแก้ไขรูปทรงโดยการกรีดเปิดผิวหนังบริเวณปลายจมูกให้เห็นโครงสร้างภายในจมูกทั้งหมด ด้วยการตัดผ่านแนวขอบล่างและแนวกึ่งกลางเยื่อบุจมูกเชื่อมถึงกัน ทำให้แพทย์สามารถปรับแต่งและแก้ไขทุกส่วนของจมูกได้ตามต้องการ แล้วถึงเสริมด้วยซิลิโคนหรือกระดูกอ่อน ก่อนเย็บปิดแผลให้เข้าที่ มีแผลภายนอกเล็กน้อย แต่สามารถเก็บซ่อนได้มิดชิด เพราะเป็นแนวตรงกับร่องจมูก

    การทำจมูกแบบเปิดนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาจมูกอย่างมาก เช่น สันจมูกที่สูงหรือโค้งงอ ปลายจมูกที่หนาและงุ้มมาก ต้องการแก้ไขปลายจมูกให้เรียวแหลม หรือโก่งขึ้น รวมถึงใครที่เคยทำจมูกมาแล้ว และต้องการเข้ามาแก้ไขซ้ำ

    2. การเสริมจมูกแบบปิด (Closed Endonasal Rhinoplasty)

    เสริมจมูกแบบปิด คือการผ่าตัดด้วยวิธีกรีดผ่านด้านในของจมูก โดยการลอกเยื่อบุด้านในโพรงจมูกให้หลุดออกจากกระดูกและกระดูกอ่อน ก่อนทำการเสริมวัสดุต่าง ๆ เพื่อปรับแต่งให้ได้รูปทรงตามต้องการ แล้วถึงเย็บปิด ไม่มีแผลภายนอกให้เห็น

    การทำจมูกแบบปิด เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาจมูกไม่มาก เช่น อยากเพิ่มความสูงสันจมูกให้ดูโด่งขึ้น ยกปลายจมูกเล็กน้อย หรือเสริมจมูกครั้งแรกให้กับคนที่มีปัญหาปลายจมูกบาง โดยไม่ต้องแก้ไขโครงสร้างมาก

    ข้อดี-ข้อเสียการเสริมจมูก แบบเปิดและแบบปิด

    เสริมจมูกแบบเปิด ข้อดี

    1. ศัลยแพทย์สามารถเห็นโครงสร้างภายในจมูกได้ชัดเจน
    2. ปรับแต่งรูปทรงจมูกได้มากกว่า ยิ่งกรณีแก้ไขปลายจมูก
    3. เหมาะกับผู้มีปัญหาปลายจมูก หรือมีความผิดปกติของจมูก
    4. ได้ผลลัพธ์โดดเด่นชัดเจน โดยเฉพาะการทำจมูกทรงสโลป

    เสริมจมูกแบบเปิด ข้อเสีย

    1. การผ่าตัดใช้เวลานาน และซับซ้อนมากกว่าแบบปิด
    2. มีแผลด้านนอกบริเวณโคนจมูก แต่จางหายได้ตามเวลา
    3. แผลต้องการการพักฟื้นที่นานขึ้น
    4. ราคาสูงกว่าเสริมจมูกแบบปิด

    เสริมจมูกแบบปิด ข้อดี

    1. ไม่มีรอยแผลภายนอก เป็นการผ่าตัดผ่านด้านในโพรงจมูก
    2. ผ่าตัดใช้เวลาไม่นาน และไม่ซับซ้อน
    3. ระยะเวลาพักฟื้นสั้นกว่า รอยบวมหายเร็วกว่าแบบเปิด
    4. ราคาถูกกว่าเสริมจมูกแบบเปิด

    เสริมจมูกแบบปิด ข้อเสีย

    1. มองเห็นโครงสร้างไม่ชัดเจน เพราะการผ่าตัดทำผ่านด้านในของจมูก
    2. การแก้ไขโครงสร้างจมูกทำได้จำกัด ไม่เหมาะกับผู้ที่จมูกมีปัญหาหนัก เช่น ปลายจมูกหนา หรืองุ้มมาก
    3. ไม่สามารถเสริมซิลิโคนได้สูงมาก เพราะอาจทำให้ผิวหนังเกิดการทะลุได้
    4. ไม่เหมาะกับการแก้ไขจมูกซ้ำ เพราะมีพังผืดขึ้นจากการผ่าตัดครั้งก่อนแล้ว
    Not found id

    ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

    วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูก

    ในการทำศัลยกรรมเสริมจมูก จะมีการนำวัสดุต่าง ๆ เข้าไปใช้ภายในจมูก เพื่อเพิ่มความสูงและปรับรูปทรงของจมูกให้สวยดูดีขึ้น ที่นิยมใช้คือ ซิลิโคน หรือ กระดูกอ่อน ซึ่งมีข้อดี/ข้อเสียที่แตกต่างกัน

    เสริมจมูกด้วย “ซิลิโคน”

    ซิลิโคน วัสดุสังเคราะห์ชนิดหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น เข้ากันได้ดีกับร่างกาย มีความปลอดภัยสูง และไม่แพ้ง่าย เหมาะสำหรับนำมาใช้เสริมจมูก เพราะสามารถเหลาหรือดัดแปลงรูปทรงได้หลากหลายตามความต้องการ

    ซิลิโคนสำหรับใช้เสริมจมูก มีให้เลือก 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

    1. ซิลิโคนแบบสำเร็จรูป ที่มีขนาดและรูปทรงมาตรฐานอยู่แล้ว เช่น ทรงตัวแอล ทรงตัวที เพื่อความสะดวกในการใช้งาน
    2. ซิลิโคนแบบเหลาเอง หรือดัดแปลงได้ตามต้องการ เริ่มต้นจากก้อนซิลิโคนแล้วให้ศัลยแพทย์เป็นคนปั้นและเหลาให้ได้ทรงตามที่ออกแบบไว้ อาศัยความชำนาญของแพทย์เป็นพิเศษ

    เสริมจมูกด้วย “กระดูกอ่อน”

    กระดูกอ่อน อีกทางเลือกหนึ่งที่นำมาใช้เสริมจมูก ต่างจากซิลิโคนคือเป็นกระดูกอ่อนที่ได้จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผู้ทำ ส่วนใหญ่เอาจากบริเวณหลังใบหู หรือบางส่วนของกระดูกซี่โครง ซึ่งการนำกระดูกอ่อนมาใช้ทำจมูกด้วยการฝังเข้าไปในชั้นผิวหนัง นอกจากจะช่วยเสริมความสูงสันจมูกแล้ว ยังช่วยให้ปลายจมูกดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และลดเสี่ยงการทะลุของผิวหนังด้วย

    ข้อดีของกระดูกอ่อน คือเป็นเนื้อเยื่อจากตัวเราเอง ร่างกายจึงไม่แสดงอาการต่อต้าน เกิดปฏิกิริยาข้างเคียงหรือการแพ้น้อยมาก เมื่อเวลาผ่านไปกระดูกอ่อนจะค่อย ๆ ติดเป็นเนื้อเดียวกับชั้นผิว ทำให้แข็งแรง ไม่หลุดง่าย ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ และอยู่ได้นานกว่าซิลิโคน

