การมีเส้นผมที่ดูดกดำ มีหน้าผากที่ไม่กว้าง ถือว่าเป็นเรื่องที่แทบจะทุกคนอยากให้เกิดกับตัวเองมากที่สุด เพราะทั้งจะช่วยสร้างบุคลิกที่ดี สร้างความมั่นใจในตัวเองได้มากขึ้น แต่ด้วยกรรมพันธุ์ หรืออายุที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้มีหน้าผากที่ค่อนข้างกว้าง หรือมีผมที่ค่อนข้างบาง ปัญหาเหล่านี้อาจจะส่งผลต่อความมั่นใจให้ใครหลายคนได้

แต่ปัญหาหน้าผากเถิก หน้าผากกว้างนั้น ในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยจะเป็นการปลูกผม ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ เป็นการปลูกผม แบบไม่ต้องโกนหัวด้วย แล้ววิธีนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง Meko Clinic จะมาอธิบายรายละเอียดต่างๆให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ

ปลูกผมแบบ FUE และ FUT ต่างกันอย่างไร?

การปลูกผม แบบไม่ต้องโกนหัว FUE คือการปลูกถ่ายเซลล์รากผมลงไปบนบริเวณที่ต้องการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะส่งผลให้บริเวณที่ทำการรักษานั้นมีเซลล์รากผมถาวร เมื่อมีผมงอกมาแล้วจะไม่มีการหลุดล่วงซ้ำอีก นอกจากนี้การปลูกผมแบบนี้ยังมีแผลผ่าตัดที่เล็กมาก ยากที่จะมองเห็น

แต่การปลูกผม แบบไม่ต้องโกนหัว FUT จะเป็นเทคนิคการปลูกผมโดยการตัดนำหนังศีรษะด้านหลังที่มีรากผมแข็งแรง มีการหลุดร่วงของเส้นผมน้อย นำมาปลูกบริเวณที่มีปัญหา วิธีนี้จะทำให้เซลล์รากผมบอบช้ำ และเสียหายน้อย

การปลูกผมแบบ FUE และ FUT เหมาะกับใครบ้าง

การปลูกผมแบบไม่ต้องโกนหัว FUE เป็นเทคโนโลยีแก้ปัญหาหน้ากว้าง หน้าผากเถิกที่เหมาะกับคนที่มีผมส่วนท้ายทอยยังเยอะ และแข็งแรงอยู่ เพราะถ้ามีรากผมที่ไม่แข็งแรง อาจจะทำให้การปลูกผมได้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่ รวมไปถึงถ้ามีผมที่ท้ายทอยน้อย จะส่งผลให้การรักษาเห็นผลลัพธ์ไม่ชัดเจน

การปลูกผมแบบไม่ต้องโกนหัว FUT จะเหมาะกับคนมีปัญหาผมร่วง ผมบาง ที่เซลล์รากผมเสื่อมมาก และนอกจากจะช่วยรักษาผมร่วง ผมบางแล้ว ยังเหมาะกับคนที่มีศีรษะล้าน ต้องการปรับแก้แนวผม ต้องการให้มีผมด้านหน้าเพิ่มขึ้นมา

ขั้นตอนการปลูกผมทั้งแบบ FUE และ FUT

การปลูกผม แบบไม่ต้องโกนหัวทั้ง 2 วิธีนี้มีขั้นตอนการรักษาที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละวิธีจะมีวิธีการดังนี้

ขั้นตอนการปลูกผมแบบ FUE

  • เริ่มแรกแพทย์จะทำการออกแบบแนวผม และประเมินจำนวนกราฟที่จะต้องใช้ปลูกผม ทั้งนี้การประเมินจะคำนึงถึงรูปหน้าของผู้เข้ารักษาด้วย
  • ก่อนเข้าสู่การรักษา แพทย์จะฉีดยาชาให้ก่อน หลังจากที่ยาชาเริ่มออกฤทธิ์ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวกราฟผม
  • เริ่มเจาะกราฟผมจากบริเวณท้ายทอยด้านหลัง โดยการเจาะจำเป็นจะต้องพึ่งแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูง เพราะจะช่วยประหยัดระยะเวลาการรักษาได้
  • แยกกราฟผมที่แข็งแรง แบ่งชนิดของเส้นผม และก็จะทำการปักกราฟผมลงไปบริเวณที่จะรักษาโดยจะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติของแนวผมด้วย เพื่อให้ผมที่ปักเรียงตัวคล้ายกับผมเดิมที่มีอยู่มากที่สุด

ขั้นตอนการปลูกผมแบบ FUT

  • เริ่มจากการตัดเซลล์หนังศีรษะที่มีรากผมแข็งแรงออกมาก่อน และนำเซลล์รากผมแยกออกมาจากเนื้อเยื่อรอบๆเพื่อรอปลูกถ่าย
  • หลังจากที่ปลูกถ่ายเข้าไปในตำแหน่งใหม่แล้ว เซลล์จะเริ่มยึดกับเนื้อเยื่อรอบๆ
  • เมื่อเซลล์เริ่มติดกับเนื้อเยื่อรอบๆแล้ว เซลล์จะเสริมฟื้นฟูโดยการสร้างเส้นผมขึ้นมา โดยจะเป็นเส้นผมแบบถาวร

ดูแลตัวเองหลังปลูกผมอย่างไร?

  • ในเรื่องของการสระผม ช่วงสัปดาห์แรกหลังจากรักษา ควรสระผมอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง โดยเลือกใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนถูเบาๆ และใช้น้ำอุณหภูมิปกติ หรืออุ่นเล็กน้อยในการสระ
  • ช่วงสัปดาห์แรกควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด เพราะอุณหภูมิที่ร้อนจะส่งผลกับรากผมที่ปลูกไป
  • งดออกกำลังกาย 1 สัปดาห์หลังจากรักษา เพราะจะส่งผลให้แผลกระเทือน ทำให้รากผมหลุดออกมาได้ และงดดื่มแอลกอฮอลล์ 2 วันหลังผ่าตัด เพื่อกันการเลือดออก และอาการบวม
  • หลังจากรักษาอาจมีอาการบวมเล็กน้อยบริเวณหน้าผาก สามารถใช้แผ่นประคบเย็นมาประคบเพื่อบรรเทาให้อาการดีขึ้นได้

เลือกปลูกผมอย่างมั่นใจได้ที่ Meko Clinic

Meko Clinic พร้อมดูแลทุกท่านอย่างใส่ใจทุกรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการประเมิน ไปจนถึงหลังจากที่รักษาเสร็จ เรามีทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรักษามาหลากหลายเคส พร้อมกับอุปกรณ์การรักษาที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เราจะทำให้ท่านพึงพอใจอย่างที่สุด

คุณแม่หลายคนหลังจากที่คลอดแล้วมักจะมีปัญหาหน้าท้อง โดยหนึ่งในปัญหาใหญ่ๆที่เจอจะเป็นหน้าท้องหย่อนคล้อย ซึ่งปัญหานี้เกิดจากในช่วงตั้งครรภ์กล้ามเนื้อหน้าท้องจะมีการยืดขยาย และยังจะต้องรับประทานอาหารมากขึ้นจากเดิม เพื่อที่จะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ เมื่อหลังจากคลอดแล้วจะทำให้เกิดปัญหาหน้าท้องหย่อนคล้อย ซึ่งปัญหานี้อาจลดความมั่นใจในตัวเองลงได้

ปัญหาน่ากังวลใจนี้ สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันที่พัฒนาขึ้นมาก ทำให้มีหลากหลายวิธีที่จะมาช่วยแก้ปัญหานี้ โดยหนึ่งในนั้นคือการตัดไขมันหน้าท้อง และบทความนี้ Meko Clinic จะมาพูดถึงเกี่ยวกับการตัดไขมันหน้าท้อง ว่าทำอย่างไร มีอยู่กี่แบบ และเรื่องอื่นๆที่ควรรู้ให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ

การตัดไขมันหน้าท้อง เป็นอย่างไร?