    ข้อดี-ข้อเสียการเสริมจมูก ด้วยซิลิโคนและกระดูกอ่อน

    หัวข้อ ข้อดี ข้อเสีย
    เสริมจมูกด้วยซิลิโคน 1. ปรับรูปทรงได้ง่าย หลากหลายตามต้องการ2. ยืดหยุ่น นุ่ม เบา ให้ความรู้สึกเหมือนจมูกจริง
    3. เข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อของร่างกาย
    4. ราคาถูกกว่ากระดูกอ่อน ผลลัพธ์ค่อนข้างถาวร
    5. ผ่าตัดง่าย ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่ากระดูกอ่อน
    1. มีโอกาสเกิดการเคลื่อนหรือเบี้ยวได้ในบางกรณี
    2. หากติดเชื้อ หรือร่างกายต่อต้าน อาจต้องผ่าตัดนำซิลิโคนออกจากจมูก
    3. มีโอกาสเสี่ยงทะลุของผิวหนังบริเวณปลายจมูก กรณีใช้ซิลิโคนขนาดใหญ่หรือยาวเกินไป
    เสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อน 1. เป็นวัสดุธรรมชาติจากเนื้อเยื่อของผู้ทำเอง ร่างกายไม่ต่อต้าน
    2.แข็งแรง ทนทาน ยึดเกาะกับชั้นผิวได้ดี ไม่หลุดหรือเคลื่อนง่าย
    3. กลมกลืนกับใบหน้า ให้ผลลัพธ์ที่ดูธรรมชาติสูง4. เหมาะกับปลายจมูกหรือจมูกบาง เพราะช่วยลดความเสี่ยงการทะลุของผิวหนัง
    1. การผ่าตัดซับซ้อนกว่าซิลิโคน ต้องใช้เทคนิคพิเศษ ใช้เวลานานกว่า 3-4 ชั่วโมง
    2. มีแผลจากจุดที่เอากระดูกอ่อนออก เช่น หลังหู โดยใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า
    3. ไม่สามารถปรับรูปทรงหรือเสริมให้สูงได้มากเท่าซิลิโคน
    4. ราคาสูงกว่าซิลิโคนค่อนข้างมาก

    การเลือกใช้ซิลิโคนหรือกระดูกอ่อนเสริมจมูกนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ทั้งปัจจัยด้านปัญหาของโครงสร้างจมูกเดิม งบประมาณ ระยะเวลาพักฟื้น และความต้องการของผู้ทำ แนะนำให้ปรึกษาและวางแผนการทำจมูกร่วมกับศัลยแพทย์ เพื่อเลือกใช้วัสดุกับเทคนิคที่เหมาะสม เพื่อผลลัพธ์หลังเสริมจมูกที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ และปลอดภัยสูงสุด

    เสริมจมูกอันตรายไหม

    การผ่าตัดศัลยกรรมเสริมจมูกเป็นการผ่าตัดเล็ก มีความปลอดภัยสูงด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และทั้งการเลือกใช้วัสดุคุณภาพกับเทคนิคเฉพาะ ทำให้ความเสี่ยงต่าง ๆ ค่อนข้างน้อยมาก แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้บางกรณี เช่น

    • เกิดผลข้างเคียง ผิวหนังบวม แดง หายใจไม่สะดวก เรื่องปกติหลังผ่าตัด
    • ติดเชื้อภายหลังการผ่าตัด พบได้น้อยมาก
    • ผิวหนังแหว่งที่ซิลิโคน เกิดการทะลุ จากการใช้ซิลิโคนขนาดใหญ่เกินไป
    • ผลการเสริมจมูกไม่ได้ดังใจ ทรงจมูกไม่สมมาตร สามารถแก้ไขภายหลังได้
    • การเสริมจมูกด้วยซิลิโคน ในบางรายอาจเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ต้องผ่าตัดออก

    ซึ่งส่วนใหญ่การทำศัลยกรรมจมูก ถือเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง และไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่สิ่งสำคัญ คือการเลือกเข้ารับการผ่าตัดในสถานที่ที่มาตรฐาน น่าเชื่อถือ และผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งที่เชี่ยวชาญ รวมถึงปฏิบัติตัวให้ถูกต้องภายหลังการผ่าตัดเสริมจมูกค่ะ

    เสริมจมูก ราคาเท่าไหร่

    การทำศัลยกรรมเสริมจมูกในไทย มีค่าใช้จ่ายที่ต่างกันไปตามแต่ละคลินิกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทและวัสดุที่ใช้เสริม เทคนิคเฉพาะ ชื่อเสียงและมาตรฐานของสถานพยาบาล กับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของศัลยแพทย์ค่ะ

    เฉลี่ยค่าใช้จ่ายการเสริมจมูก เริ่มต้นที่ 15,000-45,000 บาท สำหรับการเสริมจมูกด้วยซิลิโคน ส่วนการใช้กระดูกอ่อน ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า ตั้งแต่ 50,000-200,000 บาท ตามความยากง่ายและเทคนิคการทำค่ะ

    กรณีต้องการทำศัลยกรรมร่วมกับการเสริมจมูก เช่น การตกแต่งปลายจมูก การตัดปีกจมูก สามารถทำควบคู่กันในการผ่าตัดครั้งเดียวได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามการปรับแต่งนั้น ๆ

    ซึ่งราคาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถการันตีได้ค่ะ ว่าจะได้ผลลัพธ์เสริมจมูกที่สวยดูดี ปลอดภัย และพึงพอใจค่ะ การเลือกคลินิกศัลยกรรมจมูกจึงไม่ควรใช้ราคาเป็นตัวตั้ง แต่ต้องดูปัจจัยด้านอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น

    • เป็นคลินิกมาตรฐาน ได้รับการรับรองจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ
    • มีศัลยแพทย์เฉพาะทาง ที่ชำนาญด้านการเสริมจมูก
    • มีประสบการณ์ และผลงานการทำจมูก มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ
    • ได้รับการแนะนำ หรือบอกต่อโดยคนรู้จักที่เคยใช้บริการ
    • ใช้วัสดุคุณภาพสูง ได้มาตรฐานสากล ไม่มีสิ่งเจือปน
    • ใช้เทคนิคการผ่าตัดที่ปลอดภัย มีการเตรียมความพร้อมและให้คำแนะนำก่อน/หลังการผ่าตัด
    • รับประกันผลงานและการติดตามผลหลังการผ่าตัด

    ถึงราคาจะสูง แต่มั่นใจได้ถึงผลลัพธ์และความปลอดภัย ย่อมคุ้มกว่าเสี่ยงทำในสถานที่ไม่ได้มาตรฐาน แล้วต้องเสียค่าแก้ไขซ้ำภายหลัง ก่อนเลือกทำจมูกแนะนำให้สำรวจข้อมูล ดูผลงาน และปรึกษาศัลยแพทย์ เพื่อประเมินแนวทางกับค่าใช้จ่ายที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคลค่ะ

    เสริมจมูกทรงสวยได้ทุกสไตล์ Meko clinic-2

    ความต่างระหว่างการเสริมจมูกในผู้ชายและผู้หญิง

    ความต้องการทำศัลยกรรมเสริมจมูก ปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงเท่านั้น แต่กลุ่มผู้ชายเองก็มีความต้องการเพิ่มขึ้นมาก โดยความต่างทางกายวิภาคและลักษณะความงามระหว่างเพศชายและหญิง ทำให้ต้องใช้เทคนิคกับแนวทางการเสริมจมูกที่แตกต่างกัน

    การเสริมจมูกในผู้ชาย ส่วนใหญ่เป็นการปรับรูปทรงเพื่อเพิ่มความคมเข้ม ชัดเจน นิยมจมูกที่เป็นเส้นตรง สันจมูกชัดเจน มีมิติสูง ปลายจมูกไม่เชิดเกินไป โดยรวมเน้นรูปทรงที่เรียบง่าย ดูมีเสน่ห์ในแบบฉบับของผู้ชายค่ะ