การตัดไขมันหน้าท้อง(Tummy Tuck) เป็นการผ่าตัดนำไขมัน รวมไปถึงผิวหนังส่วนเกินออกไป โดยตำแหน่งการเปิดแผลหน้าท้องจะอยู่บริเวณเหนือหัวเหน่า หลังจากนั้นจะทำการเย็บแก้ไขกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพื่อทำให้กล้ามเนื้อกระชับ โดยการผ่าตัดนี้จะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง และจะมีรอยแผลที่เป็นเส้นยาวอยู่เหนือหัวเหน่าถึงสะโพก ซึ่งการตัดไขมันหน้าท้องนั้น มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน นั่นก็คือ

1. การผ่าตัดไขมันหน้าท้องแบบย้ายสะดือ

วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีไขมันค่อนข้างมาก รวมไปถึงหน้าท้องหย่อนคล้อยมาก หรือมีหน้าท้องแตกลายจากการคลอดบุตร โดยจะมีขั้นตอนดังนี้

  • เริ่มแรกแพทย์จะต้องทำการตรวจสอบความหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพื่อที่จะวางแผนผ่าตัดได้อย่างถูกต้อง และแม่นยำ
  • แพทย์จะกำหนดตำแหน่งของแผลบริเวณหัวเหน่า เพื่อทำการเปิดแผลผ่าตัดผ่านชั้นผิวหนัง ไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ
  • เลาะพังผืดของระหว่างชั้นกล้ามเนื้อ และไขมัน โดยจะเลาะไปจนถึงประมาณใต้ราวนม ซึ่งจะทำให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องชัดขึ้น
  • เย็บกล้ามเนื้อหน้าท้อง โดยจะเย็บตั้งแต่ใต้ราวนมไปจนถึงหัวเหน่า ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อท้องกระชับ
  • ดึงชั้นผิวหนัง และชั้นไขมันหน้าท้องลงมา ตัดส่วนเกินตั้งแต่แนวบนสะดือเดิมจนถึงบริเวณหัวเหน่าออกไป จากนั้นเย็บตกแต่งแผล เจาะรูสะดือใหม่ และเย็บตกแต่งสะดือให้สวยงาม
  • ขั้นตอนสุดท้ายคือ การตัด และเย็บผิวหนังส่วนเกินตามแนวบริเวณหัวเหน่าให้ดูสวยงาม

2. การผ่าตัดไขมันหน้าท้องแบบไม่ย้ายสะดือ

การผ่าตัดแบบนี้เหมาะกับคนที่ต้องการแก้ปัญหาหน้าท้องลาย แต่มีไขมันหน้าท้องไม่มาก โดยวิธีนี้หลังผ่าตัดเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย ซึ่งมีวิธีดังนี้

  • เริ่มต้นโดยแพทย์จะตรวจสอบความหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อหน้าท้อง จากนั้นจะทำการวางแผนผ่าตัด
  • ทำการเปิดแผลที่บริเวณหัวหน่าเพื่อเลาะพังผืดระหว่างชั้นกล้ามเนื้อ และไขมัน โดยจะเลาะไปจนถึงประมาณใต้สะดือ
  • ขั้นตอนสุดท้ายจะทำการดึงชั้นผิวหนัง และชั้นไขมันลงมา จากนั้นตัดส่วนเกินออก และเย็บแผลให้เรียบร้อย

ดูแลตัวเองอย่างไร หลังจากตัดไขมันหน้าท้อง?

เนื่องจากการตัดไขมันหน้าท้องถือว่าเป็นการผ่าตัดรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นหลังจากผ่าตัดแล้วควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงตามมา โดยมีวิธีดูแลตัวเองดังนี้

  • หลังจากที่ผ่าตัดมาแล้ว 2-3 วัน ควรจะใส่ผ้ารัดหน้าท้องเพื่อกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องทุกวัน โดยใส่อย่างน้อย 1 เดือน และเมื่อผ่านไปแล้วหนึ่งเดือนสามารถใส่แค่ตอนกลางคืนได้
  • ในช่วง 2 เดือนหลังจากที่ผ่าตัด ควรเลี่ยงการออกกำลังกายออกไปก่อน ยิ่งโดยเฉพาะการออกกำลังกายหน้าท้อง
  • ควรนอนในท่าที่ให้ศีรษะสูง และให้ชันเข่า 30 องศา
  • ในช่วง 6 เดือนแรกเลี่ยงการทานอาหารที่จะทำให้ท้องผูก ทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำมากๆเพื่อไม่ให้ท้องผูก

ทำไมต้องตัดไขมันหน้าท้องที่ Meko Clinic

Meko Clinic เราเพรียบพร้อมไปด้วยแพทย์เฉพาะทางที่มากประสบการณ์ พร้อมทั้งยังมีเครื่องมือการรักษาที่ทันสมัย ถูกต้องตามมาตรฐาน หากท่านใดมีความสนใจในการตัดไขมันหน้าท้อง เรายินดีให้คำปรึกษา และดูแลอย่างใส่ใจในทุกขั้นตอนค่ะ

หากสนใจศัลยกรรมดูดไขมันหน้าท้องสามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

หลังจากที่คลอดแล้ว คุณแม่เกือบจะทุกคนต้องมีปัญหาต่างๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านอารมณ์เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป หรือจะเป็นปัญหาทางกายภาพต่างๆเช่น ผมร่วง ผื่นขึ้น ผิวพรรณเปลี่ยนไป รูปร่างเปลี่ยนไป และอีกหนึ่งปัญหาที่คุณแม่หลายคนน่าจะต้องเจอกัน นั่นก็คือ หน้าอกหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึงเหมือนเดิม

แต่ปัจจุบัน ปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อยนั้นก็สามารถทำให้กลับมาเต่งตึงอีกครั้งได้ด้วยการเสริมหน้าอกให้ยกกระชับ ซึ่งการเสริมหน้าอกแบบนี้แตกต่างจากการทำหน้าอกให้ดูใหญ่ขึ้น แล้วการเสริมแบบนี้เป็นอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง ในบทความนี้ Meko Clinic จะมาอธิบายให้ฟังค่ะ

รู้ไว้ก่อนเสริมหน้าอก หน้าอกหย่อนคล้อยเพราะอะไรบ้าง?

ปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อย นอกจากจะมาจากภาวะหลังคลอดแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกด้วย โดยมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้

  • เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความยืดหยุ่น และเต่งตึงของผิวหนังลดลง นั่นรวมไปถึงความเต่งตึงของหน้าอกด้วยเช่นกัน
  • เกิดจากความอ้วน เนื่องจากความอ้วนจะทำให้หน้าอกมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งน้ำหนักของหน้าอกที่เพิ่มขึ้นก็จะส่งผลให้หน้าอกหย่อนคล้อย
  • การที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วก็มีส่วนทำให้หน้าอกหย่อนคล้อย เพราะจะทำให้ไขมันในหน้าอกหายไวเกินไป ทำให้ผิวหนังเหลือเยอะกว่าไขมัน เนื้อหน้าอกก็จะหย่อนลง
  • เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆหรือออกกำลังกายอย่างหนักเกินไปโดยที่เสื้อซัพพอร์ตหน้าอกไม่ดีพอ
  • เกิดจากกรรมพันธุ์ที่คนในครอบครัวอาจจะมีหน้าอกที่ใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งการที่มีหน้าอกใหญ่ จะทำให้หย่อนคล้อยได้ง่ายกว่าปกติ

เทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกยกกระชับแบบต่างๆ

เทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกยกกระชับแบบต่างๆ

การผ่าตัดเสริมหน้าอกยกกระชับมีอยู่หลายเทคนิค ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน และดุลพินิจของแพทย์ โดยมีเทคนิคต่างๆ ดังนี้

1.เทคนิคพระจันทร์เสี้ยว

เหมาะกับคนที่มีปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อยเล็กน้อย โดยจะมีหัวนมอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานไม่เกิน 1 เซนติเมตร ซึ่งแพทย์จะตัดขอบตรงปานนมให้เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว จากนั้นจะยกหัวนม และปานขึ้นมาเล็กน้อย วิธีนี้จะช่วยยกหัวนมขึ้นมาได้ 1-3 เซนติเมตร และขยับปานนมขึ้นมาได้ 2-3 เซนติเมตร