    การเสริมจมูกในผู้หญิง จะเน้นจมูกที่รูปทรงอ่อนช้อย สวยงาม ให้ความรู้สึกนุ่มนวล อาจมีการเชิดปลายเล็กน้อย เพื่อให้ใบหน้าดูมีเสน่ห์ บางรายอาจทำจมูกทรงสโลป ให้มีความโค้งมน หรือเสริมปลายให้มีหยดน้ำ เพิ่มความน่ารัก อ่อนหวาน

    นอกจากความต้องการที่ต่างกันในเรื่องของทรงจมูกแล้ว ความหนาบางของผิวหนังบริเวณจมูก ขนาด และความสูงของกระดูก ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องคำนึง ซึ่งผู้ชายส่วนใหญ่จะมีผิวหนังหนากว่า กระดูก/กระดูกอ่อนที่หนาและแข็งแรงกว่าผู้หญิงค่ะ

    แต่ไม่ว่าจะทำจมูกในผู้ชายหรือผู้หญิง สำคัญสุดคือการได้ทรงจมูกที่ชอบ รู้สึกมั่นใจ และพอใจในตัวเองมากขึ้น แนะนำให้ปรึกษาวางแผนร่วมกับศัลยแพทย์ เพื่อเลือกรูปแบบทรงจมูกที่เหมาะและสอดคล้องกับความต้องการแต่ละบุคคลค่ะ

    ขั้นตอนก่อนและหลังการเสริมจมูก

    การเตรียมตัวและดูแลตัวเอง ทั้งก่อนและหลังการทำศัลยกรรมจมูก เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปราบรื่น และได้ผลลัพธ์การเสริมจมูกที่ดูดีสมบูรณ์ สวยงาม และปลอดภัยมากขึ้น

    การเตรียมตัวก่อนเสริมจมูก

    • งดอาหารและน้ำ 6-8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด เพื่อป้องกันการสำลักระหว่างดมยาสลบ
    • หยุดใช้ยาต้านการอักเสบประเภท NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ก่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์
    • งดใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพร เช่น น้ำมันปลา วิตามิน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
    • หยุดสูบบุหรี่และงดแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนและหลังผ่าตัด
    • แจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัว ตั้งแต่เริ่มปรึกษาแพทย์
    • ทำความสะอาดใบหน้าให้เรียบร้อย และงดแต่งหน้าหรือทาเล็บมือเล็บเท้าในวันผ่าตัด
    • กรณีทานยาเป็นประจำ ควรนำยามาให้แพทย์ตรวจสอบก่อนการผ่าตัด

    ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมจมูก

    1. คนไข้จะได้รับการฉีดยาชาเฉพาะที่ และอาจร่วมกับการดมยาสลบให้หลับ (กรณีผ่าตัดแบบเปิด)
    2. กรีดผ่าตัด กรณีเป็นเทคนิคแบบปิดจะกรีดภายในโพรงจมูก ถ้าเป็นแบบเปิด จะกรีดที่ผิวหนังด้านนอกตอนล่าง
    3. จัดรูปทรงโครงสร้างจมูกใหม่ ตัดแต่งกระดูกและกระดูกอ่อน เพื่อความเรียบร้อย
    4. ใส่ซิลิโคนหรือกระดูกอ่อน ตามขั้นตอนและวิธีผ่าตัดที่วางแผนไว้
    5. เย็บปิดแผล และพันเฝือกอ่อนหรือพลาสเตอร์เพื่อพยุงทรงจมูก
    6. ให้ผู้ป่วยพักในห้องดูอาการ 1-2 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดเสริมจมูก

    ดมยาโดยอาจารย์วิสัญญีแพทย์

    การดูแลตัวเองหลังเสริมจมูก

    • พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหัวสูง ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย และดื่มน้ำให้มาก ๆ
    • ประคบบริเวณจมูกด้วยความเย็น เพื่อลดการบวมช้ำและลดอาการปวด ช่วง 2-3 วันแรก
    • เลี่ยงการนอนคว่ำหน้า หรือกดทับบริเวณจมูก
    • หลีกเลี่ยงการไอหรือจาม โดยพยายามหายใจทางปากแทน
    • ทานยาปฏิชีวนะและแก้อักเสบ ตามแพทย์สั่ง ป้องกันการติดเชื้อ
    • เลี่ยงการแคะหรือเกาจมูก และระวังไม่ให้ถูกกระแทก อย่างน้อย 6-8 สัปดาห์
    • ทำความสะอาดจุดผ่าตัดให้แห้ง สะอาด ด้วยน้ำเกลือล้างจมูกตามวิธีที่แพทย์แนะนำ
    • กลับมาพบแพทย์ตามนัด เพื่อเอาพลาสเตอร์ออก ประเมินผล และตัดไหมตามกำหนด

    ระยะเวลาพักฟื้นหลังเสริมจมูก

    หลังเสริมจมูกจะใช้เวลาพักฟื้นระยะแรก 7-14 วัน ถึงสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งช่วง 1-2 วันแรก แนะนำนอนพักผ่อนให้มาก เพื่อลดอาการบวมและผลข้างเคียง กรณีเป็นการผ่าตัดแบบเปิด ศัลยแพทย์อาจให้นอนค้างคืน 1-2 วัน เพื่อติดตามอาการและตรวจเช็คก่อนกลับบ้านค่ะ

    ทั่วไปอาการบวมภายนอก จะเริ่มเบาลงวันที่ 3 เป็นต้นไป เริ่มเห็นเป็นรูปทรงจมูกใหม่ชัดขึ้นในสัปดาห์ที่ 2-3 และเข้าที่สมบูรณ์ 100% อาจใช้เวลา 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคน ซึ่งในช่วงพักฟื้นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนภายหลัง

    สิ่งที่ต้องระวังหลังการเสริมจมูก

    หลังผ่าตัดเสริมจมูก ถึงจะผ่านช่วงของการพักฟื้นมาสักระยะ แต่ก็มีข้อควรระวังที่ต้องใส่ใจ เพื่อรักษารูปทรงจมูกใหม่ให้อยู่ได้นาน และป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

    • ระวังการกระแทกหรือกดทับจมูกโดยตรง เพราะยังไม่เข้าที่สนิท อาจทำให้ผิดรูปได้
    • ไม่ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงสูง เว้นอย่างน้อย 1-2 เดือน
    • ออกกำลังกายเบา ๆ ได้ หลังผ่าตัด 1 เดือนขึ้นไป ไม่ควรหักโหม
    • สวมแว่นกันแดดที่มีโครงนุ่ม ในช่วง 6 เดือนแรก
    • ระมัดระวังมากขึ้นตอนสระผม แปรงฟัน โกนหนวด หรือแต่งหน้า
    • ไม่สูดดมสารเคมีที่ฤทธิ์รุนแรง เพื่อเลี่ยงการระคายเคืองเยื่อบุจมูก
    • ตรวจติดตามอาการกับแพทย์ ตามช่วงเวลาที่นัดหมาย จนครบ 1 ปี

    การเติมแต่งร่วมกับการเสริมจมูก

    การทำศัลยกรรมเสริมจมูก ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเพิ่มความสูง เพิ่มความโด่ง หรือปรับรูปทรงของจมูกเป็นหลัก แต่บางกรณีจำเป็นที่ต้องแก้ไขส่วนอื่นร่วมด้วย ซึ่งการผ่าตัดแก้ไขร่วมกับการเสริมจมูกที่พบบ่อย คือ

    การตอกฐานจมูก (Humpectomy)