2. เทคนิคโดนัท

เหมาะกับคนที่มีปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อยปานกลาง มีหัวนมอยู่ต่ำกว่าใต้ราวนมมากกว่า 1 เซนติเมตร วิธีการผ่าตัดก็คือ จะตัดผิวหนังรอบปานนมเป็นทรงกลมเหมือนกับโดนัท จากนั้นเย็บเข้าหาหัวนมให้ดูกระชับขึ้น วิธีนี้มีข้อดีคือแผลจะดูเป็นธรรมชาติ

3. เทคนิคแผลแนวตั้ง

เหมาะกับคนที่มีปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อยมาก มีหัวนมอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน 2-3 เซนติเมตร ข้อดีของเทคนิคนี้คือ ผิวหนังหน้าอกด้านนอก และหน้าอกด้านในจะขยับมาอยู่ตรงกลาง ส่วนบนหน้าอก และหัวนมไม่มีลักษณะแบน ดูสวยงาม

4. เทคนิคแบบรูปสมอ

เหมาะกับคนที่มีปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อยมากที่สุด โดยจะมีหัวนมอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานมากกว่า 3 เซนติเมตรขึ้นไป เทคนิคเสริมหน้าอกนี้จะช่วยให้เนื้อหน้าอกยกขึ้น ปรับสัดส่วนโครงสร้างเต้านมอย่างตรงจุด รวมไปถึงหัวนม และปานนมก็จะถูกย้ายตำแหน่งอย่างเป็นธรรมชาติ

เสริมหน้าอกยกกระชับ ไว้ใจ Meko Clinic

คุณผู้หญิงท่านใดที่มีความต้องการเสริมหน้าอกเพื่อยกกระชับ Meko Clinic ยินดีให้คำปรึกษา และดูแลอย่างเต็มที่ คลินิกของเราพร้อมไปด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอุปกรณ์การรักษาอย่างทันสมัย เพราะอย่างนั้นผลลัพธ์ที่ท่านจะได้กลับไป จะต้องเป็นที่พึงพอใจทุกท่านอย่างแน่นอนค่ะ

หากสนใจศัลยกรรมเสริมหน้าอกสามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

ในปัจจุบัน การศัลยกรรมหน้าอกหรือการเสริมหน้าอก จำเป็นจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อใส่ซิลิโคนเข้าไปเพิ่มขนาดของหน้าอก ทำให้บริเวณที่ถูกผ่าตัดนั้นเกิดเป็นรอยแผลเป็นได้ โดยทั่วไปแล้วแผลผ่าตัดจะเกิดขึ้นได้สามตำแหน่งด้วยกัน ขึ้นอยู่ที่ความเหมาะสม และความต้องการของผู้เสริม โดยในแต่ละตำแหน่งมีจุดไหนบ้างนั้น บทความนี้มีคำตอบ

การเสริมหน้าอก กับแผลผ่าตัด 3 ตำแหน่ง

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ในปัจจุบันการเสริมหน้าอกไม่ได้มีเพียงแค่ที่ใต้รักแร้ และบริเวณใต้ราวนม แต่ยังมีบริเวณปานนมด้วย โดยแต่ละตำแหน่งจะมีข้อแตกต่างกันดังนี้

  • ใต้รักแร้ เป็นบริเวณที่คนไทย รวมไปถึงคนเอเชียส่วนใหญ่ทำบริเวณนี้ เป็นบริเวณที่สามารถซ่อนรอยแผลไว้ใต้รักแร้ได้ สังเกตเห็นยาก แต่ในช่วงแรกหลังจากที่ผ่าตัดเสร็จจะค่อนข้างเจ็บ เพราะใกล้กับกล้ามเนื้อแขนพอดี จึงทำให้เคลื่อนไหวมากไม่ค่อยได้
  • – ใต้ราวนม หลังจากทำมาบริเวณนี้จะไม่เป็นแผลนูน เหมาะกับใครที่เป็นแผลแล้วหายไว ข้อดีของการทำที่ใต้ราวนมจะผ่าตัด และจัดทรงง่าย แต่สำหรับคนที่แผลหายช้าอาจจะทำให้มีรอยแผลบริเวณขอบชุดชั้นใน
  • – ปานนม อยู่ระหว่างรอยต่อของผิวสีเข้ม และผิวสีอ่อนบริเวณหัวนม ในการผ่าตัดก็จะทำได้ไม่ยากเช่นกัน และข้อดีคือ เมื่อแผลหายแล้วจะมองไม่ค่อยเห็น ซ่อนแผลได้ แต่ข้อเสียคือ บางคนอาจจะมีอาการหัวนมชาหากผ่าตัดใกล้หัวนมมากไป

พื้นผิว 4 รูปแบบของซิลิโคนทำนม

ซิลิโคนที่ HOT mสุด Breast sugery

ได้ทราบถึงตำแหน่งการผ่าตัดไปแล้ว ในส่วนนี้จะมาพูดถึงรูปแบบต่างๆของซิลิโคนที่มีอยู่ 4 รูปแบบดังนี้

1. ซิลิโคนแบบผิวเรียบ

ซิลิโคนผิวเรียบจะมีสีที่ใสมาก คล้ายกับถุงที่ใส่น้ำจนเต็ม และเป็นซิลิโคนที่เมื่อเสริมแล้วจะมีโอกาสเกิดริ้วรอยบนเต้านมได้น้อย ซึ่งทำให้หลายคนเลือกใช้ซิลิโคนแบบนี้กัน แต่ข้อเสียของผิวเรียบก็คือ ต้องคอยนวดเต้านมตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้านวดไม่ดีจะทำให้มีโอกาสเกิดพังผืดรอบซิลิโคน อาจจะเกิดอาการเจ็บ หรือซิลิโคนชำรุดได้

2. ซิลิโคนแบบผิวทราย

เป็นซิลิโคนที่มีสีขุ่น เนื้อมีความสากเล็กน้อย หากใส่เป็นเวลานาน เมื่อผิวหย่อนคล้อย ซิลิโคนมีโอกาสที่จะเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่เสริมได้ เพราะผิวทรายจะยึดกับเนื้อเยื่อรอบๆไว้ นอกจากนี้ยังไม่ต้องคอยนวดเต้าบ่อย เพราะซิลิโคนแบบนี้มีโอกาสเกิดพังผืดรอบเต้านมได้น้อย

3. ซิลิโคนแบบผิวกึ่งเรียบกึ่งทราย

ซิลิโคนประเภทนี้มีเนื้อละเอียด แต่ไม่ถึงกับเรียบมาก และก็ไม่ขรุขระเท่าผิวทราย เป็นซิลีโคนที่มีความสมดุลระหว่างซิลิโคนแบบผิวเรียบ และซิลิโคนแบบผิวทราย

4. ซิลิโคนแบบผิวกำมะหยี่

เป็นซิลิโคนที่มีพื้นผิวแบบกึ่งเรียบกึ่งทรายเช่นกัน แต่จะมีความนิ่ม และความเป็นธรรมชาติมาก นอกจากนี้ยังมีโอกาสน้อยที่จะเกิดพังผืด ทำให้ไม่ต้องนวดหน้าอกบ่อยๆ

หลังเสริมหน้าอกดูแลตัวเองอย่างไร?

  เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงความปลอดภัย หลังจากที่เสริมหน้าอกมาแล้ว ควรจะต้องดูแลตัวเองดังนี้

  • ควรนวดหน้าอกตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งความถี่ในการนวดจะขึ้นอยู่กับซิลิโคนที่เลือกใช้ การนวดหน้าอกจะช่วยให้หน้าอกนิ่มเหมือนธรรมชาติ ไม่แข็งจนเกินไป และไม่ทำให้เกิดพังผืด
  • เลี่ยงการใช้แรงที่แขน เพราะแผลจากการเสริมหน้าอกกับแขนจะอยู่ห่างกันไม่มาก ถ้าออกแรงมากบริเวณอาจทำให้เจ็บได้ และแผลจะหายช้าลง
  • นอนให้ถูกท่า โดยในช่วง 3 วันแรก ควรจะนอนหงายโดยใช้หมอนสูงจะช่วยลดอาการบวมได้ดี และไม่ควรนอนตะแคง หรือนอนคว่ำ เพราะจะทำให้หน้าอกเบี้ยวผิดรูปทรงได้
  • งดกินอาหารแสลง อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อาหารทะเล อาหารเค็ม อาหารหมักดอง เพราะอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงกับแผลได้

หลังเสริมหน้าอกสามารถให้นมบุตรได้หรือไม่ ?

การเสริมหน้าอก เป็นศัลยกรรมความงามที่ทำได้โดยการเสริมซิลิโคนซึ่งเป็นการใช้เต้านมเทียม และการฉีดไขมันตัวเองเข้าไปเพิ่มขนาดหน้าอก แม้การศัลยกรรมเสริมหน้าอกจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี มีความปลอดภัยและสามารถสร้างความมั่นใจในบุคลิกภาพของคนเองได้ แต่บางคนอาจมีความกังวลใจหรือมีข้อสงสัยว่าหลังเสริมหน้าอกสามารถให้นมบุตรได้หรือไม่ สำหรับข้อสงสัยนี้ “สามารถให้นมลูกได้” เพราะการเสริมหน้าอกไม่มีขั้นตอนที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำนม ดังนี้

  1. การเสริมหน้าอกนิยมเปิดแผลผ่าตัดใต้รักแร้หรือใต้ราวนม เพื่อใส่ถุงซิลิโคนเข้าไปใต้หรือเหนือกล้ามเนื้อเต้านม โดยไม่มีการตัดท่อน้ำนมหรือตกแต่งบริเวณหัวนม จึงสามารถให้นมลูกได้
  2. การเสริมหน้าอกมีการวางซิลิโคน 2 ตำแหน่ง คือ วางใต้กล้ามเนื้อ และวางใต้ตัวเนื้อนม ซึ่งทั้ง 2 ตำแหน่ง ไม่มีผลต่อการให้นมบุตร เนื่องจากถุงซิลิโคนวางอยู่ด้านใต้เนื้อนม จึงไม่มีผลกระทบต่อการสร้างน้ำนม
  3. การเสริมหน้าอก ส่วนที่ใช้สร้างน้ำนมไม่ได้รับผลกระทบ ทำให้กระบวนการผลิตน้ำนมยังสามารถสร้างน้ำนมได้เป็นปกติ

ทำไมต้องมาเสริมหน้าอกที่ Meko Clinic 

Meko Clinic พร้อมดูแลทุกท่านโดยแพทย์เฉพาะทาง ท่านสามารถไว้วางใจผลลัพธ์ของเราได้ โดยเราจะใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนประเมินรายละเอียด ไปจนถึงการรักษา นอกจากนี้ทางคลินิกยังมีเครื่องมือการรักษาที่ทันสมัยอย่างครบครัน และถูกต้องตามมาตรฐาน

หากสนใจศัลยกรรมเสริมหน้าอกสามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

แน่นอนว่าการมีผิวหน้าที่ดูหย่อนคล้อย ไม่กระชับ คงจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำลายความมั่นใจของใครหลายๆคน ซึ่งปัญหานี้จึงทำให้ต้องพึ่งคลินิกเสริมความงาม เพื่อฟื้นฟูผิวหน้าให้กลับมาดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง โดยวิธีเสริมความงามก็มีให้ได้เลือกมากมาย ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน แต่มีอยู่หนึ่งวิธีการเสริมความงาม ที่ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ และหลายคนก็น่าจะรู้จักกันดี นั่นก็คือ การฉีด Filler

โดยในบทความนี้ Meko Clinic จะมาพูดถึงเรื่องต่างๆที่คุณควรรู้ก่อนจะตัดสินใจฉีด Filler ไม่ว่าจะเป็น ประเภทของ Filler บริเวณที่สามารถฉีดได้ ทำไมถึงควรฉีด และอีกหลายเรื่อง มาดูกันเลยค่ะ 

ทำความรู้จักกับ Filler

การฉีด Filler เป็นการยกกระชับใบหน้าให้กลับมาดูอิ่มฟู เติมร่องริ้วรอยลึกให้ดูตื้นขึ้น โดยใช้สาร HA หรือ ไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งสารนี้เป็นสารที่ผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบสารที่มีอยู่ในร่างกาย เมื่อฉีดลงไปแล้วสารนี้จะเข้าไปทดแทน และเติมเส้นใยคอลลาเจนที่เสื่อมสลายลงไป ส่งผลให้ผิวหน้ากระมาดูกระชับ และเต่งตึงได้อีกครั้ง

แต่นอกจาก Filler จะทำให้ผิวดูกระชับ เต่งตึงแล้ว ยังจะสามารถช่วยเสริมคาง ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื่น รูขุมขนดูเล็กลง เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวช่วยเสริมความงามที่มีคุณประโยชน์หลากหลายทีเดียว

Filler มีให้เลือกกี่ประเภท?

ก่อนจะทำการรักษาเราควรรู้ก่อนว่า Filler มีให้ได้เลือกด้วยกันทั้งหมด 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีจุดประสงค์ดังนี้

  • Filler แบบชั่วคราว จะเป็นการฉีดสารไฮยาลูโรนิคแอซิดลงไป ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว เมื่อฉีดเข้าไปแล้ว ผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี มีความปลอดภัยสูง และสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
  • Filler แบบกึ่งถาวร สารที่เอามาใช้ฉีดปกติจะเป็นสารโพลีอัลคิลลิไมด์ หรือสาร PMMA โดยการฉีดแบบนี้จะอยู่ได้ประมาณ 2-5 ปี แต่สารจะไม่สลายไป 100% และยังจะเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงได้ เพราะเป็นการฉีดสารแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย
  • Filler แบบถาวร การฉีดในแบบนี้จะนำน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว มาฉีดเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นสารที่ไม่สามารถสลายเองได้ และจะส่งผลข้างเคียงในระยะยาว หรืออาจจะเกิดการอักเสบรุนแรงได้

บริเวณที่นิยมฉีด Filler

จริงๆแล้วการฉีด Filler สามารถฉีดได้หลายบริเวณตามร่างกาย แต่ตำแหน่งที่มักจะได้รับความนิยมจะเป็นบริเวณใบหน้า เช่น หน้าผาก ใต้ตา ปาก คาง หรือฉีดปรับรูปหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ในการฉีดบางบริเวณก็ควรจะตัดสินใจให้ดี บวกกับปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากใบหน้าของเรามีแขนงเส้นเลือดแดงจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วทั้งใบหน้า ยิ่งแถวบริเวณหน้าผากและจมูก หากเลือกแพทย์หรือคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับตัวเองได้

สิ่งที่ควรทำหลังจากฉีด Filler

หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นผลลัพธ์อย่างยาวนาน ควรจะดูแลตัวเองหลังจากรักษา ดังนี้

  • ไม่ควรนวด กด หรือสัมผัสแรงๆบริเวณที่ฉีดมา เพราะอาจจะทำให้ Filler เคลื่อนที่ไปจากบริเวณที่ฉีดได้ หรือในบางคนหลังฉีดอาจมีอาการระคายเคือง ทางที่ดีไม่ควรเกา เพราะอาจอักเสบได้ แต่ถ้าอาการคันยังไม่หายภายใน 3 วัน ควรไปปรึกษาแพทย์
  • ก่อนฉีด และหลังฉีด ควรเลี่ยงการทานอาหาร หรืออาหารเสริมบางชนิดที่มีส่วนประกอบของกรดผลไม้ เช่น กระเทียม โสม วิตามินอี เพราะสารเหล่านี้จะทำให้คนไข้เสี่ยงเกิดอาการช้ำได้ง่าย
  • เลี่ยงการโดนแสงแดด และความร้อนใน 48 ชั่วโมงแรกหลังจากรักษา เพราะความร้อนจะทำให้ผิวยืดหดมากกว่าปกติ และจะส่งผลกับการเซ็ตตัวของ Filler
  • 2-3 วันหลังจากรักษาให้หลีกเลี่ยงการแว็กซ์ ถอน ย้อมสีขน หรือใช้ครีมกำจัดขน เพราะผิวบริเวณที่ทำมาจะมีความบอบบางกว่าปกติ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคือง หรือเสี่ยงต่อการอักเสบได้
  • เนื่องจาก Filler คือสารไฮยาลูลอนิคซึ่งสามารถอุ้มน้ำได้ดี เพราะอย่างนั้น หลังฉีดไปแล้ว 4-5 วัน ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว การที่ดื่มน้ำมากๆ จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และดูเป็นธรรมชาติขึ้นด้วย