    กรณีผู้ทำมีสันจมูกที่ด้านบนสูงหรือโก่งผิดปกติ โดยกระดูกจมูกที่ส่วนนี้จะมีลักษณะนูนเด่นขึ้นมาคล้ายหลังอูฐ หรือที่เรียกว่า “จมูกฮัมพ์” การตอกฐาน คือการทุบกระดูกเพื่อให้ผิวด้านบนเรียบขึ้น ช่วยให้เสริมซิลิโคนทับได้ง่าย และทำให้ได้รูปทรงจมูกที่เรียบตรง สมมาตรมากขึ้น

    การตัดปีกจมูก

    คนไทยส่วนใหญ่มีปัญหาปีกจมูกบานหรือปีกจมูกกว้าง ส่งผลให้รูปทรงของจมูกไม่สวย ไม่กลมกลืนกับใบหน้าโดยรวม ศัลยแพทย์จะแนะนำให้ทำการตัดปีกจมูกควบคู่ไปกับการเสริมสันจมูก ซึ่งช่วยให้ขนาดของปีกและรูจมูกเล็กเรียวลง และขนาดโดยรวมได้สัดส่วนขึ้น

    การตัดปีกจมูก ทำโดยการกรีดแผลเล็ก ๆ ตรงร่องด้านข้างปีกจมูก เพื่อเลาะชั้นผิวด้านในออก แล้วตัดผิวหนังส่วนเกินที่อยู่ลึกลงไป ก่อนปิดแผลและเย็บให้เรียบร้อย ทั้งขนาด/ความกว้างการตัดแต่งปีกจมูก ศัลยแพทย์จะประเมินจากความกว้างของฐานจมูกและรูจมูกแต่ละคน เพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกันที่สุด

    การตัดปีกจมูกสามารถทำควบคู่ไปกับการผ่าตัดเสริมจมูกในคราวเดียวกันได้ บางกรณีอาจตัดแต่งกระดูกปีกจมูก เพื่อให้เรียวเล็กลงได้มากขึ้น โดยใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 30 นาที ภายหลังการผ่าตัดตัดอาจต้องใส่ท่อระบายหรือใส่สายรัดจมูกเพื่อให้แผลหายไวขึ้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้  2-3 วัน

    เสริมจมูกทรงสวยได้ทุกสไตล์ Meko clinic-1

    เสริมจมูก การเลือกสถานที่และแพทย์

    การเสริมจมูก คือหนึ่งการทำศัลยกรรมความงามอันดับต้น ๆ ในไทย สำหรับผู้ที่สนใจทำจมูก การเลือกสถานที่และแพทย์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรก ๆ ที่ทำให้การตัดสินใจทำศัลยกรรมเสริมจมูกได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ

    เสริมจมูกที่ไหนดี?

    เมื่อตัดสินใจเสริมจมูก คำถามแรกที่ส่วนใหญ่สงสัย “เสริมจมูกที่ไหนดี” คำตอบสำหรับคำถามนี้คือ ควรเลือกทำในสถานที่ที่น่าเชื่อถือ มีศัลยแพทย์เฉพาะทาง ผ่านการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์ พร้อมเทคโนโลยี และอุปกรณ์การทำศัลยกรรมที่ทันสมัย เพื่อสร้างความไว้วางใจ ว่าจะได้ผลลัพธ์การทำจมูกที่ดูดี มีคุณภาพ

    ศูนย์ศัลยกรรมที่ได้รับการยอมรับในเรื่องมาตรฐาน จะเป็นโรงพยาบาลชั้นนำต่าง ๆ ที่มีแผนกศัลยกรรมตกแต่งโดยเฉพาะ ส่วนคลินิกความงามหรือคลินิกเสริมความงาม แนะนำให้เลือกที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลถูกต้องตามกฎหมาย และผ่านการรับรองจากแพทยสภา หรือสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทยค่ะ

    เสริมจมูกทรงสวยได้ทุกสไตล์ Meko clinic-3

    พิจารณาอะไรบ้าง? ก่อนตัดสินใจเลือกสถานที่เสริมจมูก

    นอกจากเลือกโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ผ่านการรับรองแล้ว ก็มีประเด็นอื่นที่ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกสถานที่เสริมจมูกด้วย เช่น

    • การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด มีการดูแล แนะนำการพักฟื้นหลังทำจมูกเหมาะสมหรือไม่
    • ใช้วัสดุที่คุณภาพ มาตรฐาน ได้รับการยอมรับในระดับสากล หรือมีการวิจัยรองรับความปลอดภัย
    • มีราคาและโปรโมชั่นที่เหมาะสม ไม่แพงเกิน แต่ไม่ควรเลือกที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว
    • รับประกันผลลัพธ์หรือไม่ และมีนโยบายดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดเสริมจมูกอย่างไร

    อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยการันตีได้ดี คงหนีไม่พ้นเรื่อง “รีวิวจริงจากผู้ที่เคยเสริมจมูกมาก่อน” ผ่านกระทู้พันทิป เว็บบอร์ดความงาม หรือรีวิวในโซเชียล เพราะสามารถสะท้อนมุมมอง ความพึงพอใจ รวมถึงผลลัพธ์การทำจมูกได้ดี

    เสริมจมูกกับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์

    เสริมจมูกทรงสวยได้ทุกสไตล์ Meko clinic-4

    นอกจากเรื่องสถานที่หรือคลินิกทำศัลยกรรมจมูกแล้ว อีกหนึ่งตัวแปรที่ส่งผลต่อการทำจมูกให้สวยและปลอดภัย คือการเลือกศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยแพทย์ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้

    • เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่ผ่านการฝึกอบรม และได้รับวุฒิบัตรเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง
    • มีประสบการณ์การผ่าตัดเสริมจมูก อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป
    • ได้รับการรับรองจากสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย หรือสถาบันทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้
    • สามารถออกแบบรูปทรงจมูกใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการ และใบหน้าของผู้ทำได้เหมาะสม
    • มีรีวิวผลงานเสริมจมูก ที่คนไข้เคยทำแล้วพึงพอใจมาก่อน
    • บุคลิกอบอุ่น เป็นมิตร สามารถสื่อสารและให้ข้อมูลแก่คนไข้ได้ดี
    • มีทักษะและความแม่นยำในการผ่าตัดสูง

    คำถามที่พบบ่อย เสริมจมูก

    เสริมจมูก เจ็บไหม?

    การผ่าตัดเสริมจมูก ขณะที่ทำจะไม่รู้สึกเจ็บค่ะ เพราะได้รับยาชาเฉพาะที่บริเวณจมูก หรือการดมยาสลบในกรณีผ่าตัดใหญ่ เมื่อยาหมดฤทธิ์ลงอาจมีอาการเจ็บหรือปวดได้บ้างในช่วง 2-3 วันแรกหลังทำจมูก แต่สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้ และพอวันที่ 3-4 อาการเจ็บจะค่อย ๆ ทุเลาลง จนแทบไม่รู้สึก

    หลังเสริมจมูก ห้ามกินอะไรบ้าง และกินอะไรได้?

    ช่วง 1 เดือนแรกหลังทำจมูก แพทย์จะแนะนำให้งดอาหารที่มีผลต่อการหายของแผล เช่น ของทอด ของมัน อาหารรสจัด อาหารทะเล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารที่ส่งผลให้ท้องผูกท้องเสีย เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ และปัญหาเรื่องแผล

    ส่วนอาหารช่วยเร่งการหายและสมานแผล ที่แนะนำให้ทาน คือผักและผลไม้สีเขียว สีเหลือง ที่มีวิตามินเอ ซี อี เช่น ผักโขม ผักบุ้ง มะละกอสุก หรือส้ม อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ โปรตีนสูง เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ อกไก่ ไข่ขาว ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช รวมถึงการดื่มน้ำเปล่าให้มาก ๆ 6-8 แก้ว

    หลังฉีดฟิลเลอร์จมูก สามารถเสริมจมูกได้ไหม?