สนใจฉีด Filler ให้ Meko Clinic ดูแลคุณ

Meko Clinic พร้อมดูแลทุกท่านด้วยความใส่ใจ พร้อมกับคุณภาพในการรักษาที่คุณต้องพึงพอใจกับผลลัพธ์ เพราะเราเพรียบพร้อมไปด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มากประสบการณ์ พร้อมทั้งมีอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างครบครัน และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคุณถึงสามารถไว้วางใจกับการรักษาของเราได้อย่างแน่นอน

หากสนใจการฉีดฟิลเลอร์(Filler) สามารถดูรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ คลิ๊ก

“ขน” สิ่งเล็กๆบนร่างกายที่มีประโยชน์ซ่อนอยู่ อย่างเช่น ขนรักแร้ จะช่วยเพิ่มการกระจายของฟีโรโมนที่มีส่วนช่วยกระตุ้นอารมณ์ และพฤติกรรมทางเพศของอีกฝ่ายที่ได้รับ และยังจะช่วยลดการเสียดสีของผิวหนังบริเวณนั้นอีกด้วย หรือจะเป็นขนแขน ขนขา ที่มีหน้าที่ป้องกันการถูกปรสิตกัด อย่างเช่น ตัวเรือด เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคนการมีขนที่ยาว หรือเยอะเกินไป อาจจะทำให้ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่ อย่างเช่น คุณผู้หญิงที่ชอบใส่ชุดว่ายน้ำ ซึ่งถ้าหากมีขนมากจนเกินไปอาจจะทำให้แต่งตัวไม่สวยเท่าไหร่ หรือจะเป็นคุณผู้ชายที่อาจจะไม่มั่นใจเนื่องจากมีขนหน้าอก ขนหน้าแข้งที่ยาวเกินไป จึงจำเป็นที่ต้องกำจัดขนส่วนนั้นๆออกไป

ซึ่งในปัจจุบัน การกำจัดขนนั้นมีวิธีให้เลือกหลากหลายวิธี โดยหนึ่งในนั้นคือ การทำ Gentle Yag ซึ่งเป็นวิธีที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ แล้ววิธีนี้ช่วยกำจัดขนได้อย่างไร มีจุดเด่นอะไรบ้าง ในบทความนี้ Meko Clinic จะมาอธิบายให้ทุกคนทราบกันค่ะ

Gentle Yag คืออะไร?

การทำ Gentle Yag เป็นการใช้เลเซอร์รูปแบบหนึ่งยิงลงไปบนผิวหนัง โดยคลื่นนี้จะลงไปยังชั้นผิวหนังแท้ จากนั้นคลื่นจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ซึ่งความร้อนนี้จะเข้าไปทำลายรากของขน นอกจากนี้ยังจะช่วยกระตุ้นการทำงานของคอลลาเจน ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ลดความหย่อนคล้อย ริ้วรอยต่างๆ และยังจะช่วยให้ขนขึ้นช้ากว่าเดิม พร้อมทั้งเปลี่ยนให้เป็นขนที่เส้นเล็ก และบางลงอีกด้วย

เนื่องจากการคลื่นรักษาโดย Gentle Yag จะมีความร้อนในระหว่างที่รักษาอาจจะมีความรู้สึกอุ่นๆเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปแล้วในขณะที่ยิงเลเซอร์ จะมีเครื่องเป่าลมเย็นคอยบรรเทาอาการร้อนอยู่ตลอด และยังจะช่วยปกป้องผิวชั้นบนไม่ให้เกิดการไหม้อีกด้วย แต่การทำ Gentle Yag จะไม่ทำให้ขนหลุดทั้งหมดภายในครั้งเดียว ซึ่งขนจะหลุดไปประมาณ 30% ในการทำแต่ละครั้ง ดังนั้นควรจะทำต่อเนื่องประมาณ 6-8 ครั้ง เพื่อให้ขนหลุดออกไปอย่างถาวร

กำจัดขนด้วย Gentle YAG กี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

การกำจัดขนด้วย Gentle YAG Pro-U เป็นการทำเลเซอร์ขนที่ดีที่สุด เพราะสามารถกำจัดได้ลึกถึงรากขนซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดขนคุดให้หายได้อย่างถาวร และยังเป็นนวัตกรรมกำจัดขนด้วยพลังงานเลเซอร์ที่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ โดยขนจะลดลงไป 20-30 % ของการทำในแต่ละครั้ง และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 5-8 ครั้ง นอกจากนั้น จำนวนครั้งของการยิงเลเซอร์ด้วยเครื่อง Gentle YAG Pro-U ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้

  • ขนาดและความหนาของเส้นขน โดยผู้รับบริการแต่ละบุคคลจะมีขนาดและความหนาของเส้นขนแตกต่างกัน
  • การตอบสนองต่อพลังงานเลเซอร์ เนื่องจากการกำจัดขนด้วย Gentle YAG Pro-U สามารถกำจัดขนได้ทุกบริเวณของร่างกาย การตอบสนองต่อพลังงานเลเซอร์ในแต่ละบริเวณที่ต้องการกำจัดขน ก็จะมีความแตกต่างกันด้วย
  • ปริมาณเส้นขนในแต่ละบริเวณมีมากน้อยแตกต่างกัน ทำให้มีผลต่อจำนวนครั้งในการกำจัดขน

บริเวณที่กำจัดขน ด้วย Gentle YAG Pro-U

  • เลเซอร์ขนบริเวณจุดซ่อนเร้น เห็นผลลัพธ์ชัดเจน  6-10 ครั้ง
  • เลเซอร์ขนบริเวณรักแร้ เห็นผลลัพธ์ชัดเจน  6-8 ครั้ง
  • เลเซอร์ขนบริเวณแขน หรือขา เห็นผลลัพธ์ชัดเจน  8 – 10 ครั้ง

Gentle Yag เหมาะกับใครบ้าง?

บางคนอาจจะคิดว่า Gentle Yag จะใช้สำหรับการกำจัดขนเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆแล้วยังจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวจากริ้วรอย มีรอยเหี่ยวย่น โดยหลังจากที่รักษาแล้วจะทำให้ผิวดูเรียบเนียน ผิวกลับมาดูเต่งตึง อ่อนเยาว์ ริ้วรอยต่างๆ แลดูจางลงอีกด้วย

ก่อนทำต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?