    สามารถทำได้ค่ะ แต่ควรรอให้ฟิลเลอร์ค่อย ๆ ยุบตัวลงก่อน อย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อป้องกันฟิลเลอร์เดิมไปขวางการเกาะตัวของซิลิโคนที่ใช้เสริมจมูก กรณีไม่อยากรอนาน แพทย์สามารถละลายหรือดูดฟิลเลอร์เดิมออกก่อน แล้วทำการผ่าตัดเสริมจมูกได้

    แผลจากการเสริมจมูก จะหายบวมเมื่อไหร่?

    หลังเสริมจมูก แผลจะมีอาการบวมอยู่พักหนึ่ง โดยช่วง 1-3 วันแรก บวมอยู่ที่ 50-70% ซึ่งอาการบวมจะลดลง 20-30% ในสัปดาห์แรก และเริ่มเห็นเป็นรูปทรงชัดขึ้นในสัปดาห์ที่ 2-3 โดยจมูกจะเข้าที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ถึงยุบบวม และเข้าที่สมบูรณ์ 100%

    สรุป

    สรุปแล้ว เสริมจมูก คือหนึ่งทางเลือกสำหรับการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์บนใบหน้าที่เห็นผลได้ชัด เพราะไม่เพียงแก้ไขข้อบกพร่องจมูกเดิมให้ดูดีขึ้น แต่ช่วยเติมเต็มความมั่นใจให้กับผู้ที่ตัดสินใจทำจมูกได้เป็นอย่างดี ถึงแบบนั้น การศัลยกรรมเสริมจมูก ก็ยังเป็นการผ่าตัด ที่ต้องใช้ทั้งเวลา งบประมาณ และการดูแลตัวเองที่เหมาะสม

    ก่อนตัดสินใจเสริมจมูก แนะนำให้ศึกษา และทำความเข้าใจถึงข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง เทคนิค ขั้นตอน และผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการทำศัลยกรรมจมูกให้รอบด้านก่อนค่ะ รวมถึงปรึกษากับแพทย์ เพื่อวางแผนและเลือกวิธีที่เหมาะสุดสำหรับเรา

    นอกจากเลือกสถานที่และศัลยแพทย์น่าเชื่อถือแล้ว เราเองก็ต้องให้ความร่วมมือ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของร่างกาย จิตใจ การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องทั้งก่อนและหลังเสริมจมูก เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ตามต้องการค่ะ

    ในปัจจุบันเวลาจะออกข้างนอกแต่ละที เราจะต้องเสี่ยงเจอทั้งเชื้อโรค สิ่งสกปรก และฝุ่นควันมากมาย ซึ่งสิ่งพวกนี้เป็นปัจจัยหลักๆ ที่จะทำให้สุขภาพร่างกายของเราอ่อนแอได้ง่ายมากขึ้น และเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงหลังจากที่หายป่วยแล้ว ร่างกายก็อาจจะไม่กลับมาแข็งแรงแบบสมบูรณ์ก็ได้ถ้าร่างกายแข็งแรงไม่พอ ดังนั้นการเสริมภูมิให้ร่างกายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ควรจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ 

    บทความนี้ Meko Clinic จะมาพูดถึงโปรแกรม Long Covid IV ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูร่างกาย และยังเข้ามาช่วยเสริมภูมิให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง แล้วโปรแกรมนี้เป็นอย่างไร มีจุดเด่นอะไรบ้าง เรามาดูกันค่ะ

    เสริมภูมิด้วย Long Covid IV เป็นอย่างไร?

    การเสริมภูมิคุ้มกันด้วยโปรแกรม Long Covid IV เป็นการวิจัย และคิดค้นขึ้นมาจากทีมแพทย์ โดยจะเป็นการนำสารอาหารต่างๆที่มีความจำเป็นในการป้องกันเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกาย โดยมีสารอาหารดังนี้

    1. วิตามินซี 1000 มิลลิกรัม

    วิตามินซี ถือว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญมากที่จะเข้ามาช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เนื่องจากวิตามินซีจะมีส่วนในการเพิ่มความแข็งแรงให้กับเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายสามารถป้องกัน และกำจัดเชื้อโรคต่างๆได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้วิตามินซียังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

    2. วิตามินบี

    เป็นสารอาหารที่ให้ประโยชน์กับร่างกายมากมายไม่ว่าจะเป็น ช่วยบำรุงผิวพรรณ บำรุงระบบประสาท และสมอง ที่สำคัญคือ มีส่วนช่วยในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดี

    3. NAC

    สารอาหารที่มีความจำเป็นในการต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเพิ่มปริมาณสารตั้งต้นของกลูตาไธโอน ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่อยู่ภายในร่างกายตามธรรมชาติ ส่งผลปริมาณอนุมูลอิสระลดลง และยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

    นอกจากนี้ NAC ยังมีส่วนช่วยในการละลายเสมหะ และลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ขับเสมหะออกมาได้ง่ายมากขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ หรือผู้ที่เป็นไข้หวัดอย่างมาก

    4. วิตามินดี

    เป็นวิตามินที่คนไทยส่วนใหญ่มีโอกาสขาดมากที่สุด เนื่องจากคนไทยไม่ชอบการโดนแดด แต่วิตามินดีจะได้หลักๆมาจากแสงแดด แต่ทราบไหมว่าในวิตามินดี มีส่วนในการเสริมภูมิคุ้มกัน เพราะวิตามินดีทำให้เม็ดเลือดขาวป้องกัน และทำลายเชื้อโรคได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีส่วนลดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ดี

    เสริมภูมิ

    เสริมภูมิ Long Covid IV เหมาะกับใครบ้าง?

    ต้องบอกก่อนว่าโปรแกรม Long Covid IV เป็นโปรแกรมที่ดีในการช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน แต่อย่างไรก็ตามโปรแกรมนี้จะไม่เหมาะสมกับเด็ก หรือผู้ที่น้ำหนักต่ำกว่า 45 กิโลกรัม โดยโปรแกรมจะเหมาะกับกลุ่มคนเหล่านี้

    • เหมาะกับผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อ และไม่ต้องการที่จะติด เพราะเป็นโปรแกรมที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้มาก
    • เหมาะกับผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว มีอาการหลังจากหายแล้ว และต้องการรักษาให้อาการนั้นดีขึ้น เช่น อาการไอ มีเสมหะ เป็นต้น
    • เหมาะกับผู้ที่เคยติดเชื้อ แต่ยังไม่มีอาารหลังจากหาย โปรแกรมนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการต่างๆได้

    โปรแกรม Long Covid IV ต้องทำกี่รอบ?

    ผู้ที่มีความต้องการจะทำโปรแกรม Long Covid IV จะมีระยะเวลาและจำนวนครั้งที่จะต้องมารักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ที่ดีที่สุดหลังจากรักษา โดยจะต้องรักษาดังนี้

    ในการรักษาควรจะต้องมารักษาสัปดาห์ละครั้ง โดยรักษาติดต่อกัน 4 สัปดาห์ หรือจะรักษาทุก 2 สัปดาห์ แค่ก็ควรมาติดต่อกัน 4 ครั้งเช่นเดียวกัน

    ก่อนและหลังรักษาควรดูแลตัวเองอย่างไร? 

    เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงต่างๆ ควรจะต้องดูแลตัวเองทั้งก่อน และรักษาดังนี้

    การเตรียมตัวก่อนรักษา

    • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเป็นการปรับสมดุลร่างกายก่อนที่จะได้รับวิตามิน
    • ควรดื่มน้ำมากๆเพื่อที่จะให้หลอดเลือดขยายตัว หาเส้นเลือดได้ง่ายขึ้น และจะทำให้วิตามินไหลได้อย่างรวดเร็ว
    • งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ก่อนเข้ารับการรักษาอย่างน้อย 1 วัน

    การดูแลตัวเองหลังรักษา

    • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ร่วมไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    • เลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เพราะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ภูมคุ้มกันลด

    เสริมภูมิให้แข็งแรงด้วยโปรแกรม Long Covid IV ที่ Meko Clinic

    Meko Clinic พร้อมดูแลสุขภาพของทุกคนด้วยโปรแกรมเพิ่มภูมิคุ้มกันอย่าง Long Covid IV ที่เราได้ร่วมคิดค้นกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ท่านสามารถไว้วางใจได้ว่าโปรแกรมนี้มีประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ เพราะยุคนี้สุขภาพเป็นเรืองสำคัญ ทุกคนควรมีสุขภาพที่แข็งแรงอยู่ตลอดนะคะ

    Meko Clinic เชื่อว่าความฝันของคุณผู้หญิงไทยหลายๆคนคือการที่มีผิวขาวใส Glass Skin เหมือนกับสาวเกาหลี แต่ด้วยสภาพแวดล้อม และอากาศที่ค่อนข้างจะต่างกันมาก ทำให้การที่จะมีผิวให้เหมือนกับสาวเกาหลีนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยการดูแลตัวเองอย่างมากเพื่อที่จะทำให้ผิวดูสวยใสอยู่ตลอด

    แต่ในทุกวันนี้การที่จะมีผิวขาวใสแบบ Glass Skin นั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปไกล มีวิธีดูแลผิวพรรณขึ้นมาให้ได้เลือกหลากหลายวิธี โดยในบทความนี้ Meko Clinic จะมาพูดถึงการฉีดผิวแบบ Glass Skin ที่เป็นหนึ่งในบริการของทางคลินิกว่าเป็นอย่างไร ช่วยอะไรบ้าง เรามาดูกันค่ะ 

    Glass Skin คืออะไร?

    Glass Skin คือวิธีบำรุงผิวหน้า ให้เปล่งปลั่ง กระจ่างใส และฉ่ำวาว เป็นประกายเล่นกับแสงที่ตกมากระทบผิว หรือที่เรียกกันว่า “ผิวกระจก” เป็นเทรนด์ความงามแบบสาวเกาหลี ซึ่งนิยมแต่งหน้าและบำรุงผิวให้มีความใส ฉ่ำวาว แสดงให้เห็นถึงการดูแลผิวพรรณอย่างพิถีพิถัน ทำให้ผิวผิวหน้าสวยใส อย่างมีสุขภาพดี ขั้นตอนของ Glass Skin เป็นการฉีดวิตามินและสารบำรุงเข้าไปถึงผิวชั้นใน เพื่อฟื้นฟู เติมความชุ่มชื้นให้กับผิว รวมทั้งซ่อมแซมผิวอ่อนแอ ช่วยลดรอยสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ และกระชับรูขุมขน

    การฉีดผิว Glass Skin เปรียบเสมือนโปรแกรมเร่งด่วนในการบำรุงดูแลผิว ผลลัพธ์หลังจากฉีดก็จะอยู่ได้นาน 1-2 เดือน โดยสารสกัดและวิตามินจะเข้าไปทำหน้าที่ในการฟื้นฟูซ่อมแซมเซลล์ ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน อิลาสตินใต้ผิวหนัง ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวหน้าฉ่ำวาว ดูอ่อนเยาว์  ใน 3 ขั้นตอน ดังนี้

    1. ผลัดเซลล์ผิวเก่า หรือ Peeling เป็นเป็นการใช้ LHA ที่มีประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว อีกทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องของความอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อผิว
    2. การฟื้นฟู และซ่อมแซม เป็นการฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวระดับ DNA โดย SkinRepair (PDRN) จะเข้าไปเสริมสร้างเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้กลับมาแข็งแรง และ Skin Reboost (HA+Pn) เข้ามาช่วยเติมความชุ่มชื่นให้กับผิว
    3. การเพิ่มความขาว กระจ่างใส ขั้นตอนนี้แต่ละคลินิกวิธีที่แตกต่างกัน ในส่วนของ เมโกะ คลินิก ได้คิดค้นสูตรการฉีดผิวโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางคลินิก

    ฉีดผิวแบบ Glass Skin คืออะไร?

    การฉีดผิว Glass Skin เป็นการบำรุงผิวโดยการฉีดวิตามินและสารบำรุงต่างๆเข้าสู่ผิวโดยตรง เมื่อฉีดเข้าไปแล้ว สารเหล่านี้จะเข้าไปช่วยฟื้นฟูผิวที่ดูหมองคล้ำให้กลับมาดูเปล่งปลั่ง และสดใสได้อีกครั้ง เพราะสารต่างๆจะเข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ผลัดเซลล์ผิวเก่า และเพิ่มเซรามายด์ให้กับผิว

    นอกจากจะช่วยให้ผิวขาวใสแล้ว การฉีดผิว Glass Skin ยังจะช่วยให้ผิวพรรณของเราดูชุ่มชื่น รูขุมขนดูเล็กลงและยังไม่จำเป็นต้องพักฟื้น รักษาเสร็จสามารถที่จะใช้ชีวิตประจำวันต่อได้เลย ถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลกว่าการทาครีมมาก ส่วนผลลัพธ์หลังจากฉีดก็จะอยู่ได้นาน 1-2 เดือนเลยทีเดียว

    อยากมี Glass Skin ทำอะไรดี

    ผิวแบบ Glass Skin คือการมีผิวใสดูฉ่ำน้ำ มีความใสเป็นประกาย แลดูสุขภาพดีเหมือนได้รับการบำรุงผิวมาอย่างดี การฉีดผิว Glass Skin จึงเป็นเทรนด์การบำรุงดูแลผิวที่กำลังเป็นที่นิยม ทำได้ 2 วิธี คือการบำรุงดูแลตนเอง และการฉีดวิตามินและสารบำรุงต่าง ๆ เข้าสู่ผิวโดยตรง เพื่อช่วยให้ผิวพรรณของเราดูชุ่มชื่น ดังนี้

    1. ผิวแบบ Glass Skin ด้วยการบำรุงดูแลตนเอง

    การบำรุงดูแลผิวพรรณด้วยตนเอง เพื่อให้มีผิวหน้าฉ่ำวาว หรือผิวกระจกสไตล์สาวเกาหลี มีขั้นตอนง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง แม้จะเห็นผลลัพธ์ได้ช้ากว่าวิธีอื่น แต่ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยทำได้ดังนี้

    • เริ่มจากรู้สภาพผิวหน้าของตนเอง เช่น ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวบอบบางแพ้ง่าย
    • ล้างทำความสะอาดผิวหน้า ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เริ่มจากการใช้คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกออกจากผิวหน้า จากนั้นล้างทำความสะอาดผิวอีกรอบด้วยคลีนเซอร์ โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว
    • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุง เช่น ทาครีมบำรุงเป็นประจำ
    • ทาครีมกันแดดเป็นประจำ แม้อยู่ในบ้านหรือในที่ร่ม โดยเลือกให้เหมาะกับสภาพอากาศ เช่น เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 หรือมากกว่านั้น
    • มาสก์หน้า เป็นการผลัดเอาเซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วให้หลุดออกไป และสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน นอกจากนั้นการมาสก์หน้ายังเป็นกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยปรับผิวหน้าให้กระจ่างใสขึ้น
    • การแต่งหน้าให้ผิวสวยฉ่ำวาว การแต่งหน้าช่วยสร้างผิวแบบ Glass Skin ได้เช่นกัน โดยเลือกใช้รองพื้น การใช้เทคนิคในการเฉดดิ่งและปัดไฮไลท์
    • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลายผิว เช่น การเผชิญแสงแดด หรือแสงไฟ แสงBlue Light จากจอมือถือ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF เหมาะสม