ก่อนทำ Gentle Yag ควรจะต้องดูแลผิวบริเวณอย่างดี เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยควรเตรียมตัวดังนี้

  • ก่อนรักษาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ควรเลี่ยงการโกนขน ถอนขน หรือแวกซ์ขนบริเวณที่ต้องการจะรักษา
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ชำระล้างร่างกาย หรือโลชั่นต่างๆที่มีสารที่จะทำให้ระคายเคืองผิวหนัง เช่น กรด AHA , วิตามินเอ เป็นต้น
  • – ในช่วง 6 สัปดาห์ก่อนรักษา ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด
  • – ไม่ควรขัดผิว หรือสครับผิวตรงบริเวณที่จะรักษา และงดใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายใต้วงแขนก่อนจะมาทำ

หลังทำต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

เพื่อที่จะให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพ และไม่เกิดอาการข้างเคียงอื่นๆตามมา หลังจากรักษาควรจะต้องดูแลตัวเองดังนี้

  • หลังจากที่รักษามาแล้ว 1-2 วัน สามารถบรรเทาอาการได้โดยการประคบเย็น และทาโลชั่นบำรุงผิวควบคู่กันไป
  • 1-2 สัปดาห์ หลังจากรักษา ควรเลี่ยงไม่ให้บริเวณที่ทำมาโดนแสงแดด และควรทาครีมกันแดดทุกวัน แม้แต่วันที่ไม่ได้ออกไปไหนก็ควรทา
  • งดทำกิจกรรมที่มีความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อบไอน้ำ ทำซาวน่า เป็นต้น
  • สำหรับการรักษาบริเวณรักแร้ ควรงดทาผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประมาณ 2-3 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง

Meko Clinic การันตีคุณภาพ

หากท่านใดที่มีความต้องการที่จะกำจัดขนด้วยการทำ Gentle Yag ที่ Meko Clinic ยินดีให้คำปรึกษา เราพร้อมดูแลด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และมากประสบการณ์ นอกจากนี้เรายังมีเคสการรีวิวจากผู้ใช้บริการหลากหลายเคส มั่นใจได้เลยว่า Meko Clinic จะไม่ทำให้คุณผิดหวังกับการบริการของเราแน่นอนค่ะ

เป็นเรื่องปกติที่ว่า เมื่ออายุของคนเราเพิ่มขึ้น ผิวหนังก็จะค่อยๆหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึงเหมือนแต่ก่อน รวมไปถึงเกิดริ้วรอย รอยย่นขึ้นมา ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็อาจจะทำให้หลายคนเกิดความไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันที่พัฒนาขึ้นอย่างมาก จึงได้มีเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างดี นั่นก็คือ การยกกระชับผิวด้วย Ulthera อัลเทอร่า โดยเทคโนโลยีนี้หลายคนได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะช่วยฟื้นฟูผิวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น เพราะไม่ใช่การผ่าตัด ทำให้หลายคนสนใจการทำ Ulthera อัลเทอร่านั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะตัดสินใจ เราก็ควรรู้ก่อนว่า Ulthera อัลเทอร่า มีจุดประสงค์หลัก ๆ เพื่อช่วยเรื่องใดบ้าง มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรหลังจากทำไปแล้ว รวมไปถึงวิธีตรวจสอบคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง โดยในบทความนี้ Meko Clinic จะมาอธิบายถึงข้อมูลเกี่ยวกับ Ulthera อัลเทอร่า ให้ทุกคนได้ทราบกัน ไปดูกันได้เลยค่ะ

Ulthera อัลเทอร่า คือ ตัวช่วยสำหรับคนอยากมีผิวดี

Ulthera (อัลเทอร่า) คือ เทคโนโลยีเพื่อกระชับผิว ที่ได้ทั้งผิวหน้า และผิวกาย โดยการทำงานของ Ulthera จะเป็นการยิงคลื่นเสียงความถี่สูงลงไปใต้ชั้นผิวหนัง เมื่อยิงลงไปแล้วจะเกิดความร้อนประมาณ 60-70°C ที่ใต้ผิวหนัง ซึ่งความร้อนนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย นอกจากนี้คลื่นเสียงนี้ยังจะสามารถลงลึกได้ถึงระดับของการผ่าตัด นั่นจึงช่วยกระตุ้นให้ผิวหน้ายกกระชับ และกลับมาเต่งตึงได้อย่างรวดเร็ว

เนื่องจากปัญหาผิวหน้าของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นในระหว่างการรักษาแพทย์จะต้องดูชั้นผิวผ่านทางจอมอนิเตอร์ไปด้วย เพื่อประเมินและควบคุมคลื่นความถี่ที่ยิงลงไป ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อที่จะให้การรักษานั้นเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดและปลอดภัยที่สุด

ควรรู้อะไรบ้าง? เกี่ยวกับ Ulthera

Ulthera หรือ อัลเทอร่า เป็นหนึ่งในนวัตกรรมความงาม ที่กำลังได้รับความนิยม เพราะเป็นเครื่องที่ถูกพัฒนาและออกแบบมาเพื่อยกกระชับผิวด้วยคลื่นอัลตราซาวด์แบบเจาะจง สามารถยิงพลังงานได้อย่างแม่นยำ ตรงจุดของปัญหา ช่วยให้การยกกระชับเห็นผลชัดเจนมากขึ้น และเพื่อให้การทำ Ulthera ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ ก่อนทำผู้รับบริการควรมีความรู้ ดังนี้

Ulthera ช่วยเรื่องอะไร

  1. Ulthera เป็นนวัตกรรมยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวด์แบบเจาะจง ช่วยยกกระชับผิว แก้ปัญหาหางคิ้วหางตาตก ทำให้ใบหน้าโดยรวมยกระชับดูเยาว์วัยขึ้น
  2. ช่วยลดริ้วรอย ลดร่องแก้ม ร่องใต้ตา ลดปัญหาผิวหย่อนคล้อย จากอายุที่มากขึ้นหรือผิวขาดการบำรุง
  3. แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ผิวห้อย ของคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือคนอ้วนที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อย ผิวห้อย Ulthera ช่วยแก้ปัญหาและยกกระชับผิวได้อย่างเห็นผล
  4. ช่วยเรื่องริ้วรอยแห่งวัย รอยตีนกา หรือผิวมีรอยพับหรือรอยย่น
  5. ช่วยแก้ปัญหาเหนียง คาง 2 ชั้น ผิวลำคอหนาหรือไม่กระชับ
  6. ช่วยฟื้นฟูผิวจากชั้นลึก กระตุ้นคอลลาเจน ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  7. ช่วยแก้ปัญหาขอบตาหรือถุงใต้ตาหย่อนคล้อย
  8. ช่วยเรื่องโครงหน้าใหญ่ กรอบหน้าไม่กระชับ ปรับรูปหน้าให้กระชับได้สัดส่วนที่สมดุล

เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่ประสบปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย และต้องการกระชับผิวปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าไม่กระชับ ผิวหนังหย่อนคล้อยจากอายุที่มากขึ้น หรือจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ผิวขาดการบำรุง การลดน้ำหนักอย่างผิดวิธีทำให้นำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผิวหย่อนคล้อย
  3. ผู้ทีมีปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา มีปัญหาหนังตาตก ถุงใต้ตาใหญ่ คิ้วตกจากผิวที่ไม่กระชับ
  4. ผู้ที่มีเหนียง คางสองชั้น ลำคอย่น การทำ Ulthera จะช่วยให้ตึงกระชับมากยิ่งขึ้น
  5. ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องแก้ม แก้มห้อย หย่อนยาน หรือเหี่ยวย่นและห้อยตามอายุ

บริเวณใดบ้างที่นิยมทำ

  1. บริเวณรอบดวงตา หางตา หางคิ้ว และ ใต้ตา ช่วยลดปัญหาหนังตาตก
  2. บริเวณร่องแก้ม ร่องมุมปาก ช่วยลดริ้วรอยร่องแก้ม และมุมปาก
  3. บริเวณคาง เหนียง และลำคอ เพื่อกระชับผิวบริเวณลำคอ ช่วยลดเหนียง เก็บคางสองชั้น
  4. บริเวณใบหน้า ช่วยยกกระชับผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ทำให้กรอบหน้าชัดขึ้น
  5. Ulthera สามารถทำได้ทั้งใบหน้าและลำตัว เช่น บริเวณท้องแขน และ หน้าท้อง ช่วยเพิ่มความกระชับ ลดความหย่อนคล้อยของผิวได้

การเตรียมความพร้อมก่อนทำ Ulthera

สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนทำ Ulthera แม้จะมีขั้นตอนที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนมากนัก แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ทำแล้วสามารถแก้ไขปัญหาได้ตอบโจทย์และตรงจุด ควรเตรียมความพร้อมด้วยการดูแลตนเอง ดังนี้