    2. วิธีฉีดผิวแบบ Glass Skin

    ฉีดผิวแบบ Glass Skin เป็นการบำรุงผิวโดยการฉีดวิตามินและสารบำรุงต่าง ๆ เข้าสู่ผิวโดยตรง เพื่อเติมความชุ่มชื้น แต่ละคลินิกอาจมีเทคนิคหรือวิธีการแตกต่างกันไป ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันด้วย ส่วนของ Meko Clinic  ซึ่งเป็นศูนย์ศัลยกรรมความครบวงจร มีการคิดค้นสูตรโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และเป็นสูตรเฉพาะของคลินิกเท่านั้น หลังฉีดสูตรที่คิดค้นจะเข้าไปช่วยกระตุ้นคอลลาเจน อิลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าแลดูอ่อนเยาว์ ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง ผิวฉ่ำวาว ใสเป็นประกาย การฉีดผิว Glass Skin ที่ Meko Clinic จึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง ผ่านวิธีการ 3 ขั้นตอน ดังนี้

    • ขั้นตอนผลัดเซลล์ผิว (Peeling) เป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่มีความเสื่อมสภาพออกไป และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้ผิวดูกระจ่างมากขึ้น
    • ขั้นตอนการฟื้นฟู (Injection) เป็นการซ่อมแซมผิวระดับ DNA เพื่อฟื้นฟู และเสริมสร้างเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
    • ขั้นตอนเติมความชุ่มชื่น (Skin Reboost (HA+Pn) เป็นการเติมความชุ่มชื่นให้กับผิว ช่วยเพิ่มความขาว กระจ่างใส ผิวหน้าเปล่งประกายอย่างมีสุขภาพดี

    3 ขั้นตอนการฉีดผิว Glass Skin ที่ Meko Clinic

    Meko Clinic ได้คิดค้นสูตรการฉีดผิวโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อให้ผิวมีสุขภาพที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบ โดยสูตรที่เราได้คิดค้น จะเข้าไปช่วยกระตุ้นคอลลาเจน อิลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้แลดูอ่อนเยาว์ ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง โดยผ่าน 3 ขั้นตอนดังนี้

    1. Peeling

    เป็นขั้นตอนผลัดเซลล์ผิวเก่าที่มีความเสื่อมสภาพ โดยจะเป็นการใช้ LHA ที่มีความอ่อนโยน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้ผิวผิวดูกระจ่างมากขึ้น รูขุมขนดูกระชับ เรียบเนียนอย่างเห็นได้ชัด

    2. Injection

    ขั้นตอนนี้คือการฟื้นฟู และซ่อมแซมผิวระดับ DNA โดยการใช้ 

    • Skin Repair (PDRN) จะเข้ามาช่วยซ่อมแซม ฟื้นฟู และเสริมสร้างเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง 
    • Skin Reboost (HA+Pn) เข้ามาช่วยเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวโดย HA นอกจากนี้ยังจะมี Pn ที่ช่วยซ่อมแซมผิวถึงระดับ DNA อีกด้วย

    3. Mask

    เป็นการเพิ่มความขาว กระจ่างใสอย่างเปล่งประกาย โดยจะเป็นการรักษาจากสูตรเฉพาะของทางคลินิก

    ฉีดผิวควรทำกี่รอบ และผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างไร?

    การฉีดผิว Glass Skin ในช่วงแรกๆที่เริ่มรักษา ควรทำทุกๆ 2 สัปดาห์ ต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง หลังจากนั้นสามารถเว้นเป็นทำเดือนละครั้ง และสุดท้ายคือสามารถขยับมาได้เป็นทำทุกๆ 2 เดือน เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และผลลัพธ์อยู่ได้นาน

    ในส่วนของผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากการรักษา ผิวจะดูชุ่มชื่น อิ่มน้ำ เปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รักษาไป แต่เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและชัดเจนที่สุด ควรรักษาตั้งแต่ 5-8 ครั้งขึ้นไป

    อยากมีผิวฉ่ำวาวเหมือนกับสาวเกาหลีไม่ใช่เรื่องยาก ถ้ารู้จักการฉีดผิวแบบ Glass skin-4

    หลังฉีดต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

    หลังจากที่รักษามาแล้ว ถ้าต้องการที่จะเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนมากที่สุด จะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังรักษาด้วย โดยจะต้องดูแลตัวเองดังนี้

    • ก่อนออกไปข้างนอกควรทาครีมกันแดดทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถูกโดนทำร้ายจากรังสี UV 
    • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในหนึ่งวัน เพราะจะช่วยบำรุงให้ผิวชุ่มชื่นได้ดียิ่งขึ้น
    • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ รวมไปถึงงดสูบบุหรี่ เพราะการกระทำเหล่านี้จะทำลายวิตามินที่ได้รับมาได้

     เลือกทำหัตถการสร้างผิว Glass Skin ที่ไหนดี ??

    Glass Skin เป็นการทำหัตถการผิว โดยการเติมวิตามินและสารบำรุงต่าง ๆ เข้าสู่ผิวหน้าโดยตรง เพื่อกระตุ้นให้ผิวสุขภาพดี มีผิวหน้าที่ฉ่ำวาว และเห็นผลเร็วกว่าการบำรุงดูแลด้วยวิธีอื่น เพราะเป็นการเสริมความงามด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ต้องทำโดยศัลยแพทย์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ และสามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ มีผิวหน้าที่สวยฉ่ำ แบบสาวเกาหลี การเลือกคลินิกหรือศูนย์ความงามจึงต้องพิจารณา ดังนี้

    1. คลินิกหรือศูนย์ศัลยกรรมความงามต้องได้มาตรฐาน มีชื่อเป็นที่รู้จัก และจดทะเบียนได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
    2. ให้บริการตามมาตรฐานความปลอดภัย โดยใช้ตัวยา และอุปกรณ์รวมทั้งเครื่องมือต่าง ๆ ที่เป็นของแท้ 
    3. มีแพทย์วิชาชีพเป็นผู้ให้บริการ มีความเชี่ยวชาญและจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง
    4. คลินิกหรือศูนย์ศัลยกรรมความงามที่ได้มาตรฐาน จะต้องมีรายชื่อแพทย์แสดงไว้อย่างชัดเจนในบริเวณที่ลูกค้าสามารถมองเห็นได้
    5. มีบริการให้คำแนะนำการทำหัตถการสร้างผิว Glass Skin หรืออื่น ๆ อย่างละเอียดทั้งผลดี – ผลเสีย เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจที่สุดก่อนตัดสินใจ
    6. สถานที่ สภาพแวดล้อมสะอาดเป็นระเบียบ
    7. มีเทคนิคเฉพาะให้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ และให้บริการแบบครบวงจร
    8. มีช่องทางการติดต่อที่สะดวก ติดต่อง่าย และมีบริการหลังการขายที่ดี
    9. การให้บริการมีราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ถูกหรือแพงจนเกินไป