  1. ศึกษาข้อมูล และเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน เป็นคลินิกหรือศูนย์ศัลยกรรมความงามที่ได้รับอนุญาตและจดทะเบียนถูกต้อง 
  2. เข้าพบแพทย์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดตำแหน่งที่ต้องการรักษา
  3. แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับ โรคประจำตัว ประวัติการผ่าตัด หรือเคยมีการทำหัตการอื่น ๆ บนใบหน้า
  4. ก่อนทำ Ulthera ควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
  5. ควรงดแต่งหน้า ทาครีมบำรุง หรือใช้เครื่องสำอางใด ๆ ในวันมารับบริการ

ข้อปฏิบัติหลังทำ Ulthera

การทำ Ulthera เพื่อยกกระชับใบหน้า แม้หลังทำคนจะไข้สามารถกลับบ้านได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและอยู่ได้นาน รวมทั้งลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดได้ มีข้อปฏิบัติหลังทำ Ulthera ดังนี้

  1. กรณีที่มีอาการบวม สามารถประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมได้ รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ช่วยลดการติดเชื้อ ขจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม และช่วยลดอาการบวมลง เช่น อาหารจำพวก ฟักทอง สาหร่าย ใบบัวบก ถั่วดำ 
  2. ควรหลีกเลี่ยงหรืองดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ในช่วง 2-3 วัน ทั้งก่อนและหลังการทำ
  3. หลีกเลี่ยงแสงแดด หรือความร้อน เช่น งดซาวด์น่า ช่วง 4-5 วันแรกหลังทำ
  4. หากต้องเผชิญแสงแดด หรือออกไปอยู่กลางแจ้ง ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
  5. หลีกเลี่ยงการนวด กด ใบหน้าแรง ๆ เพื่อลดการระบมและการบวมหลังทำ
  6. งดเลเซอร์ร้อนที่ลงลึกถึงชั้นผิว เป็นเวลา 1 เดือน
  7. ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
Not found id
ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

Ulthera ทำงานอย่างไร?

Ulthera เครื่องมือยกกระชับปรับรูปหน้า โดยใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความถี่สูง (High Intensity Focused Ultrasound) ยิงลงไปใต้ชั้นผิว หลักการทำงานของเครื่อง Ulthera เมื่อยิงสู่ผิวหนังสามารถลงลึกถึงใต้ผิวหนัง คลื่นเสียงความถี่สูงจากตัวเครื่องจะส่งตรงไปเป็นจุดพลังงานเล็ก ๆ 1 มิลลิเมตร เมื่อลงไปถึงชั้นผิว จะเกิดเป็นความร้อนในช่วง 60 – 70°C ทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณที่ยิงหดตัว และยกกระชับขึ้น ลักษณะการทำงานของเครื่องจะใช้หัวที่มีความลึกถึง 3 ระดับ เพื่อเหมาะกับการแก้ปัญหาผิวพรรณที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

  1. หัวขนาด 1.5 mm สามารถยิงลึกถึงชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) เหมาะสำหรับปัญหาริ้วรอยผิวชั้นบน จึงช่วยลดริ้วรอยบนผิวชั้นบนได้ดี
  2. หัวขนาด 3.0 mm สำหรับกระชับชั้นไขมัน (Subcutis) ที่มีคอลลาเจนแนวตั้ง เหมาะสำหรับลดความหย่อนคล้อยของผิว บริเวณกรอบตาและหน้าผาก นอกจากนั้นยังสามารถยิงชั้น SMAS ในบริเวณที่มีชั้นผิวบางได้ด้วย
  3. หัวขนาด 4.5 mm สำหรับยิงชั้น smas ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า และเป็นชั้นที่มีคอลลาเจนแนวนอน จึงสามารถยกกระชับบริเวณแก้ม เหนียง และลำคอได้ดี

การดูแลตัวเองหลังจากทำ Ulthera อัลเทอร่า

หลังจากที่ทำ Ulthera มาแล้ว อาจจะมีอาการบวมแดงบ้างเล็กน้อย ไม่ใช่อาการที่น่ากังวลใจแต่อย่างใด เพราะอาการนี้ก็จะหายไปเองในไม่กี่วัน แต่ระหว่างนั้นก็ควรดูแลตัวเองอย่างดี โดยมีวิธีดูแลตัวเองหลังทำดังนี้

  • ในวันแรกหลังจากรักษา อาจจะมีอาการบวมบางบริเวณ แต่ไม่ถึงกับช้ำ ซึ่งสามารถบรรเทาได้โดยการประคบเย็น และอาการจะดีขึ้นใน 2-3 วัน
  • หากมีอาการปวดบวมใต้ผิวหนัง สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ อาการนี้จะเป็นแค่ 1-2 สัปดาห์ ก็จะหาย
  • บางคนอาจมีอาการผิวแห้งหลังจากรักษา สามารถทา Moisturizer ได้ตามปกติเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น แต่ควรหลีกเลียงผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว และไวท์เทนนิ่ง ประมาณ 1 สัปดาห์

ผลลัพธ์ที่จะได้เห็นหลังจากทำอัลเทอร่า

หลังจากที่ทำ Ulthera อัลเทอร่า มาแล้ว จะสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากทำ โดยจะเปลี่ยนแปลงประมาณ 30% และผลจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ จนชัดเจนใน 1 เดือน และการรักษา 1 ครั้ง ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานสูงสุดถึง 2 ปี โดยผลลัพธ์ที่สังเกตได้มีดังนี้

  • ผิวพรรณดูอิ่มฟูขึ้น ร่องแก้ม ร่องตาดูจางลง บวกกับผิวที่ดูเด้ง แน่นมากขึ้น
  • กรอบหน้ามีความคมชัด ผิวดูยกกระชับขึ้น 
  • ไขมันบริเวณหนังตาลดลง ส่งผลให้หางคิ้ว และหางตายกขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีหนังตาตก แต่ไม่อยากผ่าตัด
  • บริเวณลำคอจะดูกระชับเต่งตึง มีน้ำมีนวลมากขึ้น และรอยเหี่ยวย่นแลดูจางลง

ข้อดีของการทำอัลเทอร่า

  1. การทำอัลเทอร่า ช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าที่เกิดขึ้นตามวัย และยกกระชับใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ลง
  2. สามารถยกกระชับลึกได้ถึงชั้นผิว SMAS ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพเทียบเท่าการผ่าตัด แต่สามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
  3. เป็นนวัตกรรมความงามที่ทำแล้ว สามารถใช้ชีวิตหลังทำได้ตามปกติ โดยไม่ต้องพักฟื้น
  4. ลดริ้วรอยก่อนวัย และริ้วรอยแห่งวัย สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ โดยผิวหน้ายกกระชับขึ้นถึง 30% และจะกระชับขึ้นเรื่อย ๆ เห็นผลลัพธ์ชัดเจนประมาณ 1 – 3 เดือน
  5. ช่วยแก้ไขปัญหาผิวพรรณ เช่น ลดเลือนริ้วรอย ช่วยให้ผิวเรียบเนียน แก้ปัญหากรอบหน้าไม่ชัด
  6. ช่วยกระตุ้นให้การผลิตคอลลาเจนใต้ชั้นผิวเพิ่มมากขึ้น ทำผิวกลับมาแข็งแรง กระชับขึ้น และยืดหยุ่นได้ดี
  7. การทำอัลเทอร่า สามารถช่วยยกกระชับผิวหน้าแล้ว ยังทำได้หลายบริเวณ เช่น สามารถยกกระชับแขน หน้าท้อง และเนินอกให้หายหย่อนคล้อยได้
  8. มีความปลอดภัยสูง เพราะเครื่องอัลเทรอร่าได้การรับรองว่าเป็นเครื่องที่มีความปลอดภัยจากองค์กรอาหารและยาของประเทศไทย ยุโรป และอเมริกา
  9. ผลลัพธ์ของการทำอัลเทอร่าสามารถอยู่ได้นานถึง 1 ปี

อัลเทอร่า ที่ได้มาตรฐานมีวิธีตรวจสอบอย่างไร?

เนื่องจากคลินิกบางแห่งมีการนำเครื่อง Ulthera ของปลอมมาใช้รักษา ซึ่งอาจจะทำให้ผู้รักษาหน้าพัง เสี่ยงผิวไหม้ ดังนั้นควรตรวจสอบดีๆก่อน โดยมีวิธีตรวจสอบดังนี้

  • เนื่องจากเครื่อง Ulthera อัลเทอร่า เป็นเครื่องจากบริษัท เมิรซ์(ไทยแลนด์) MerzThailand ซึ่งเป็นบริษัทที่นำเข้าเครื่องอย่างถูกต้องเพียงรายเดียวในประเทศไทย ดังนั้นคลินิกจะต้องมีโล่ห์ที่ทาง บริษัท เมิรซ (ไทยแลนด์) มอบให้ เพื่อแสดงว่าคลินิกนี้ใช้เครื่องแท้
  • บริเวณข้างๆเครื่อง Ulthera อัลเทอร่า จะมีสติ๊กเกอร์ของ บริษัท เมิรซ์ (ไทยแลนด์) ติดไว้ เพื่อแสดงว่าเป็นเครื่องแท้
  • เวลาที่เปิดเครื่องขึ้นมา ถ้าเครื่องของแท้ หน้าจอของตัวเครื่องจะแสดงโลโก้คำว่า Ulthera อัลเทอร่า ขึ้นมา

ทำไมถึงควรเลือก Meko Clinic

Meko Clinic คลินิกบริการด้านความงามที่เพรียบพร้อมไปด้วยทีมแพทย์ศัลยกรรมและแพทย์ผิวหนังที่มากประสบการณ์ รักษามาแล้วหลากหลายเคส พร้อมด้วยเครื่องมือการรักษาที่ทันสมัย และครบครัน นอกจากนี้คลินิกของเรายังได้รับรางวัลการันตีคุณภาพหลากหลาย พร้อมกับรีวิวจากผู้ที่เคยมารับบริการอีกมากมาย เพราะอย่างนั้นรับประกันได้เลยว่าการรักษาของทางคลินิกจะสร้างความพึงพอใจให้คุณได้มากที่สุดแน่นอนค่ะ

Q : การทำ Ulthera ช่วยยกกระชับผิวหน้า ได้อย่างไร

A :  Ulthera  ยกกระชับผิวหน้า ด้วยการปล่อยคลื่นพลังงานอัลตราซาวด์แบบเฉพาะเจาะจงในระดับความถี่สูง (High Intensity Focused Ultrasound) โดยคลื่นเสียงเป็นจุดพลังงาน ขนาด 1 mm เรียงกันเป็นเส้นตรง 25-30 จุด ลงไปยังใต้ผิวที่ระดับความลึกต่าง ๆ และเปลี่ยนคลื่นพลังงานเป็นความร้อน ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยเกิดการหดตัวและยกกระชับขึ้น อีกทั้งยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ช่วยฟื้นฟูผิวพรรณให้กระจ่างใสขึ้น

Q : บริเวณใบหน้าส่วนไหน ทำ Ulthera ได้บ้าง และช่วยอะไร

A :   Ulthera สามารถทำได้ทั่วบริเวณใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น กรอบหน้า แก้ม ร่องแก้ม มุมปาก คิ้ว หางตา รอบดวงตา ใต้ตา คาง ลําคอ การทำ Ulthera แต่ละบริเวณจะให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ดังนี้

  1. บริเวณกรอบหน้า ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น
  2. บริเวณแก้ม ช่วยยกกระชับแก้มที่หย่อนคล้อยให้กระชับขึ้น
  3. บริเวณร่องแก้ม ช่วยลดริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม ทำแก้มตึงกระชับ
  4. บริเวณมุมปาก ช่วยลดริ้วรอยร่องมุมปาก
  5. บริเวณคิ้ว หางตา ช่วยยกคิ้ว ยกหางตาแก้ปัญหาหนังตาตก
  6. บริเวณรอบดวงตา ใต้ตา ช่วยลดริ้วรอย ทำให้ผิวใต้ตาตึง กระชับ และเรียบเนียนขึ้น
  7. บริเวณคาง และลำคอ ช่วยลดริ้วรอย รอยย่นที่คอ และเก็บคางสองชั้น ลดเหนียง

Q : การทำ Ulthera สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆได้ไหม

A :   การทำ Ulthera สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ฟิลเลอร์ ร้อยไหม โบท็อกซ์ เมโสแฟต แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ให้บริการเป็นผู้ประเมินและเลือกหัตถการที่เหมาะสม

Q : การทำ Ulthera อยู่ได้นานไหม

A :   การทำ Ulthera ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี โดยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ และค่อย ๆ เห็นผลชัดเจนภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน

Q : การทำ Ulthera เหมาะกับใคร

A :   การทำ Ulthera เป็นการยกกระชับผิวหน้าและลำคอด้วยเครื่องยกกระชับ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อย ไม่ต้องการดึงหน้าหรือยกกระชับด้วยการผ่าตัดศัลย มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีปัญหาต่อไปนี้

  1. แก้มหย่อนคล้อย มีปัญหาร่องแก้ม และร่องน้ำหมาก
  2. มีปัญหาริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา มีถุงใต้ตา
  3. ผิวหน้ามีริ้วรอยหย่อนคล้อย ไม่กระชับ
  4. กรอบหน้าไม่ชัด ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย และเห็นกรอบหน้าชัดขึ้น
  5. ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้กระชับเรียบเนียน
  6. ผู้ที่มีเหนียง ลำคอย่น และต้องการเก็บคางสองชั้น ลดเหนียง

Q :  การทำ Ulthera มีข้อจำกัดในการทำหรือไม่

A :   การทำ Ulthera เป็นแก้ปัญหาความหย่อนคล้อย ด้วยการปล่อยคลื่นพลังงานอัลตราซาวด์ อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เนื่องจากคลื่นพลังงานอาจเข้าไปทำให้มีอาการข้างเคียง หรือมีข้อจำกัดในการทำสำหรับคนบางกลุ่ม เช่น

  1. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท เบาหวาน โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือด และไทรอยด์
  2. ผู้ที่ฝังอุปกรณ์โลหะหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
  3. หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร เพื่อลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงต่อเด็ก
  4. ผู้ที่อายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป เนื่องจากผลลัพธ์หลังทำ อาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก
  5. ผู้ที่มีบาดแผลอักสบ  แผลติดเชื้อบนผิวหนัง ควรรักษาให้หายก่อน

Q :  การทำ Ulthera ราคาเท่าไหร่

A :   การยกกระชับผิวด้วยการทำ Ulthera ราคาค่าบริการเริ่มต้นต้นที่ 9,900 – 80,000 บาท อาจราคาสูงหรือต่ำกว่านี้ ขึ้นอยู่สภาพผิวหน้าของแต่ละคน บริเวณที่ต้องการรักษา จำนวนไลน์ที่ใช้ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และขึ้นอยู่กับการจัดโปรโมชันของแต่ละคลินิก

Q : การทำ Ulthera อันตรายไหม

A :   Ulthera เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวจากอเมริกาที่มีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรอง FDA ทั้งในอเมริกา ไทย เอเชีย และยุโรป การทำจึงมีความปลอดภัยสูง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน จดทะเบียนถูกต้องและมีแพทย์วิชาชีพเป็นผู้ให้บริการ

Q : การทำ Ulthera เจ็บไหม ?

A :  การทำ Ulthera ก่อนการรักษาแพทย์จะทำการแปะยาชา เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บอยู่แล้ว จะรู้สึกเพียงหน่วง ๆ บริเวณที่ยิงคลื่นลงไปเท่านั้น และความเจ็บปวดอาจขึ้นกับความรู้สึกของผู้รับบริการในแต่ละคน

Q : การทำ Ulthera บวมกี่วัน

A :  อาการหน้าบวม หลังทำ Ulthera เป็นอาการปกติที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการปล่อยคลื่นพลังงานอัลตราซาวด์ลงสุ่ชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้มีความร้อนสะสม ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปภายใน 2 – 3 ชั่วโมงหลังทำ และจะดีขึ้นจนหายสนิทภายใน 2 – 3 วัน