    อยากมีผิวสวยใส ไว้ใจ Meko Clinic

    ท่านใดที่กำลังมองหาตัวช่วยที่จะเข้ามาช่วยฟื้นฟูผิว ให้ผิวดูเปล่งปลั่ง อิ่มน้ำ Meko Clinic ขอแนะนำการฉีดผิว Glass Skin กับเรา ทางคลินิกของเรามีสูตรการรักษาที่คิดค้นมาเป็นอย่างดี มีคุณภาพจากแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง สูตรเฉพาะของเราจะช่วยดูแลผิว ให้เผยผิวสวยใสได้แบบสาวเกาหลี แบบไม่มีผิดหวังเลยค่ะ

    คิ้วถือเป็นองค์ประกอบหลักที่ช่วยให้ใบหน้าดูดี ไม่ว่าจะสำหรับคุณผู้หญิง หรือคุณผู้ชาย แต่ถ้าสำหรับคุณผู้ชาย นอกจากคิ้วแล้ว บนใบหน้ายังมีจุดสร้างความดูดีให้ได้อีกด้วย นั่นก็คือหนวดและเครา องค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้ จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ และความคมเข้มให้กับคุณผู้ชายได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับผู้ชายบางคนการจะไว้หนวดและเครา คงจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก อาจเพราะด้วยกรรมพันธุ์ของตัวเองที่ไม่ได้เป็นคนที่ไม่ได้มีขนดกอยู่แล้ว ส่งผลให้หนวดและเครานั้นขึ้นยากกว่าคนทั่วไป ทำให้จำเป็นต้องพึ่งการปลูกคิ้ว ปลูกหนวด ปลูกเครา ถาวร เพื่อให้มีขนที่ดูดกดำ และคมเข้มอย่างที่ต้องการ

    โดยในบทความนี้ Meko Clinic จะมาพูดถึงบริการปลูกคิ้ว ปลูกผม ปลูกหนวด ปลูกเคราถาวรแบบ FUE ที่เป็นหนึ่งในบริการของทางคลินิก เทคโนโลยีนี้จะเป็นอย่างไร เราจะมาอธิบายให้ฟังค่ะ

    ปลูกคิ้ว ปลูกหนวด ปลูกเคราแบบ FUE เป็นอย่างไร?

    การปลูกคิ้ว ปลูกหนวด ปลูกเคราถาวรแบบ FUE คือ การศัลยกรรมเซลล์รากผม โดยใช้เครื่องมือที่มีหัวเจาะขนาดเล็กมากดึงเส้นผม และเซลล์รากผม เพื่อนำมาปลูกบริเวณคิ้ว หนวด และเครา ซึ่งเทคนิคนี้จะสามารถสร้างแนวขนใหม่ได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ขนบริเวณที่ทำการปลูกใหม่จะมีความยาวกว่า เห็นแนวขนบริเวณนั้นๆได้ทันทีหลังจากที่รักษาเสร็จและยังมองไม่เห็นแผล ทั้งแผลจากการเจาะกราฟ และแผลจากการฝังกราฟ โดยขนบริเวณที่ปลูกจะมีความยาวที่สมบูรณ์แบบใช้เวลาประมาณ 6-10 เดือน

    แต่ข้อเสียของการปลูกคิ้ว ปลูกหนวด ปลูกเคราถาวรแบบ FUE ก็มีอยู่เล็กน้อย นั่นก็คือ การรักษาแบบนี้จะเป็นการเจาะออกมาเฉพาะส่วนรากผม ซึ่งอาจจะทำให้รากผมเกิดการเสียหายระหว่างผ่าตัดได้ง่าย และรากผมที่มีความสมบูรณ์ที่จะนำมาใช้ปลูกได้อาจมีน้อย มีความเป็นไปได้ที่จะปลูกติดต่ำ นอกจากนี้เทคนิคแบบ FUE ยังไม่เหมาะกับคนที่มีผมบริเวณท้ายทอยบาง เพราะจะทำให้ผมแหว่ง และบางกว่าเดิมได้

    เตรียมตัวอย่างไรก่อนปลูกคิ้ว ปลูกหนวด ปลูกเคราแบบ FUE

    ก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อความพร้อมของร่างกายผู้ที่มารักษาควรปฏิบัติตัวดังนี้ จะทำให้การรักษามีความสมบูรณ์ที่สุด

    • หนึ่งอาทิตย์ก่อนเข้ารับการรักษาควรงดทานยา หรืออาหารเสริมที่จะส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน , วิตามินอี , น้ำมันปลา เป็นต้น
    • หนึ่งอาทิตย์ก่อนเข้ารับการรักษางดการใช้สารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นผม อย่างเช่น Rogaine , Minoxidil เป็นต้น
    • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมไปถึงงดบุหรี่เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ทั้งก่อน และหลังจากรักษา พร้อมกับต้องพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 6 ชั่วโมง
    • กรณีที่ผู้ที่มารักษาเป็นโรคความดันสูง และต้องใช้ยา Beta Blocker จำเป็นต้องบอกแพทย์ก่อน เพื่อทำการเปลี่ยนยาก่อนรักษาอย่างน้อย 7 วัน เพราะอาจมีผลกับยาชาที่ใช้ในการรักษา

    ดูแลตัวเองหลังปลูกคิ้ว ปลูกหนวด ปลูกเคราแบบ FUE

    เพื่อให้ได้ผลลัพธ์หลังรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่รักษาเรียบร้อยแล้ว ควรดูแลตัวเองดังนี้

    • 1-2 วันแรกหลังจากรักษาควรเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำ และเมื่อผ่านไป 2 วันแล้ว ก็สามารถล้างแผลได้ แต่ไม่ควรใช้น้ำร้อนเกินไป และไม่ควรถูด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะส่งผลกับรากขนที่พึ่งปลูก
    • ระวังการสัมผัสบริเวณที่รักษาแรงเกินไป รวมไปถึงการแสดงสีหน้าเกินจำเป็น เช่น การยิ้ม หัวเรา เพราะจะทำให้รากของขนที่รักษาหลุดได้
    • ในเรื่องของการทานอาหาร 1-2 วันแรกหลังจากรักษา ควรทานอาหารที่เป็นของเหลวที่สามารถใช้หลอดดูดได้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารเปื้อนแผล เลี่ยงการติดเชื้อ และเมื่อผ่านไป 2 วันแล้วก็สามารถกลับมาทานแบบปกติได้ แต่ควรทำความสะอาดแผลทุกครั้งหลังทานเสร็จ
    • เวลานอนควรนอนหงาย เลี่ยงการนอนคว่ำ และนอนตะแคง สามารถใชหมอนหนุนรองคอไว้ เพื่อป้องกันให้แผลไม่ไปถูกับหมอน และป้องกันแผลกดทับบริเวณท้ายทอยด้วยเช่นกัน
    • หลังการรักษาอาจมีอาการบวมบริเวณริมฝีปาก สามารถบรรเทาได้โดยการประคบเย็นบริเวณที่บวม หรือปล่อยไว้เพราะอาการจะหายไปเองภายใน 5 วัน

    เพราะการมีขนคิ้ว หนวด และเคราที่ดูดกเข้ม จะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้คุณผู้ชายได้ หากท่านใดสนใจการปลูกคิ้ว ปลูกหนวด ปลูกเคราถาวรแบบ FUE ที่ Meko Clinic ยินดีให้คำปรึกษา และดูแลอย่างใส่ใจทุกรายละเอียด พร้อมด้วยทีมแพทย์มากประสบการณ์ ผลลัพธ์ที่ออกมาจะต้องทำให้ทุกท่านพึงพอใจ

    หากสนใจศัลยกรรมปลูกผมสามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก